สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 67 ทะเลาะวิวาท

            ราชามู่ฉางเยียนทรงชะงักไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนคุ้นเคยคำว่าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์นี้มากแต่เมื่อทรงลองคิดอย่างละเอียด ก็ไม่มีความทรงจำใด ๆ เกี่ยวกับผู้คนในกลุ่มนี้เลยความจริงแล้วระยะเวลาที่เสด็จหนีออกจากเมืองฟางกู้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆเท่านั้น และเรื่องราวระหว่างพระองค์กับแม่นางเยว่ก็ไม่ได้มีความทรงจำที่ดี ๆต่อกันมากนัก

     

           กลุ่มชายชุดดำที่ไม่มีอาวุธติดมือจำนวนนับร้อยคนเดินผ่านไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย จำนวนมากจนทำให้ผู้คนต่างรู้สึกหนักอึ้งบวกกับขบวนรถม้าอีกกว่าสามสิบคัน ทั้งหมดนี้ถูกจัดขึ้นอย่างอลังการผู้คนจำนวนมากต่างมาล้อมดู และบนรถม้าทุกคันต่างปักธงที่มีอักษรเดียวกันนั่นก็คือสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์

     

            เพราะอะไรถึงคุ้นเคยมากเพียงนี้?

     

            หลายปีมานี้ราชามู่ฉางเยียนทรงใช้ชีวิตอย่างละเลยทำให้ความทรงจำของพระองค์มีปัญหา เมื่อไหร่ที่ทรงรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมากก็จะยิ่งนึกไม่ออกว่ามันคืออะไร เหมือนกับที่ทรงระลึกถึงแม่นางเยว่อยู่ตลอดเวลาแต่กลับทรงลืมคำมั่นสัญญาที่มีต่อนางและบุตรชาย

     

           “น่าจะเป็นสำนักที่มาจากนอกเมือง”

     

            อันเฉิงกดเสียงต่ำแล้วพูด “กลับไปแล้วกระหม่อมให้หน่วยจัดการสำนักสืบก็คงจะรู้ไม่ว่าจะเป็นสำนักฝึกวรยุทธ์ใดที่เข้ามาก็ต้องรายการตัวต่อหน่วยจัดการสำนักหน่วยทหาร และหน่วยฟางกู้ มีเพียงรายงานตัวแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถอยู่ที่นี่ได้เท่าที่ดูแล้วสำนักนี้มีคนจำนวนมาก ฉะนั้นคงสืบได้ไม่ยาก”

     

            ราชามู่ฉางเยียนพยักหน้า “หากคนในสำนักเป็นชาวต้าเยี่ยนที่มาจากต่างถิ่นแล้วไม่ได้ทำผิดกฎก็ไม่จำเป็นต้องสืบอะไรมากมาย แต่หากเป็นสำนักที่มาจากต่างแคว้นต้องตรวจสอบให้ละเอียด”

     

            “ฝ่าบาทวางใจเถอะพ่ะย่ะค่ะหากเป็นผู้ฝึกพลังวัตร ราชสำนักจะมีการตรวจสอบที่เข้มงวดมากและต่อให้จะมีใครคิดไม่ซื่อ แต่ถ้าเป็นเรื่องของผู้ฝึกพลังวัตร โดยเฉพาะด้านสำนักไม่มีใครกล้าทำเกินหน้าเกินตา พวกเขาต่างรู้พลังของผู้ฝึกพลังวัตรดีหากเจอยอดฝีมือก็ต้องมีพลังที่มหาศาลแน่ ๆ”

     

            “เจ้าพูดถูก ข้าเคยได้ยินมาว่าราชสำนักต้าซีมีกรมตุลาการหลายปีก่อนผู้นำของกรมตุลาการเสียชีวิต จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิต้าซีทรงจัดพิธีศพให้ด้วยพระองค์เองเลยทั้งยังพระราชทานป้ายอักษรฝีพระหัตถ์อีกด้วย อักษรที่ทรงเขียนก็คือ...ใต้หล้าสงบสุขด้วยคนเดียว”

     

           “หากมีพลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้ เพียงคนเดียวก็สามารถทำให้ใต้หล้าสงบสุขได้ทว่ากลับกัน คนคนเดียวก็สามารถทำให้ใต้หล้าวุ่นวายได้เหมือนกัน”

     

            “หากต้าเยี่ยนของเรามีกรมตุลาการ...ชนเผ่าโฮ่วคงไม่กล้าเหิมเกริมขนาดนี้”อันเฉิงรำพัน

     

            ราชามู่ฉางเยียนส่ายหน้า “ไม่ว่าจะอยู่ในวังหรือนอกวังต่อไปอย่าได้พูดเช่นนี้อีก ตำหนักจิงเซี่ยวมีหูตามากมาย หากเจ้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อก็อย่าได้พูดอีก”

     

            อันเฉิงรีบตอบรับอย่างรวดเร็ว “ที่กระหม่อมกล้าพูดเป็นเพราะอยู่กับฝ่าบาทเท่านั้น”

     

            ขณะพูดอยู่นั้น ขบวนรถม้าก็ได้ผ่านไปอย่างยิ่งใหญ่

     

            ทันใดนั้น ในรถม้าคันสุดท้าย สาวงามนางหนึ่งกำลังใช้มือเปิดม่านหน้าต่างออกมาดูนอกรถม้าขณะที่นางเปิดผ้าม่านออกนั้น ราวกับเมืองฟางกู้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิก็ไม่ปานแม้กระทั่งราชามู่ฉางเยียนที่เห็นนางก็ยังตรัสออกมาอย่างลืมตัว...

     

           “งดงามยิ่งนัก”

     

            ราชามู่ฉางเยียนถอนหายใจ “บริสุทธิ์ แต่ก็งดงามอย่างที่สุดเช่นกัน”

     

            อันเฉิงหัวเราะ “เช่นนั้นกระหม่อมส่งคนไปสืบมาเลยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

     

            ราชามู่ฉางเยียนพยักหน้า “รีบไปสืบมา”

     

            บนรถม้า กู่เชียนเยว่ลากชวีหลิวซีกลับเข้ามา“เจ้าโผล่หน้าออกไปแบบนี้ จะทำเสียเรื่องเปล่า ๆ”

     

            ชวีหลิวซีแลบลิ้น “ในที่สุดก็ถึงเมืองฟางกู้สักทีข้าแค่อยากเห็นว่าข้างนอกเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง”

     

           ทันใดนั้นกู่เชียนเยว่ก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นผู้ใหญ่ “เจ้าไม่รู้หรือว่าตอนนี้ตัวเองมีใบหน้าเหมือนนางจิ้งจอก? หากคนไม่ดีมาเจอเข้าเจ้าไม่กลัวจะหาเรื่องมาให้อันเจิงหรือ?”

     

            “เจ้าน่ะสิจิ้งจอก...ไม่มีใครจะเจ้าเล่ห์ไปกว่าเจ้าอีกแล้วแล้วเจ้าสำนักอันก็ไม่กลัวจะเดือดร้อนหรอกนะก่อนเข้าเมืองเขายังบอกว่าจะเข้ามาอย่างอลังการ ขนาดผู้เฒ่าฮั่วเตือนแล้วเตือนอีกกลัวว่าจะเป็นจุดสนใจของคนอื่นแล้วจะสืบมาจนถึงตัวเสี่ยวชีเต้า เขายังไม่ยอมฟังเลยอย่างไรก็จะเข้ามาอย่างยิ่งใหญ่ให้ได้”

     

            กู่เชียนเยว่เบ้ปาก “อันเจิงไม่ได้โง่...โดยปกติเราก็ต้องเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วไม่ใช่รึ? หากมีอะไรที่ปกปิดเอาไว้จะกล้าปักธงเข้ามาอย่างอลังการหรือ? อีกอย่างระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาเพียงพอต่อการเตรียมตัวแล้วล่ะ ไม่ว่าแคว้นเยี่ยนจะตรวจสอบอย่างไรก็ไม่มีวันตรวจสอบได้แน่”

     

            หึ! ชวีหลิวซีเปล่งเสียงออกมา “พูดเหมือนตัวเองรู้จักเขามากอย่างนั้นแหละ”

     

            กู่เชียนเยว่หัวเราะพลางหรี่ตามอง “ทำไม...ข้าพูดไม่ถูกใจเจ้า?หรือว่าเจ้าหึงในสิ่งที่ข้าพูด?”

     

            ชวีหลิวซีสะบัดหน้าหนี “ข้าไม่สนเจ้าแล้ว”

     

            กู่เชียนเยว่หัวเราะ “ฝึกพลังวัตรมาหลายปีสามารถเลื่อนขั้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ทำไมใจเจ้าไม่เห็นโตขึ้นสักทีเด็กน้อยอย่างเจ้า ไปไหนแล้วไม่โดนหลอกน่ะสิแปลก อันเจิงมักจะปกป้องเจ้าตลอดกลัวว่าความชั่วจากภายนอกจะมาเปลี่ยนแปลงจิตใจเจ้า ข้าไม่รู้จริง ๆว่าการทำแบบนี้จะส่งผลดีหรือผลเสียกันแน่”

     

            ชวีหลิวซียิ้มน้อย ๆ อย่างมีความสุขมันเป็นรอยยิ้มที่คนอื่นไม่สามารถเข้าใจได้ นางไม่ได้ตอบอะไรอีก แต่เพียงแค่รอยยิ้มนั้นก็สามารถบอกความหมายได้แล้ว

     

            นางใช้มือเปิดผ้าม่านออกแล้วแอบมองไปด้านนอกกู่เชียนเยว่จึงดึงมือนางอีกครั้ง “หักห้ามใจหน่อยได้หรือไม่ที่อันเจิงบอกว่าจะเข้ามาอย่างสง่างามก็เพื่อสะดวกต่อการทำงานเมื่อยิ่งอลังการก็จะยิ่งเป็นที่สนใจของคนอื่น แต่หากเจ้าเอาหน้าออกไปจะไม่ใช่สง่างามแต่เป็นหาเหาใส่หัวต่างหาก”

     

            ชวีหลิวซียิ้มพลางพูด “แล้วเจ้าเล่า หากเจ้าโผล่หน้าออกไปก็จะนำมาซึ่งภัยพิบัติเช่นกัน!”

     

            กู่เชียนเยว่เบ้ปาก “ข้างามสู้เจ้าไม่ได้หรอก”

     

            ชวีหลิวซีกอดนาง “จริง ๆ แล้วในใจเจ้ากำลังคิดว่าตัวเองงามกว่าข้านิดหน่อยล่ะสิ?”

     

            กู่เชียนเยว่หันหน้าหนี สาวน้อยทั้งสองหยอกล้อกันบนรถม้ามาตลอดทาง

     

            ในรถม้าคันรองสุดท้าย อันเจิงนั่งอย่างสง่าผ่าเผยอยู่ตรงหน้าเสี่ยวชีเต้าปีนี้อันเจิงอายุเกือบสิบห้าปีแล้ว มีส่วนสูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรร่างของเขาแม้ยังดูผอมแต่ก็ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ชุดสีดำเข้ารูปที่เขาสวมใส่ยิ่งทำให้ดูเคร่งขรึมนั่นเป็นเพราะเวลานี้อย่างไรก็คงต้องเคร่งขรึมแล้วล่ะ

     

           “เจ้ากังวลอยู่หรือ?” อันเจิงถาม

     

            เสี่ยวชีเต้าตอนนี้อายุแปดขวบแล้ว มีความสูงเท่าไหล่ของอันเจิงเป็นเด็กน้อยที่ดูอ่อนโยนและใสซื่อบริสุทธิ์ เขาพยักหน้าตอบ “ใช่ยังรู้สึกกลัวเล็กน้อย ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านแม่ข้าไปอยู่ที่ไหน แล้วท่านสบายดีหรือไม่”

     

            หลังจากอันเจิงเงียบไปครู่หนึ่งก็พูดขึ้น“จำคำข้าไว้ ต่อให้จะกังวลมากแค่ไหนก็อย่าวู่วาม เพราะเป็นไปได้มากว่า มารดาของเจ้าคงจะมีชีวิตที่ไม่สุขสบายนักตอนนี้เจ้าโตแล้ว เรื่องบางเรื่องข้าก็ไม่อยากปิดบังอีก ก่อนหน้านี้ข้าให้คนกลับไปสืบที่โลกมายามารดาเจ้าไม่เคยให้ใครกลับไปหาเจ้าเลย หากนางมีชีวิตที่ดีจริง ๆ จะเป็นไปได้อย่างไรที่นางจะไม่คิดถึงเจ้า?”

     

           “ฉะนั้น ข้าได้ส่งคนมาเมืองฟางกู้ล่วงหน้าเราประมาณสิบวันเพื่อมาสืบเรื่องของมารดาเจ้าและข้าก็เพิ่งได้รับสารมาเมื่อคืนนี้เอง มารดาเจ้า...ตอนนี้นางถูกขังอยู่ในคุกใต้ดิน”

     

            ทันใดนั้นสีหน้าของเสี่ยวชีเต้าก็เปลี่ยนไปทันที เขากำหมัดแน่นแน่นจนเส้นเอ็นปูดออกมาอย่างเห็นได้ชัด

     

            อันเจิงตบบ่าของเสี่ยวชีเต้าเบา ๆ “มีข้าอยู่ต่อให้เจ้าจะร้อนใจแต่ก็อย่ากังวลจนเกินไป มารดาเจ้าถูกขังมาสามปีแล้ว ฉะนั้นนางเพียงแค่ลำบากแต่ไม่มีอันตรายอะไรถึงชีวิตหากพวกเขาคิดฆ่ามารดาเจ้าจริง ๆ คงทำไปนานแล้ว”

     

            เสี่ยวชีเต้าพยักหน้า “ไม่ว่าพี่ชายอันเจิงจะพูดอะไรข้าก็ฟังทั้งนั้น”

     

            อันเจิงยิ้ม “อย่าฟังข้าไปเสียทุกอย่างสิเจ้าเองก็ต้องฝึกคิดวิเคราะห์ หากข้าพูดถูกเจ้าก็ฟัง แต่หากข้าพูดผิดขึ้นมาเจ้าก็ต้องแย้งด้วย”

     

            เสี่ยวชีเต้าเม้มปาก “พี่ชายอันเจิงไม่มีผิดหรอก”

     

            อันเจิงส่ายหน้า ในขณะที่เขากำลังจะเริ่มพูดต่อก็ได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายดังมาจากด้านหน้า

     

           “มีเรื่องอะไรกัน?”

     

            อันเจิงถามออกไปจากนั้นก็มีเสียงคนตอบกลับ “เรียนท่านเจ้าสำนัก บ้านที่ซื้อมีปัญหาเล็กน้อยตอนนี้ศิษย์พี่ตู้กำลังไกล่เกลี่ยอยู่”

     

            อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเดินลงมาจากรถม้าอย่างช้า ๆ

     

            เพื่อความสะดวกอันเจิงส่งคนมาซื้อบ้านหลังใหญ่ที่เมืองฟางกู้ล่วงหน้าตอนนี้พวกเขาเดินทางมาถึงประตูบ้านแล้ว แต่ราวกับมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น

     

            เมื่ออันเจิงเดินมาถึงก็พบว่า ตู้โซ่วโซ่วกำลังถกเถียงกับคนอื่นจนหน้าแดงคอเกร็งไปหมด

     

           ตอนนี้ตู้โซ่วโซ่วสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรแล้ว ดูไม่ออกเลยว่าเขาเพิ่งอายุเพียงสิบห้าปีแต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังดูอ้วนอยู่ดี

     

           “หมายความว่าอย่างไร?”

     

            ตู้โซ่วโซ่วถามอย่างมีน้ำโห “เงินก็เอาไปแล้วตอนนี้กลับมาบอกว่าไม่ขายบ้าน แล้วยังไม่ยอมคืนเงินอีก?”

     

            ชายหนุ่มวัยกลางคนที่มีใบหน้าซื่อ ๆและมีลูกน้องยืนล้อมรอบอยู่อีกสิบกว่าคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าจะทำอย่างไรได้เงินที่รับมาก็คือเงินค่ามัดจำเพื่อช่วยพวกเจ้าหาบ้าน บ้านก็หาได้แล้ว...แต่เจ้าของไม่อยากขายจะให้ข้าทำอย่างไรค่ามัดจำที่เจ้าให้มาไม่ใช่ค่ามัดจำบ้าน แต่เป็นค่ามัดจำเพื่อช่วยหาบ้าน เข้าใจหรือไม่?”

     

            ตู้โซ่วโซ่วพูดเสียงดัง “เช่นนั้นเจ้าจะบอกว่า...เจ้าเก็บค่ามัดจำเพื่อหาบ้านเป็นเงินสามหมื่นตำลึงรึ?”

     

            ชายวัยกลางคนเบ้ปาก “เจ้ากล้าขึ้นเสียงกับข้าหรือข้าจะบอกให้นะ ที่นี่คือต้าเยี่ยน เป็นที่ที่มีกฎหมายบ้านเมือง พวกเจ้าเพิ่งมาจากต่างแดนอย่าคิดนะว่ามีเงินก็จะทำทุกอย่างได้ตามใจ ที่นี่ต้องว่าด้วยกฎหมายข้าได้บอกเจ้าทั้งหมดอย่างชัดเจนแล้ว ข้าทำการค้ามานานนับสิบปี กิจการทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่นหากเจ้าว่าข้าหลอกลวง เช่นนั้นเราไปให้ศาลตัดสินเลยดีกว่า?”

     

           ในกลุ่มคนที่ล้อมดูอยู่กดเสียงต่ำแล้วพูดขึ้น “เป็นต้าฟางจาชัวอีกแล้วครั้งก่อนข้าเห็นพวกมันรังแกคนอื่นจนกระอักเลือดตาย คนเขามาจากต่างแดนเก็บสะสมเงินมาทั้งชีวิตแต่กลับถูกหลอกไปง่าย ๆ พอขึ้นศาลศาลกลับบอกว่าเป็นปัญหาเล็ก ๆ ไม่รับพิจารณาเห็นได้ชัดเลยว่านี่เป็นการหลอกลวงเงิน รังแกคนต่างถิ่นชัด ๆ”

     

            มีเสียงพูดขึ้น “ต้าฟางจาชัวมีท่านโกวอยู่เบื้องหลังและบุตรชายท่านโกวก็ทำงานอยู่ในศาลอีก หากศาลรับเรื่องน่ะสิแปลกทว่าคนที่มาในครั้งนี้คงมีฐานะกระมัง ดูสิ รถม้าเยอะขนาดนี้ต้าฟางจาชัวหลอกเงินเขาไปสามหมื่นตำลึง คิดว่าคงไม่กระอักเลือดตายหรอก”

     

            อันเจิงเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ “เจ้าคือใคร”

     

            ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นแล้วตอบกลับ “โจวว่านเชียนเป็นเจ้าของต้าฟางจาชัว แล้วเจ้าคือใคร”

     

            อันเจิงยิ้มพลางพูดขึ้น “จากที่ข้าฟังมาสรุปได้ว่าเจ้าเก็บเงินมัดจำของพวกข้าแต่กลับไม่ได้ติดต่อเจ้าของบ้านอย่างนั้นสินะ?”

     

            โจวว่านเชียนกล่าวแย้ง “เจ้าจะพูดอย่างนี้ไม่ได้นะข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าติดต่อแล้ว หากพวกเจ้าไม่เชื่อข้าก็จนปัญญาแต่ตามธรรมเนียมแล้วข้าไม่มีทางคืนเงินมัดจำแน่ หากเจ้าอยากจะหาเรื่อง เช่นนั้นเราก็ไปขึ้นศาลให้ศาลตัดสินว่าใครถูกใครผิด และเรื่องนี้ต้องมีพยาน เจ้ามีพยานหรือไม่?”

     

           “อืม” อันเจิงเปล่งเสียงออกมาเล็กน้อยจากนั้นก็กวาดสายตามองไปที่ลูกน้องของโจวว่านเชียนจำนวนสิบกว่าคน

     

           “ล้อมเอาไว้” เขาสั่งออกไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

     

           ชายชุดดำจำนวนร้อยกว่าคนล้อมเข้ามาอย่างแน่นหนาจนผู้คนที่มามุงดูไม่อาจมองเห็นข้างในได้ ไม่มีใครรู้ได้ว่าอันเจิงกำลังจะทำอะไรทุกคนต่างยื่นคอพยายามมองเข้าไปด้านใน แต่ชายชุดดำที่ล้อมอยู่ก็ราวกับเป็นกำแพงที่ไม่อาจมองทะลุได้

     

           “เจ้าคิดจะทำอะไร...”

     

            สีหน้าของโจวว่านเชียนเปลี่ยนไปในทันที “พวกข้าสนิทสนมกับคนในศาลเป็นอย่างดีเจ้าอย่าคิดทำอะไรจะดีกว่า”

     

            อันเจิงกวักมือมีคนยกเก้าอี้ออกมาจากในรถม้า จากนั้นอันเจิงก็นั่งลงแล้วโบกมือ “หักขาทุกคนคนละข้าง”

     

            ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะทันทีเรื่องแบบนี้ไม่ต้องให้คนในสำนักช่วยหรอก เขาเพียงคนเดียวก็จัดการได้แล้ว ด้วยเวลาอันสั้นตู้โซ่วโซ่วก็ล้มทุกคนในต้าฟางจาชัวให้ลงไปกองอยู่กับพื้นแล้ว

     

            โจวว่านเชียนร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด “เจ้ามาใช้ความรุนแรงที่นี่จะต้องจบไม่สวยแน่ข้าจะไปฟ้องศาลให้เจ้าติดคุกตลอดชีวิต! คนนอกอย่างเจ้าถึงกับกล้ามารังแกพวกข้าเชียวรึ”

     

            อันเจิงยกมือขึ้นโบกผู้คนที่ล้อมอยู่ก็กระจายตัวออกไป “เจ้าถูกคนรุมทำร้าย ข้ามาเจอพอดีเลยช่วยไว้แต่เจ้ากลับมาฉ้อโกงแบบนี้เหมือนแคว้นเยี่ยนจะมีกฎปราบปรามเรื่องนี้อยู่พอดีไม่ใช่รึ”

     

            โจวว่านเชียนตะโกนเสียงแหบพร่า “เจ้าเป็นคนทำร้ายข้าเองแท้ๆ”

     

            อันเจิงยักไหล่เล็กน้อย “เจ้ามีพยานรึ?บนถนนมีคนตั้งมากมาย ทว่าใครเห็นข้าทำร้ายเจ้ากัน?”

     

            อันเจิงโน้มตัวลง “อีกอย่างคนที่มาจากต่างแดนก็ไม่ได้แปลว่าจะรังแกได้ง่าย ๆ หรอกนะวันนี้เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน ข้าจะถอนรากถอนโคนพวกเจ้าออกจากเมืองฟางกู้ก่อน”

     

            ทันใดนั้นทหารจากศาลกลุ่มหนึ่งก็วิ่งเข้ามา “ใครส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย!”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน