“ทำลายชีพจรเดิม”
“สร้างชีพจรใหม่”
“สำเร็จ เ้าจึงมีสิทธิ์ก้าวเดินต่อ”
“ล้มเหลว ตาย!”
ถ้อยคำสุดท้ายดังกึกก้องอยู่ภายในความมืดราวกับเสียงพิพากษาที่มิอาจเปลี่ยนแปลง
จางเหว่ยยืนอยู่เบื้องหน้าประตูฝืนลิขิต ร่างทั้งร่างแข็งค้างไปชั่วขณะ
เขาเคยคิดว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในห่อหนังสัตว์โบราณอาจเป็สมบัติ บางทีอาจเป็วิชาโบราณ หรืออย่างน้อยก็สิ่งของที่มีค่า
แต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า เพียงประตูบานแรก สิ่งที่รอเขาอยู่กลับเป็คำสั่งให้ทำลายชีพจรของตนเอง!
ชีพจรของเขาบอบช้ำก็จริง
บางสายตีบตัน
บางสายแตกร้าว
บางสายแทบไม่สามารถรองรับพลังปราณได้
แต่ต่อให้มันพิการเพียงใด ชีพจรเหล่านี้ก็ยังเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายเขา
ยังนำพาโลหิต
ยังประคองชีวิต
ยังทำให้เขาสามารถวิ่ง ล่าสัตว์ ใช้แรง และมีชีวิตอยู่ได้เหมือนคนธรรมดา
หากทำลายมันทั้งหมด
เขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้หรือ?
“เ้ามีเวลาตัดสินใจ”
เสียงโบราณดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้มิได้เร่งรัด
มิได้ข่มขู่
กลับเ็าและสงบนิ่งราวกับชีวิตของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งมิได้มีความสำคัญแม้แต่น้อย
เบื้องหน้าจางเหว่ย ประตูฝืนลิขิตเปิดออกกว้างกว่าเดิม
ภายในไม่มีสมบัติ
ไม่มีแสงศักดิ์สิทธิ์
ไม่มีคัมภีร์
มีเพียงบันไดหินสีดำทอดยาวเข้าไปในความมืด
ขั้นแรกของบันไดมีอักขระสีแดงสลักอยู่เพียงประโยคเดียว
“ผู้ไม่กล้าทำลายสิ่งเก่า ย่อมไม่มีสิทธิ์สร้างสิ่งใหม่”
จางเหว่ยจ้องประโยคนั้นอยู่นาน
ในใจเกิดความลังเลเป็ครั้งแรก
มิใช่เพราะเขากลัวเจ็บ
สิบห้าปีที่ผ่านมา ความเ็ปจากชีพจรได้กลายเป็สิ่งที่เขาคุ้นเคยไปแล้ว
หลายครั้งเพียงแค่ฝืนชักนำพลังเข้าสู่ร่าง ความเ็ปก็รุนแรงจนเขาหมดสติ
สิ่งที่เขากลัวคือความตาย
มิใช่ความตายของตนเองเพียงอย่างเดียว
แต่หากเขาตาย ไป๋ซูเหยาจะเหลือผู้ใด?
สตรีผมขาวผู้นั้นใช้เวลาสิบห้าปีเลี้ยงดูเขา
หลบเร้นอยู่กลางป่า
รักษาเขาเมื่อป่วย
อดอาหารเมื่อเสบียงขาดแคลน
คอยเฝ้าไข้หลายวันหลายคืนในครั้งที่เขาฝืนฝึกจนเส้นชีพจราเ็หนัก
หากเขาตายเพราะความโลภหรือความดื้อรั้นของตนเอง
นางจะทำอย่างไร?
จางเหว่ยกำหมัดแน่น
“หากข้าปฏิเสธ”
เขาเอ่ยถามขึ้น
“ข้าจะกลับออกไปได้หรือไม่?”
ความมืดเงียบอยู่ชั่วครู่
ก่อนเสียงโบราณตอบกลับ
“ได้”
จางเหว่ยชะงัก
“หากเ้าถอยในตอนนี้ ประตูจะปิด”
“มรดกจะไม่ทำร้ายเ้า”
“เ้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป”
คำตอบนี้ทำให้จางเหว่ยยิ่งเงียบ
ไม่มีการหลอกลวง
ไม่มีการบังคับ
เขามีทางเลือกจริง ๆ
เสียงโบราณดังขึ้นอีกครั้ง
“แต่เมื่อออกไปแล้ว โอกาสจะสิ้นสุด”
“ผู้ที่ปฏิเสธประตูครั้งแรก ไม่มีสิทธิ์กลับเข้ามาเป็ครั้งที่สอง”
จางเหว่ยหลับตาลง
ภาพชีวิตตลอดสิบห้าปีปรากฏขึ้นในใจ
เด็กหนุ่มคนอื่นฝึกยุทธ์อยู่กลางลาน
เสียงหัวเราะของพวกเขา
การเหยียดหยามที่บางครั้งเขาเคยได้รับเมื่อเดินทางไปยังหมู่บ้านห่างออกไป
สายตาสงสารของผู้ใหญ่
คำพูดที่พยายามปลอบโยนว่า แม้ฝึกยุทธ์ไม่ได้ก็ยังมีชีวิตอย่างคนธรรมดาได้
เขาไม่เคยตอบโต้
ไม่เคยกล่าวว่าตนไม่พอใจ
แต่ลึกที่สุดในหัวใจ
เขาเคยยอมรับจริงหรือ?
ไม่เคย
แม้แต่ครั้งเดียว
เขาเพียงซ่อนมันเอาไว้
ซ่อนความปรารถนาที่อยากแข็งแกร่ง
ซ่อนความปรารถนาที่อยากรู้ว่าบิดามารดาเป็ใคร
ซ่อนคำถามว่าทำไมตนจึงเกิดมาพร้อมชีพจรที่บอบช้ำ
และซ่อนความปรารถนาที่อยากเป็ฝ่ายปกป้องไป๋ซูเหยาบ้างสักครั้ง
จางเหว่ยลืมตาขึ้น
“หากข้าผ่านบททดสอบนี้”
เขาถาม
“ชีพจรของข้าจะสามารถฝึกยุทธ์ได้หรือไม่?”
เสียงโบราณตอบเพียงประโยคเดียว
“ชีพจรที่เ้าจะได้รับ ไม่สมควรถูกนำไปเปรียบเทียบกับชีพจรมนุษย์ธรรมดา”
หัวใจจางเหว่ยกระตุกอย่างรุนแรง
ประโยคสั้น ๆ แต่ทำให้โลหิตทั่วร่างเดือดพล่าน
ไม่สมควรนำไปเปรียบเทียบกับชีพจรมนุษย์ธรรมดา!
นั่นหมายความว่าอย่างไร?
เขาไม่รู้
แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่ถูกตัดสินมาตลอดว่ามิอาจเดินบนเส้นทางยุทธ์ได้ ประโยคนี้รุนแรงยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่าเสียอีก
จางเหว่ยสูดลมหายใจลึก
ภาพใบหน้าของไป๋ซูเหยาปรากฏขึ้นในใจอีกครั้ง
“ท่านน้า”
เขาพึมพำ
“ข้าขอโทษ”
จากนั้นเด็กหนุ่มก็ก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก
ทันทีที่ฝ่าเท้าััพื้น
ครืน!
ประตูฝืนลิขิตปิดลงด้านหลังทันที
ไม่มีทางถอยอีกต่อไป
เสียงโบราณดังขึ้น
“เลือกแล้ว”
“นับจากบัดนี้ หากบททดสอบไม่สิ้นสุด ประตูจะไม่เปิดอีก”
“เ้าอาจหยุดกระบวนการระหว่างทาง”
“แต่หลังชีพจรเดิมถูกทำลาย การหยุดหมายถึงใช้ชีวิตในฐานะคนพิการโดยสมบูรณ์”
“และหากชีพจรสำคัญถูกทำลายเกินครึ่ง”
“การหยุดหมายถึงตาย”
จางเหว่ยกัดฟัน
“เริ่มได้”
ทันทีที่สิ้นเสียง
แสงสีแดงสายหนึ่งตกลงมาจากความมืด
พุ่งเข้าสู่กลางอกของเขา
ปัง!
ดวงตาจางเหว่ยเบิกกว้าง
ความรู้สึกราวกับถูกค้อนหนักฟาดเข้าใส่จากภายในะเิขึ้นกลางอก
เขากระเด็นถอยหลังหลายก้าว
ก่อนความเ็ปสายหนึ่งจะแล่นจากหน้าอกไปยังหัวไหล่ขวา
กร๊อบ!
มิใช่เสียงกระดูก
แต่เป็เสียงบางสิ่งภายในร่างแตกออก
จางเหว่ยทรุดเข่าลงทันที
“อ๊าก!”
เสียงร้องหลุดออกจากลำคอโดยไม่อาจควบคุม
เส้นชีพจรสายหนึ่ง!
เขารู้ได้ทันทีว่าเส้นชีพจรภายในไหล่ขวาถูกแรงลึกลับฉีกขาดจนหมดสิ้น!
ความเ็ปที่เขาเคยประสบจากการฝึกยุทธ์ในอดีต เมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น กลับไม่ต่างจากรอยเข็มแทง
แต่ยังไม่ทันให้เขาหายใจ
แสงสายที่สองตกลงมา
ปัง!
“อ๊าก!”
ชีพจรที่แขนซ้ายแตกตาม
สายที่สาม
สายที่สี่
สายที่ห้า
ทุกครั้งที่แสงสีแดงเข้าสู่ร่าง ชีพจรหนึ่งสายจะถูกทำลายอย่างสมบูรณ์
ไม่มีการรักษา
ไม่มีการประคอง
มันกำลังรื้อร่างของเขาออกทีละส่วนจริง ๆ
จางเหว่ยล้มลงกับพื้น
สองมือกุมอก
เสื้อผ้าชุ่มเหงื่อภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจ
ใบหน้าซีดขาว
เส้นเืปูดขึ้นตามลำคอ
แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความเ็ป คือทุกครั้งที่ชีพจรถูกทำลาย เขารู้สึกว่ากำลังสูญเสียการควบคุมร่างกายทีละส่วน
แขนขวาเริ่มชา
นิ้วมือซ้ายเคลื่อนไหวช้าลง
ลมหายใจติดขัด
โลหิตไหลเวียนไม่ราบรื่น
เสียงโบราณดังขึ้นเหนือศีรษะ
“ชีพจรเดิมเสียหายร้อยละหกสิบสาม”
“คุณภาพต่ำ”
“การเชื่อมต่อผิดรูป”
“รากฐานไม่สมบูรณ์”
คำพูดเ่าั้ฟังดูราวกับกำลังประเมินอาวุธชำรุด ไม่ใช่ร่างกายมนุษย์
จางเหว่ยอยากหัวเราะ
แต่ความเ็ปทำให้แม้แต่ริมฝีปากก็สั่น
“เช่นนั้น”
เขากัดฟันกล่าว
“ก็ทำลายมันเสียให้หมด!”
ความเงียบครอบคลุมไปชั่วขณะ
เสียงโบราณตอบกลับ
“ตามประสงค์”
ตูม!
คราวนี้แสงสีแดงนับสิบสายตกลงมาพร้อมกัน!
ดวงตาจางเหว่ยแทบถลนออกจากเบ้า
ความเ็ปะเิจากทั่วร่าง
ชีพจรบริเวณขา
ช่องท้อง
หลัง
หน้าอก
หัวไหล่
ถูกฉีกทำลายพร้อมกัน
ร่างของเด็กหนุ่มกระตุกอย่างรุนแรง
โลหิตไหลออกจากมุมปาก
ก่อนเืจะเริ่มซึมออกจากรูจมูกและหู
แต่สิ่งที่น่าหวาดหวั่นที่สุดยังมาไม่ถึง
เสียงโบราณดังขึ้น
“ชีพจรภายนอกสิ้นสุด”
“ต่อไป”
“ชีพจรแกนชีวิต”
จางเหว่ยเงยหน้าขึ้นทันที
สัญชาตญาณร้องเตือนอย่างรุนแรง
ไม่เหมือนก่อนหน้า
หากชีพจรที่กำลังจะถูกทำลายต่อจากนี้แตกจริง เขารู้ว่าตนสามารถตายได้ในทันที
แสงสีดำแดงรวมตัวขึ้นเหนือศีรษะ
หนากว่าทุกครั้งก่อนหน้าหลายเท่า
“ผู้รับมรดกยังมีสิทธิ์หยุด”
เสียงโบราณกล่าว
“หยุดตอนนี้ เ้าจะรอด”
“แต่ร่างกายจะสูญเสียความสามารถเคลื่อนไหวเกินครึ่ง”
“ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้ตลอดชีวิต”
“ไม่สามารถเปิดประตูนี้อีก”
จางเหว่ยหลับตา
ความเงียบกินเวลาหลายลมหายใจ
รอดชีวิต
แต่พิการสมบูรณ์
เขาจะยังมีไป๋ซูเหยา
ยังมีบ้าน
ยังมีชีวิต
บางทีอาจใช้ชีวิตสงบอยู่ในป่าไปอีกหลายสิบปี
นี่ไม่ใช่ทางเลือกที่เลวร้าย
สำหรับคนจำนวนมาก นั่นอาจเป็ทางเลือกที่ควรเลือกที่สุด
แต่แล้วจางเหว่ยก็นึกถึงคำถามหนึ่งขึ้นมา
หากวันนี้เขาถอยเพราะกลัวตาย
วันหน้าเมื่อสิ่งที่เขารักอยู่ตรงหน้าอันตราย เขาจะทำอย่างไร?
เมื่อศัตรูแข็งแกร่งกว่า เขาจะถอยทุกครั้งหรือ?
เมื่อฟ้าบอกว่าเขาไม่มีสิทธิ์ เขาจะก้มศีรษะหรือ?
จางเหว่ยลืมตาขึ้น
แววตาที่สั่นไหวก่อนหน้านี้กลับนิ่งสนิท
“ทำลาย”
แสงเหนือศีรษะหยุดนิ่งหนึ่งลมหายใจ
เสียงโบราณถามย้ำ
“ยืนยัน?”
จางเหว่ยยิ้มอย่างยากลำบาก
“หากข้ากลัวตายเสียั้แ่ประตูแรก”
“ต่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป ข้าจะเดินไปได้ไกลเพียงใด?”
เขาเงยหน้ามองความมืด
“ทำลายมัน!”
ตูม!
แสงสีดำแดงพุ่งลงมา
ปัง!
ชีพจรสำคัญบริเวณกลางอกแตกออก!
หัวใจของจางเหว่ยหยุดเต้นไปชั่วขณะ
โลกทั้งใบเงียบลง
จากนั้นหัวใจกระตุกกลับมาอย่างอ่อนแรง
ตึก
เพียงครั้งเดียว
แล้วหยุด
ดวงตาของเขาเริ่มพร่ามัว
แสงสายที่สองตามมา
ปัง!
ชีพจรที่เชื่อมต่อช่องท้องและหัวใจขาดสะบั้น
ร่างจางเหว่ยเย็นลงอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกในมือเท้าหายไป
แสงสายที่สาม
ปัง!
ชีพจรบริเวณแผ่นหลังถูกทำลาย
เด็กหนุ่มไม่สามารถพยุงร่างได้อีก
เขาล้มคว่ำลงกับพื้น
เืไหลออกจากปากเป็สาย
ลมหายใจเบาราวกับจะดับได้ทุกเมื่อ
แต่เสียงโบราณยังคงดำเนินต่อ
“ทำลายชีพจรเดิมสมบูรณ์”
“ร่างกายเข้าสู่สภาวะตาย”
“เริ่มขั้นสร้างใหม่”
ทันใดนั้น
พื้นสีดำใต้ร่างจางเหว่ยเปลี่ยนไป
อักขระเก้าสายปรากฏขึ้น ล้อมร่างของเขาเป็วง
แต่ไม่มีพลังใดถูกส่งเข้าร่าง
ไม่มีโอสถ
ไม่มีพลังชีวิตจากภายนอก
จางเหว่ยแทบไม่สามารถขยับดวงตาได้
เสียงโบราณกล่าว
“มรดกมอบโครง”
“ผู้รับมรดกมอบชีวิต”
คำพูดนั้นทำให้เขาเกิดความรู้สึกไม่ดี
“การสร้างชีพจรใหม่ ต้องใช้โลหิตของเ้า”
“พลังชีวิตของเ้า”
“จิติญญาของเ้า”
“หากทรัพยากรแห่งชีวิตไม่เพียงพอ”
“ตาย”
จางเหว่ยอยากด่าบางสิ่งออกมา
แต่มิอาจแม้แต่จะเปิดปาก
วาสนาอะไรกัน?
นี่แทบไม่ต่างจากพยายามฆ่าเขาทีละขั้น!
อักขระตัวแรกสว่างขึ้น
จากนั้นโลหิตทั่วร่างจางเหว่ยก็เดือดพล่าน!
แม้ชีพจรจะถูกทำลายหมดแล้ว แต่โลหิตในเส้นเืกลับถูกพลังลึกลับชักนำ
หยดโลหิตจำนวนมากถูกดึงออกจากเส้นเื
ไม่ไหลออกนอกกาย
หากรวมตัวอยู่ตามแนวบางอย่างภายในร่าง
เริ่มจากกลางอก
เส้นสีแดงเล็กบางค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
มันมิใช่เส้นเื
มิใช่กล้ามเนื้อ
แต่เป็สิ่งใหม่
ชีพจรใหม่!
จางเหว่ยััได้อย่างชัดเจน
ทว่าการสร้างมันมิได้อ่อนโยน
ทุก่ที่ชีพจรใหม่ยืดยาวออกไป ร่างกายของเขาจะสูญเสียโลหิตและพลังชีวิตจำนวนมาก
ผิวที่เดิมซีดอยู่แล้วเริ่มขาวราวกระดาษ
ริมฝีปากไร้สีเื
ชีพจรใหม่สายแรกสร้างจากกลางอกไปยังหัวไหล่ขวา
ใช้เวลาไม่นาน
แต่จางเหว่ยกลับรู้สึกราวกับผ่านไปหลายวัน
เมื่อเส้นแรกสำเร็จ อักขระตัวที่สองสว่างขึ้นทันที
ไม่มีเวลาพัก
ชีพจรสายที่สองเริ่มก่อตัว
เืถูกสูบออกมากกว่าเดิม
หัวใจจางเหว่ยเต้นอ่อนลง
ตึก
เว้น่ยาว
ตึก
อีกครั้ง
เสียงโบราณดังขึ้น
“พลังชีวิตลดลงสี่ส่วน”
“ดำเนินการต่อ”
จางเหว่ยได้ยินชัดเจน
แต่ไม่มีสิทธิ์เลือกแล้ว
เส้นที่สาม
เส้นที่สี่
ร่างเขาเย็นลงเรื่อย ๆ
เมื่อชีพจรใหม่สายที่สี่สำเร็จ
ความมืดพลันสั่นไหว
อักขระสีแดงทั้งหมดหยุดทำงาน
เสียงโบราณดังขึ้น
“พลังชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์ปลอดภัย”
“ผู้รับมรดกมีสิทธิ์เลือก”
“หยุดการสร้างตอนนี้”
“คงชีพจรใหม่สี่สาย”
“รักษาชีวิต”
“แต่รากฐานจะไม่สมบูรณ์”
“เส้นทางมรดกสิ้นสุด”
จางเหว่ยยังคงนอนนิ่ง
ดวงตาปิดลงครึ่งหนึ่ง
เขาเหนื่อยเหลือเกิน
เพียงยอมแพ้
ทุกอย่างจะหยุด
อย่างน้อยเขาจะรอด
อย่างน้อยยังมีโอกาสกลับไปหาท่านน้า
สี่สายก็มากพอหรือไม่?
เดิมเขาไม่มีแม้แต่สิทธิ์ฝึกยุทธ์
ตอนนี้มีชีพจรใหม่สี่สาย อย่างน้อยอาจฝึกได้บ้าง
แค่นั้นก็ดีกว่าชีวิตเดิมมากแล้ว
ความคิดนั้นปรากฏขึ้นอย่างสมเหตุสมผล
สมเหตุสมผลจนยากปฏิเสธ
แล้วภาพหนึ่งกลับผุดขึ้นในใจ
สตรีผมขาวกำลังนั่งอยู่หน้ากระท่อม
นางบอกเขาว่า
“ไม่ว่าเ้าจะฝึกยุทธ์ได้หรือไม่ สำหรับน้า เ้าก็ยังเป็เ้า”
จางเหว่ยหัวเราะในใจอย่างอ่อนแรง
แน่นอน
ไป๋ซูเหยาไม่เคย้าให้เขาเป็ยอดฝีมือ
แต่เขา้า
มิใช่เพราะชื่อเสียง
มิใช่เพื่อเหยียบผู้อื่น
เขาอยากแข็งแกร่งพอจะเลือกเส้นทางของตนเอง
อยากแข็งแกร่งพอจะรู้ความจริง
อยากแข็งแกร่งพอจะไม่ให้หญิงผู้เลี้ยงดูเขาต้องหลบซ่อนอยู่กลางป่าไปชั่วชีวิต
และหากนี่คือโอกาสเพียงครั้งเดียว
เขาจะยอมรับของที่ไม่สมบูรณ์เพียงเพราะกลัวตายจริงหรือ?
ริมฝีปากจางเหว่ยขยับช้า ๆ
ไม่มีเสียงออกมา
แต่เสียงโบราณกลับรับรู้ความคิดของเขา
“เ้าปฏิเสธการหยุด?”
จางเหว่ยฝืนลืมตา
กล่าวออกมาด้วยเสียงแ่เบาราวลมหายใจ
“ต่อ”
“ยืนยัน?”
“ต่อ”
“หากพลังชีวิตหมด เ้าจะดับสูญทันที”
จางเหว่ยกัดลิ้น
ความเจ็บทำให้สติกลับมาชั่วขณะ
โลหิตไหลออกจากมุมปาก
เขากล่าวทีละคำ
“ข้าเลือกแล้ว”
“ก็อย่าถามซ้ำ!”
ความมืดเงียบสนิท
ก่อนอักขระตัวที่ห้าจะสว่างขึ้น
ครั้งนี้ แสงที่เกิดขึ้นมิใช่สีแดง
กลับเป็สีทองปนดำ
และในวินาทีที่แสงนั้นเข้าสู่ร่าง
สิ่งประหลาดพลันเกิดขึ้น
โลหิตภายในร่างจางเหว่ยสั่นะเืพร้อมกัน!
ครืน!
แม้ไม่มีชีพจรเก่าเหลืออยู่ แต่เสียงคำรามต่ำกลับดังขึ้นจากส่วนลึกของโลหิต
เส้นแสงสีดำทองจำนวนหนึ่งปรากฏขึ้นในกระดูกและไขกระดูก
ราวกับบางสิ่งที่ซ่อนหลับอยู่มาตลอดสิบห้าปีถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้น
เสียงโบราณซึ่งก่อนหน้านี้เ็าไร้อารมณ์พลันเงียบไป
เป็ครั้งแรกที่มันหยุดนานกว่าปกติ
จากนั้นถ้อยคำหนึ่งจึงดังขึ้น
“สายเืตอบสนอง”
อีกเสียงหนึ่งที่จางเหว่ยไม่เคยได้ยินมาก่อนดังแทรกออกมาจากส่วนลึกของมรดก
เก่าแก่ยิ่งกว่าเสียงแรก
แ่เบาจนแทบไม่เป็เสียง
“ในที่สุด”
จางเหว่ยพยายามลืมตา
“ผู้ใด?”
ไม่มีคำตอบ
ทันใดนั้น เส้นแสงดำทองในโลหิตของเขาก็ะเิพลังออกมา
พลังชีวิตที่กำลังจะดับลงกลับถูกดึงขึ้นเล็กน้อย
มิได้ฟื้นเต็มที่
แต่มากพอทำให้ชีพจรใหม่สายที่ห้าสร้างต่อได้
สายที่ห้า
สายที่หก
ทุกครั้งยังคงต้องใช้โลหิตและพลังชีวิตของเขา
สายเืมิได้สร้างชีพจรแทน
มิได้ลดความเ็ป
มันเพียงทำให้ร่างของเขาไม่พังทลายก่อนเวลาที่ควร
จางเหว่ยเข้าใจได้โดยสัญชาตญาณ
สิ่งที่อยู่ในโลหิตนี้ไม่ใช่ของขวัญที่มาช่วยเขาให้ชนะ
มันเป็เพียงเงื่อนไขที่ทำให้เขา “มีสิทธิ์” ทนรับกระบวนการนี้
หากเจตจำนงแตก
เขาก็ตาย
หากพลังชีวิตหมด
ก็ตาย
หากร่างรับไม่ไหว
ก็ตาย
ทุกสิ่งยังคงอยู่ที่ตัวเขาเอง
ชีพจรสายที่เจ็ดเริ่มก่อตัว
ความเ็ปเปลี่ยนไปอีกครั้ง
มิใช่เพียงการสูญเสียพลังชีวิต
คราวนี้สิ่งที่ถูกดึงออกมาคือพลังบางอย่างจากจิติญญา
จางเหว่ยรู้สึกราวกับศีรษะถูกฉีกออก
ภาพความทรงจำพร่าเลือน
เสียงไป๋ซูเหยาหายไปชั่วครู่
เขาใทันที
“ท่านน้า!”
เขาเรียกโดยไม่รู้ตัว
ความทรงจำกลับมาอีกครั้ง
แต่เขาเข้าใจแล้วว่า หากกระบวนการนี้ดำเนินต่อ จิติญญาของเขาเองก็จะถูกใช้เป็ส่วนหนึ่งของชีพจรใหม่
เสียงโบราณกล่าว
“ชีพจรขั้นสูงมิได้รองรับเพียงปราณ”
“ต้องรองรับกาย”
“โลหิต”
“จิต”
“ิญญา”
“หากจิติญญาอ่อนแอ ชีพจรจะไม่สมบูรณ์”
จางเหว่ยไม่สนใจคำอธิบายอีก
เขาเพียงกัดฟันยื้อสติ
สายที่เจ็ดสำเร็จ
สายที่แปดเริ่มขึ้น
คราวนี้ภาพรอบตัวเปลี่ยนไป
กระท่อมปรากฏขึ้น
ไป๋ซูเหยานั่งอยู่ตรงหน้า
นางกำลังร้องไห้
“จางเอ๋อร์ พอเถอะ”
จางเหว่ยชะงัก
“ท่านน้า?”
สตรีผมขาวเอื้อมมือมาหาเขา
“น้าไม่้าให้เ้าแข็งแกร่ง”
“น้า้าเพียงให้เ้ามีชีวิต”
“กลับมาเถอะ”
จางเหว่ยยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว
แต่ก่อนปลายนิ้วจะัันาง เขากลับหยุด
สายตาค่อย ๆ เปลี่ยน
“ไม่ใช่”
ไป๋ซูเหยาตรงหน้าขมวดคิ้ว
“อะไร?”
“ท่านน้าไม่เคยพูดเช่นนี้”
“นางอาจห้ามข้าเสี่ยง”
“นางอาจด่าข้า”
“แต่นางไม่มีวันใช้ตนเองเป็โซ่ล่ามข้า”
ภาพตรงหน้าสั่น
จางเหว่ยกำหมัด
“เ้าไม่ใช่นาง”
เพล้ง!
ภาพทั้งหมดแตกสลาย
เสียงโบราณดังขึ้น
“ผ่านการรบกวนจิตระดับแรก”
ชีพจรสายที่แปดสำเร็จ
เหลืออีกเพียงสายเดียว
แต่จางเหว่ยกลับไม่รู้สึกยินดี
เพราะเมื่ออักขระตัวที่เก้าสว่างขึ้น ความรู้สึกแห่งความตายรุนแรงกว่าทุกครั้งก่อนหน้า
เสียงโบราณกล่าวช้า ๆ
“ชีพจรแปดสายเพียงพอให้เ้าเหนือกว่าผู้ฝึกทั่วไปจำนวนมาก”
“สายที่เก้าไม่จำเป็ต่อการมีชีวิต”
“ไม่จำเป็ต่อการฝึกยุทธ์”
“ไม่จำเป็ต่อการเป็อัจฉริยะ”
จางเหว่ยลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง
“แล้วมันจำเป็ต่อสิ่งใด?”