แต่จ้าวลี่อิ่งหารู้ไม่ว่าฮัสกี้ที่เธอคิดว่าจะต้องกลัว กระวนกระวาย หรือสำนึกผิด เพราะถูกไล่ออกจากบ้านนั้นที่จริงแล้วกลับกำลังดีอกดีใจอยู่เลย…
สวี่มั่วยืนอยู่ในโถงทางเดินฟังเสียงจ้าวลี่อิ่งที่หมุนตัวกลับเข้าบ้าน จากนั้นเขาก็หมุนตัวเดินไปทางลิฟต์
เขาเดินไป พลางเรียกหน้าจอระบบขึ้นมาในหัว มองดูสถานการณ์ในห้องไลฟ์สด
ไม่ผิดคาด ตอนนี้ห้องไลฟ์ยังคงเต็มไปด้วยความโกลาหล
[ฮ่าๆๆๆ! อิ๋งอิ่งเหมือนจะไล่เจ้าฮัสกี้ออกจากบ้านจริงๆด้วย?]
[อิ๋งอิ่ง เธอเสียงดังไปหน่อยนะ…พวกเราได้ยินกันหมดเลย…]
[ดูท่าอิ๋งอิ่งจะโกรธจริงๆ ซะแล้ว]
[พูดเป็นเล่นไป! ถ้าฮัสกี้บ้านฉันกล้าแบบนี้ฉันคงจับมันไปต้มกินแล้ว!]
[คืนนี้คุ้มจริงๆครั้งแรกที่เห็นอิ๋งอิ่งเป็นแบบนี้เลย! ฮ่าๆๆ ตลกชะมัด!]
[เวรเอ๊ย! เมื่อกี้มัวหัวเราะเพลิน ลืมอัดคลิปเลย!ใครอัดไว้บ้าง ส่งมาให้ทีสิ ฉันอยากเก็บไว้ดู!]
[ฮ่าๆ ฉันอัดไว้แล้ว!]
[ฉันก็อัดไว้!]
[ขอคลิปหน่อย]
[ฉันก็ขอด้วย…]
[รีบอัปขึ้นโซเชียลสิ เผลอๆ ติดกระแสไม่รู้ตัว]
[รู้สึกว่า ‘รวมฮิตช็อตฮาของสตรีมเมอร์’ ตอนถัดไป อันดับหนึ่งคงเป็นอิ๋งอิ่งแน่แล้ว…]
[พวกนายนี่มันร้ายจริงๆ…]
[ว่าแต่ว่า อิ๋งอิ่งยังไม่กลับมาหรือ]
[อาจจะอายอยู่ก็ได้นะ]
[ว่าแต่ ชุดชั้นในยังตกอยู่บนพื้นเลย อิ๋งอิ่งจะเอาไหมถ้าไม่เอาให้ฉันก็ได้?]
[ไปไกลๆ เลย! ฉันขอจองพันนึง!]
[จนๆ อย่ามาหน้าไม่อายแถวนี้ ฉันให้หมื่นนึง!]
[ช็อกซีนีม่า]
[พูดมากฉิบ ถ้ามีปัญญาก็ส่งจรวดมาสิ?]
[ระบบแจ้งเตือน: ผู้ใช้ 'tts' ส่งจรวดx1]
[ระบบแจ้งเตือน: ผู้ใช้ '**' ส่งจรวดx1]
[เชรดเข้! สายเปย์ของจริง]
[…]
ผู้ชมทั้งหลายคุยกันอย่างครึกครื้นผ่านหน้าจอแชตแต่ก็ยังไม่เห็นจ้าวลี่อิ่งกลับมาเสียที
สวี่มั่วคาดเดาว่า อีกฝ่ายคงเพิ่งรู้ตัวว่าก่อนหน้านี้เสียฟอร์มไปเลยแอบนั่งเสียใจอยู่ข้างๆ แน่
สวี่มั่วเดินมาถึงหน้าลิฟต์ เหลือบมองทางบันไดหนีไฟด้านข้างแล้วนึกถึงความสูงยี่สิบกว่าชั้น จึงหันไปดูตัวเลขบนจอแสดงชั้นเหนือประตูลิฟต์เห็นเป็นชั้น 31 กำลังเลื่อนลงมา
พอดีเลย!
สวี่มั่วก้าวไปที่ปุ่มลิฟต์ ใช้ขาหน้าดันตัวขึ้นยืนพิงผนังแล้วยกอุ้งเท้าขึ้นกดปุ่มได้พอดี
เมื่อปุ่มสว่างขึ้น เขาก็กลับมายืนสี่ขาตามเดิม ถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วรออยู่ตรงหน้า
“ติ๊ง...”
ไม่นานนัก เสียงดังแผ่วก็ดังขึ้น ประตูลิฟต์เปิดออก
สวี่มั่วชะโงกหน้ามองเข้าไปเห็นเพียงชายร่างผอมใส่แว่นในชุดพนักงานส่งอาหารกำลังก้มหน้าเล่นโทรศัพท์
สวี่มั่วเดินเข้าไปในลิฟต์ แหงนหน้ามองแผงปุ่มควบคุม เห็นปุ่มชั้น 1 สว่างอยู่อย่างที่คิด ก็พยักหน้าอย่างพอใจ
ถ้าข้างในไม่มีคน เขาคงต้องใช้บันไดแทนเพราะไม่อยากให้พนักงานในห้องควบคุมเห็นภาพสุนัขตัวหนึ่งกดปุ่มใช้ลิฟต์เอง
ภายในลิฟต์ เด็กส่งอาหารก้มหน้าเล่นมือถืออยู่ พอเหลือบเห็นฮัสกี้เดินเข้ามาก็ชะงักไปครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก คิดว่าเจ้าของหมาน่าจะตามเข้ามาแต่ผ่านไปหลายวินาทีจนประตูลิฟต์จะปิดก็ยังไม่มีใครเข้ามาอีกเขาถึงได้เงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็ต้องตกใจ เพราะข้างนอกไม่มีใครเลย
เพียงเสี้ยวอึดใจ ประตูก็ปิดสนิท ลิฟต์เริ่มเคลื่อนตัวลง
“…”
เด็กส่งอาหารเบิกตาโพลง หันไปมองฮัสกี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างงุนงง
นี่มันเรื่องอะไรเนี่ย ทำไมถึงมีแค่ฮัสกี้ขึ้นลิฟต์มา
สวี่มั่วสัมผัสได้ถึงสายตานั้นจึงเหลือบมองเขาหนึ่งครั้ง ก่อนก้มหน้าเปิดหน้าจอระบบแอบดูห้องไลฟ์ของจ้าวลี่อิ่งอย่างเงียบๆ ต่อ
ไม่นานนัก เสียงติ๊งก็ดังขึ้นอีกครั้ง ประตูลิฟต์เปิดออก
สวี่มั่วเงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าเป็นชั้น 1 แล้วจึงก้าวออกไปทันที
ในลิฟต์ เด็กส่งอาหารยังคงมองฮัสกี้ด้วยแววตาประหลาดพอประตูกำลังจะปิดก็รีบเดินออกมาเช่นกัน พอมาถึงประตูทางออกเขาก็เห็นเจ้าฮัสกี้ยืนรออยู่ตรงนั้น
เอ่อ…
เด็กส่งอาหารตื่นตะลึงไม่หายกวาดตามองฮัสกี้พลางเดินไปกดปุ่มประตูทางออก
พอเปิดออก เจ้าฮัสกี้ก็สะบัดหางแล้วเดินออกไปอย่างสบายใจ
เฮ้อ! นี่ฉันถูกใช้เป็นเด็กเปิดประตูไปแล้วจริงๆ สินะ?!
เด็กส่งอาหารมองตามฮัสกี้ด้วยสีหน้าแปลกประหลาด พลางคิดในใจว่า
นี่มันหมาบ้านใครกัน ช่างฉลาดเสียจริง!
ขณะเดียวกัน สวี่มั่วเปิดหน้าจอระบบขึ้นมาอีกครั้งเห็นจ้าวลี่อิ่งกลับเข้าสู่ไลฟ์แล้วดูท่าเหมือนจะเพิ่งไปเติมเครื่องสำอางมาใหม่ด้วย
ห้องไลฟ์ก็เต็มไปด้วยกระแสแซวและหยอกล้อทันที
จ้าวลี่อิ่งทำเป็นลืมเรื่องเมื่อครู่ แล้วกลับมาพูดคุยกับผู้ชมก่อนจะเริ่มร้องเพลงต่อ
เห็นดังนั้น สวี่มั่วก็ปิดห้องไลฟ์ไป
เขาเคยดูประกาศตารางเวลาไลฟ์ของจ้าวลี่อิ่งเห็นว่าเวลาปกติคือทุกวันตั้งแต่สองทุ่มถึงเที่ยงคืน ตอนนี้เพิ่งสามทุ่มกว่าๆนั่นหมายความว่ายังเหลือเวลา 'อิสระ' อีกสามชั่วโมง
สวี่มั่วแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีที่มีดวงจันทร์ส่องแสงสายลมเย็นพัดผ่าน พลันรู้สึกแปลกประหลาด
เมื่อกลายเป็นสุนัข มุมมองยามเงยหน้ามองดวงดาวก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ฉันเนี่ย…กลายเป็นหมาไปแล้วจริงๆ สินะ…
แม้สวี่มั่วจะพยายามบังคับตัวเองให้ยอมรับความจริงแต่ก็ยังอดรู้สึกเศร้าสร้อยไม่ได้
ถึงจะมีระบบอันแข็งแกร่งอยู่ในมือแต่ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะได้กลับเป็นมนุษย์อีกครั้งและก่อนถึงวันนั้น ตนก็ต้องใช้ชีวิตในฐานะสุนัขไปเรื่อยๆซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะทนได้ถึงเมื่อไร…
เมื่อคนเราจมอยู่กับความเศร้า ยิ่งคิดก็ยิ่งหดหู่สวี่มั่วรู้สึกว่าตอนนี้ขาดก็แค่เหล้าหนึ่งขวด ผู้ช่วยไว้ด่าฟ้าทั้งคืนเท่านั้น
“อ๊ะ…อย่า…อย่าทำตรงนี้สิ…ถ้ามีใครผ่านมาเห็นจะทำยังไง…”
“ดึกป่านนี้แล้วจะมีใครมาได้ไง อย่ากลัวเลยน่า…”
“อืม…อย่านะ…อ๊ะ…”
ขณะที่สวี่มั่วกำลังจมอยู่ในห้วงความเศร้าสร้อยเสียงไม่เข้าท่าก็ลอยมาตามสายลม ทำลายความคิดไปสิ้น
ให้ตายเถอะ! ใครมันมาทำอะไรกันตรงนี้!ไม่เห็นรึไงว่าฉันกำลังอินอยู่กับอารมณ์ศิลป์!!