“หนิงเอ๋อข้ามีสัตว์เลี้ยงให้เจ้าด้วยนะ”
เฟิ่งหยูนำเจ้าแมวน้อยออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์มันยังเป็นแมวน้อยในสายตาของเฟี่งหยู แมวน้อยสีขาวเท้าทั้งสี่เป็นสีแดงเพลิงกลางหน้าผากมีจุดสีแดงเพลิงอยู่สามจุด เฟิ่งหยูยื่นแมวน้อยให้กับหนิงเอ๋อสายตาทุกคนจับจ้องแมวน้อยของเฟิ่งหยู
“เจ้าทำสัญญาจิตวิญญาณกันมันเสียก่อน”
หนิงเอ๋อหยดเลือดทำสัญญากับเจ้าแมวน้อย หลังจากที่หนิงเอ๋อทำสัญญากับเจ้าแมวน้อยๆได้สักครู่หนึ่งพลังงานถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของหนิงเอ๋อ
ตูม....
ในไม่ช้า ภายในร่างกายของหนิงเอ๋อได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มันราวกับว่าตันเถียรของนางกลายเป็นมหาสมุทรมีคลื่นอันรุนแรง ทุกๆครั้งที่คลื่นอันรุนแรงกระทบกับพื้นที่ภายในตันเถียรของหนิงเอ๋อจะขยายขึ้นทีละน้อยทีละน้อย หนึ่งเท่า สองเท่า สามเท่าพื้นที่ภายในตันเถียรของหนิงเอ๋อขยายขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึงหนิงเอ๋อรู้สึกว่าร่างของนางกำลังจะระเบิดออก แต่ในความเป็นจริงนางกำลังเลื่อนระดับ นางเลื่อนระดับจากระดับนภา ขั้นที่เก้าขึ้นเป็นระดับสวรรค์ขั้นที่สามแต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเจ้าแมวน้อยที่หนิงเอ๋ออุ้มตอนนี้ไม่สามารถอุ้มมันได้แล้ว เพราะตัวมันใหญ่ถึงหนึ่งเมตรมันกลายเป็นพยัคฆ์เพลิงสวรรค์ตัวเต็มวัย มันอยู่ในระดับที่สาม
“พยัคฆ์เพลิงสวรรค์มันเป็นพยัคฆ์เพลิงสวรรค์” ผู้นำตำหนักโอสถสวรรค์เอ่ยขึ้นมาผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองในตำหนักต่างพากันแตกตื่นพยัคฆ์เพลิงสวรรค์แทบจะหาไม่ได้แล้วในปัจจุบันหากใครมีสัตว์พาหนะเพียงแค่สัตว์อสูรสายพันธ์สุนัขก็ถือว่าหาได้ยากแล้วเพราะจะทำให้สัตว์อสูรตัวหนึ่งยอมจำนนนั้นเป็นไปได้ยากยิ่ง
“ท่านพี่มันมีชื่อหรือยัง”หนิงเอ๋อพลันถามเฟิ่งหยู
“ยังหรอกข้ายังไม่ได้ตั้งชื่อให้มันเลยเจ้าตั้งให้มันเองก็แล้วกัน”
หนิงเอ๋อยิ้มพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง งั้นข้าเรียกเจ้าแมวน้อยว่า“ เสี่ยวไป๋” ก็แล้วกันพลันหันไปมองทางเสี่ยวไป๋
“เจ้าชอบชื่อนี้ไหมเสี่ยวไป๋” พยัคฆ์เพลิงสวรรค์ผงกหัว หงึก หงึกพลันย่อตัวของมันให้เป็นแมวน้อยน่ารัก เดินขึ้นมาอยู่ในอ้อมกอดของหนิงเอ๋อท่ามกลางสายตาที่อิจฉาของแต่ละคน
“น่ายินดียิ่งนักน่ายินดียิ่งนัก นับเป็นวาสนาของเมืองหลวงแห่งนี้จริงๆที่ได้สัตว์อสูรโบราณอย่างพยัคฆ์เพลิงสวรรค์ไว้ในครอบครอง”ผู้นำตำหนักโอสถสวรรค์กล่าวขึ้น
“ขอบใจเจ้ายิ่งนักเฟิ่งหยู” องค์ชายเหวินเทียนพูดพร้อมกับยกมือตบไหล่ของเฟิ่งหยู
“ข้าดื่มให้กับเจ้าดื่ม ทุกคนดื่ม”
องค์ชายยกแก้วขึ้นพร้อมกับดื่มเหล้าหมดทั้งแก้วรวดเดียวเฟิ่งหยูพร้อมคนอื่น ๆ ต่างยกแก้วขึ้น พร้อมกับดื่มหมดรวดเดียวเช่นเดียวกัน
“เยี่ยม!” ผู้คนต่างยินดีปรีดา ต่างส่งเสียงพูดคุยออกมาด้วยความครื้นเครง
เฟิ่งหยูอยู่ร่วมงานเลี้ยงไม่นานจึงขอตัวไปพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้นเฟิ่งหยูสั่งให้เหล่าศิษย์สำนักเทพดาราพักผ่อนได้สามวันให้เที่ยวชมเมืองหลวงให้เต็มที่ส่วนตัวเขานั้นขอตัวลาองค์กษัตริย์และเหล่าราชวงศ์พร้อมทั้งผู้นำตำหนักโอสถสวรรค์
เฟิ่งหยูเดินทางไปยังอาณาจักรอื่นๆ เพื่อเรียนรู้และหาประสบการณ์ต่อไป เขารู้ประสบการณ์ของเขายังน้อยมากเส้นทางที่เฟิ่งหยูเดินทางไปคืออาณาจักรตะวันฉาย เขาต้องการไปเรียนรู้ทั้งทวีปเฟิ่งหยูเดินทางลงไปทางทิศไต้ด้วยม้า เป็นเส้นทางเรียบแม่น้ำสายหนึ่ง เขาเดินทางผ่านหมู่บ้านหลายหมู่บ้านระหว่างทางเขาแวะสอบถามทางเรื่อยไปหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เฟิ่งหยูเดินทางเขตอาณาจักรตะวันฉาย เมื่อมาถึงเมืองหลิวโจวของอาณาจักรตะวันฉาย ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านเฟิ่งหยูต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าเมืองสิบเหรียญทองเมื่อเข้าเมืองมาได้เฟิ่งหยูเดินทางไปหาที่พักในเมือง แต่ไม่ว่าจะไปหาที่พักไหน ๆก็เต็มหมด เฟิ่งหยูจึงเดินสำรวจรอบ ๆ เมือง เฟิ่งหยูได้จูงม้าเดินไปรอบเรื่อย ๆ
“น้องชายหาที่พักอยู่งั้นหรือ?” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังเฟิ่งหยู
เฟิ่งหยูหันไปมองเล็กน้อยพบว่าเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง คาดว่าอายุคงไม่ห่างจากเฟิ่งหยูมากนักท่าทางของนางดูสุภาพอ่อนโยน ใบหน้าของนางสวยสดสมวัยเป็นหญิงชาวบ้านที่มากไปด้วยเสน่ห์แม้มิได้เติมแต่ไงไปด้วยเครื่องสำอาง
เฟิ่งหยูพยัคหน้าตอบรับ
“ใช่ข้าต้องการหาที่พักแต่ดูเหมือนว่าถนนสายนี้ทั้งสายที่พักคงจะหาได้ยากแล้ว” เฟิ่งหยูตอบกลับไป
“ถนนสายนี้พื้นที่ทำเลดีผู้คนจึงนิยมมาพัก เจ้าตามขามาสิ บ้านข้าเองก็ปรับแต่งเป็นโรงเตี้ยมเช่นกันอยู่ลึกเข้าไปด้านใน มีคอกม้าด้วยรวมที่พักและอาหารจ่ายเพียงแค่สามเหรียญทองต่อวันเท่านั้น”
“เข้าใจแล้วงั้นรบกวนด้วย”
หญิงสายเผยรอยยิ้มออกมาทันทีหลังจากเดินตามนางไปไม่นาน
“ที่นี่แหละ” หญิงสาวกล่าวขึ้นเมื่อพาเฟิ่งหยูมาถึง
เฟิ่งหยูขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยเขามองดูตึกเก่าที่ดูพังแหล่มิพังแหล่
หญิงสาวเห็นเฟิ่งหยูนิ่งอยู่นานจึงดึงแขนของเฟิ่งหยูเข้าไปข้างในราวกับว่ากลัวว่าแขกคนนี้จะไม่ยอมเข้าพักซึ่งความเป็นจริงเฟิ่งหยูไม่คิดจะไปหาที่พักอื่นอยู่แล้วเขาจึงเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ
“เชิญท่านข้างในเถอะเดี๋ยวข้านำม้าไปเก็บให้เอง..” หญิงสาวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“รบกวนด้วย”เฟิ่งหยูกล่าวสั้น สั้น ก่อนจะเดินไปยังเรือนด้านหน้าที่ถูกจัดเตรียมคล้ายห้องอาหารขยาดเล็กด้านในมีคนคอยต้อนรับอยู่สองสามคน เสี่ยวเอ้อเป็นชายหนุ่ม ยกสุรามาคอยบริการแขก ส่วนอีกคนเป็นหญิงชราแต่งกายเหมือนแม่ครัว นอกจาเฟิ่งหยูแล้วยังมีแขกอีกสี่ห้าคน นั่งกระจายอยู่ในห้องโถงแห่งนี้
เฟิ่งหยูนั่งลงบนโต๊ะตัวหนึ่งซึ่งอยู่มุมห้อง ไม่นานเท่าไหร่ เสี่ยวเอ้อก็มาบริการที่โต๊ะของเฟิ่งหยู
“เอาอาหารมาให้ข้าสักสองสามอย่างแล้วก็สุราไห หนึ่งก็แล้วกัน” เฟิ่งหยูบอกกับเสี่ยวเอ้อที่มาคอยบริการให้
หลังจากเฟิ่งหยูทานอาหารเสร็จเรียบร้อยจึงกลับห้องพัก มันเป็นห้องเล็ก ๆ สะอาดสะอ้าน การจัดตกแต่งห้องดูเรียบง่ายเฟิ่งหยูทิ้งตัวลงนอนและเผลอหลับไป
เฟิ่งหยูจื่นขึ้นมาอีกทีกลางดึงเขาเดินออกไปข้างนอกพลันได้ยินเสียงคุยกัน
“ท่านปู่พวกเราจะทำเช่นไรดีพรุ่งนี้ พวกทหารก็คงมายึดบ้านพวกเราแล้ว หากเราไม่จ่ายเงินให้กับพวกมัน”
“พวกเราไม่ได้จ่ายเงินพวกมันมาหลายวันแล้ววันนี้ก็ได้เงินมาเพียงเล็กน้อย ยังไม่พอจ่ายให้พวกมันเลย”
“ท่านปู่เราจะทำอย่างไรกันดีข้ายังไม่อยากไปจากที่นี่เลย”
“พวกเราจะทำอะไรได้ทุกวันนี้รายได้ของพวกเราก็แทบจะไม่มีกันอยู่แล้วแค่หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องก็แทบจะไม่รอด ยังต้องจ่ายให้กับพวกมันอีก ”
“ทำยังไงได้ก็พวกเรามันจนขนาดนี้ จะให้ไปจ่ายภาษีให้เจ้าเมืองแพง ๆ พวกเราคงทำไม่ได้หรอก คงต้องทำใจแล้วหละ”
“แล้วพวกเราจะไปอยู่กันที่ไหนกันหละท่านปู่”
จากการที่แอบฟังเฟิ่งหยูพอจะเดาได้ว่าครอบครัวนี้เจอปัญหาอะไรอยู่เขากลับเข้าห้องไปและนอนหลับต่อจนถึงรุ่งเช้า
เช้าตรู่วันต่อมา
เฟิ่งหยูเดินลงมาจากห้องพักจากนั้นก็เดินไปทานอาหารเช้าพลางกล่าวกับเสี่ยวเอ้อ
“ข้าเพิ่งมาเมืองหลิวโจวเป็นครั้งแรกข้าต้องการคนนำทาง เจ้าช่วยหาคนนำทางให้ข้าสักคนได้ไหม”
“ได้ขอรับนายท่านโปรดรอสักครู่”
หลังจากนั้นไม่นานเสี่ยวเอ้อเดินมากับหญิงคนที่นำเฟิ่งหยูมาพักที่นี่
“เจ้าต้องการคนนำทางเจ้าจะไปที่ไหนให้ข้าเป็นคนนำทางเจ้าได้ไหม”น้ำเสียงที่กล่าวออกมาดูสั่นเครือเล็กน้อย
“ใช่ข้าต้องการคนนำทางข้าอยากไปหลายที่ อยากซื้อของ อยากเดินเที่ยวเล่นข้าออกจากตระกูลมาเพื่อหาประสบการณ์ข้าจะให้วันละหนึ่งร้อยเหรียญทองหากเจ้าเป็นคนนำทางข้าข้าจะจ่ายก่อนสิบห้าวัน ทั้งหมด หนึ่งพันห้าร้อยเหรียญทอง”
เฟิ่งหยูหยิบเงินหนึ่งพันห้าร้อยเหรียญทองวางไว้บนโต๊ะ
“แต่หากข้าทำธุรกิจภายในเมืองนี้ได้ข้าจะมอบให้เจ้าอีกส่วนหนึ่งเพราะฉะนั้นเจ้าจงพาข้าไปเฉพาะร้านที่ไว้ใจได้เท่านั้นส่วนเรื่องที่พักข้ายังไม่แน่ใจว่าจะพักนานแค่ไหน” เฟิ่งหยูกล่าว
“ได้ได้ ข้าจะเป็นคนนำทางให้เจ้าเอง” หญิงสาวรับเงินจากเฟิ่งหยูด้วยความตื่นเต้นรอยยิ้มเล็กๆเผยให้เห็น
“ว่าแต่เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าเจ้าชื่ออะไร”เฟิ่งหยูกล่าวถาม
“ขออภัยนายท่านข้าน้อยชื่อ จื่อฮุ่ย”
“ดีเช่นนั้น เดี๋ยวพอข้ากินเสร็จ ข้าจะเดินเที่ยวรอบ ๆ เมือง เจ้าไปเตรียมตัวเถอะ”
หลังจากที่ทานอาหารเช้าเสร็จเฟิ่งหยูพร้อมด้วยจื่อฮุ่ยเดินทางออกจากที่พักเขาเดินเที่ยวไปรอบ ๆ เมือง เลือกซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ จากนั้นก็กลับมาพักเหตุการณ์นี้ดำเนินต่อเนื่องมาถึงสิบสี่วัน เขาเดินเที่ยวซื้อของจากนั้นก็กลับมาพักผ่อน จนถึงเช้าวันที่สิบห้า หลังจากเฟิ่งหยูทานอาหารเสร็จเรียบร้อยจื่อฮุ่ยมารออยู่ด้านหน้า
“วันนี้นายท่านจะไปที่ไหน”เป็นจื่อฮุ่ยเอ่ยปากถามก่อน
“วันนี้ข้าอยากไปสมาคมการค้ามังกรดำไม่รู้ว่าที่เมืองนี้มีสาขาของสมาคมการค้านี้หรือไม่”เฟิ่งหยูเอ่ยถาม
“ที่เมืองนี้ไม่มีสมาคมการค้ามังกรดำหากนายท่านต้องการจะไปต้องไปอีกเมืองหนึ่งซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ สามวัน”จื่อฮุ่ยตอบเฟิ่งหยู
“สามวันเชียวหรืองั้นที่เมืองแห่งนี้มีร้านจำหน่ายโอสถอยู่กี่แห่ง และที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ไหน”
“ร้านจำหน่ายโอสถที่ใหญ่ที่สุดมีอยู่สามแห่งแห่งที่ใหญ่ที่สุดเป็นของตระกูลฉี อยู่ห่างจากที่นี่ประมาณครึ่งวันได้”
เฟิ่งหยูครุ่นคิดสักครู่
“แล้วอีกสองร้านหละ”
“อีกสองร้านเป็นร้านเล็กๆ อยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก”
“โอสถของพวกเขาอยู่ในระดับใด”
“โอสถส่วนใหญ่ของตระกูลฉีจะอยู่ในระดับที่สี่แต่ว่าราคาแพงเป็นอย่างมากพวกเราไม่มีโอกาสซื้อได้ ส่วนร้านเล็ก ๆ ก็เป็นสาขาของตระกูลฉีจำหน่ายโอสถระดับต่ำกว่า แต่ราคาแพงเป็นอย่างมาก พวกเราได้แต่จนใจแต่ก็จำเป็นต้องซื้อโอสถเหล่านั้นอยู่ดี”
“งั้นข้าเปลี่ยนใจละเจ้าพาข้าไปถนนสายที่คนเดินเยอะมากที่สุด และการค้าขายดีที่สุดก็แล้วกัน”เฟิ่งหยูกล่าว
“ไม่มีปัญหาข้าจะพานายท่านไปเอง” จื่อฮุ่ยกล่าว
จากนั้นทั้งสองคนเดินทางไปยังถนนสายหนึ่งชาวเมืองหลิวโจวต่างรู้จักถนนสายนี้ดีเพราะเศรษฐกิจที่นี่ต้องพึ่งพาสถานที่แห่งนี้ เพราะถนนสายนี้มีทุกอย่างที่ผู้คนที่มาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโอสถ อาหารแหล่งท่องเที่ยว สถานที่บันเทิงต่าง ๆ ..........
เฟิ่งหยูเดินเที่ยวชมรอบหนึ่งจนเวลาใกล้จะเที่ยงจึงชวนจื่อฮุ่ยไปทานอาหารที่โรงเตี้ยมแห่งหนึ่งหลังจากสั่งอาหารเสร็จเฟิ่งหยูจึงเอ่ยถามจื่อฮุ่ย
“ราคาที่แถวนี้แพงไหม”
“ราคาที่แถวนี้แพงเป็นอย่างมากหากจะทำการค้าหรือสร้างร้านค้าร้านหนึ่งเฉพาะตึกที่ท่านเห็นราคาก็อยู่หลายแสนเหรียญทองแล้ว”จื่อฮุ่ยกล่าว
“ถ้าข้าอยากเปิดร้านที่นี่เจ้าจะติดต่อให้ข้าได้ไหม” เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นมา
“หากนายท่านต้องการเปิดร้านที่นี่เรื่องสถานที่ไม่มีปัญหาข้าพอรู้จักคนอยู่คนหนึ่งที่สามารถจัดการให้เราได้” จื่อฮุ่ยกล่าวออกมา
“งั้นก็ดีเดียวพวกเราทานเสร็จเจ้าพาข้าไปพบคนผู้นั่นหน่อยละกัน”
หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยเฟิ่งหยูและจื่อฮุ่ยเดินทางไปหาบุคคลที่จื่อฮุ่ยกล่าวถึงพวกเขาใช้เวลาเดินทางราวครึ่งชั่วยามจึงมาถึงสถานที่ที่จื่อฮุ่ยพูดถึง
“ข้าต้องการพบท่านอาจื่อซ่ง”จื่อฮุ่ยเอ่ยกับคนเฝ้าประตู
หลังจากนั้นไม่นานคนเฝ้าประตูที่กลับเข้าไปรายงานกลับมาพร้อมกับเชิญทั้งคู่เข้าไปด้านใน
“ฮุ่ยเอ๋อลมอะไรพัดเจ้ามาหาอาเจ้าในวันนี้”
“ท่านอาพอดีนายท่านผู้นี้ต้องการที่แถวถนนการค้า ท่านอาพอจะมีที่ว่างให้บ้างไหม”
จื่อซ่งมองไปยังเฟิ่งหยูเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม
“เจ้าหนูเจ้าต้องการร้านค้าเจ้าต้องการร้านขนาดไหนแล้วเจ้าต้องการขายอะไร”จื่อซ่งพลันเอ่ยถามเฟิ่งหยู
“ข้าต้องการร้านค้าขนาดกลางส่วนจำหน่ายสินค้าอะไร ข้าบอกว่าข้าต้องการจำหน่ายโอสถ” เฟิ่งหยูกล่าว
“เจ้าต้องการจำหน่ายโอสถแน่ใจอย่างนั้นรึ เจ้ารู้หรือไม่นักปรุงโอสถของอาณาจักรนี้มีน้อยนิดดังนั้นโอสถจึงมีราคาสูงเป็นอย่างมาก”
“ข้าแน่ใจ”