เช้าวันต่อมา
ฮ่าวหรานกลับมายังบ้านต้นไม้ด้วยสภาพเปรอะเปื้อนมอมแมมเพราะคืนวานกลิ้งคลุกฝุ่นหลายตลบทำให้หลินเฟิงซินที่กำลังรออยู่หน้าบ้านวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกคิดว่าเขาถูกใครที่ไหนทำร้ายร่างกาย
“ฮ่าวหราน บอกข้ามา ผู้ใดทำเ้า” สายตาของเขามองั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้ากลัวว่าจะาเ็
“ข้า…” เ้าตัวคิดหาเหตุผลที่พอจะทำให้อีกฝ่ายเชื่อ “หลังเข้านอนแล้วข้าคงละเมอเผลอเดินไปทางใต้ของป่า ท่านพี่ก็รู้ใช่หรือไม่ว่าที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยพลังของแมงมุมแม่หม้าย ข้าใกลัวพวกมันจนสลบไปกว่าจะฟื้นแล้วหาทางออกเจอก็ตะวันโด่ง”
หลินเฟิงซินทำหน้ากังวลจนเขาไม่รู้เลยว่าคนเป็พี่เชื่อเื่ที่เล่าไปเมื่อครู่หรือไม่ หากแต่หลินเฟิงซินเชื่อใจฮ่าวหรานมาตลอดแม้จะได้ฟังเื่เล่าที่ดูไม่สมเหตุสมผลก็ปัดผ่านไปอย่างง่ายดาย
“ท่านพี่ ข้าไม่ได้เจ็บตรงไหนเลย” ฮ่าวหรานเอื้อมมือจับใบหน้าอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องกังวลนะขอรับ”
คนตรงหน้าถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกอดฮ่าวหรานด้วยความรู้สึกเหมือนยกูเาออกจากอกที่น้องไม่ได้หายไปเพราะหนีจากตัวเอง
ร่างสูงใหญ่โอบกอดสายเืเผ่าภูตเต็มอ้อมแขน ปลายจมูกััเรือนผมสีเขียวอ่อน กลิ่นรัญจวนยังคงตรึงใจเช่นเดิมแต่ก็ต้องรีบกลั้นหายใจเอาไว้เพราะอาการกำหนัดกำเริบจนหูและหางเกือบโผล่ออกมาอีกครั้ง
ฮ่าวหรานยังไม่พร้อมให้หลินเฟิงซินรู้ว่าเขาคือเผ่าหมาป่า นึกอยากปิดเป็ความลับตลอดไปเลยยิ่งดี
เมื่อเข้าใกล้อายุยี่สิบ ฮ่าวหรานมักแอบออกไปฝึกควบคุมหูและหางหมาป่าของเขาเงียบ ๆ คนเดียวเสมอใน่ที่หลินเฟิงซินต้องบำเพ็ญตบะเพื่อดูแลเมล็ดพันธุ์ที่เขาหว่านไว้ทั้งสิบต้น
การมีอยู่ของหลินเฟิงซินทำให้สรรพสิ่งยังคงเติบโตและมีชีวิตอย่างเรียบง่ายภายใต้แสงแดดอบอุ่น เขาหวังว่าในอีกร้อยปีข้างหน้าจะได้เห็นคนทั้งสิบก้าวออกมาจากต้นไม้ใหญ่แล้วฟื้นฟูเผ่าภูตพงไพรไปด้วยกัน
สายตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนเมื่อมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า อยากให้เวลาผ่านไปร้อยปีโดยเร็วจนลืมไปว่าใครบางคนอาจมีชีวิตไม่ยืนยาวถึงเพียงนั้น
“ไม่ได้สิ” หลินเฟิงซินส่ายหน้าเตือนตัวเอง “อายุขัยของฮ่าวหรานไม่ได้ยืนยาวอย่างพวกเรา ข้าไม่อยากให้เวลาผ่านไปเร็ว ๆ แล้วละ”
ระหว่างนั่งเล่นอยู่บนทุ่งหญ้า จู่ ๆ ฝนเม็ดใหญ่ก็เทลงมาฉับพลันจนต้องรีบกลับเข้าไปในบ้านต้นไม้ เมื่อไม่เห็นคนคุ้นหน้าก็โผล่ออกมามองนอกหน้าต่าง
“ฮ่าวหรานไปเก็บสมุนไพรอยู่สินะ ฝนตกแรงถึงเพียงนี้ทำไมถึงยังไม่กลับ”
เมื่อรออยู่นานแล้วแต่ไม่เห็นวี่แววก็นึกเป็ห่วงขึ้นมา ยิ่งมีประวัติหลงทางในป่าทางใต้ก็ยิ่งกังวล ถึงจะอาศัยอยู่ในป่ามู่หลินมาหลายปีแต่พื้นที่ป่ากว้างใหญ่มีเส้นทางคดเคี้ยวซับซ้อนตามแต่ที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่
ภูตพงไพรสามารถอยู่ที่แห่งนี้ได้สบาย ๆ แต่ไม่ใช่กับมนุษย์เดินดินอย่างฮ่าวหราน ต่อให้พกของที่เป็เครื่องรางของเผ่าภูตก็ใช่ว่าจะหลีกพ้นสัตว์ร้ายได้ทุกครั้ง
บางคราวฮ่าวหรานก็ได้แผลที่แขนขากลับมาจนต้องสั่งห้ามไม่ให้ไปไหนคนเดียวหรือออกนอกเส้นทางอีกแต่ยิ่งโตก็ชอบขัดคำสั่ง อ้างแต่ว่าดูแลตัวเองได้และต้องเจออันตรายบ้างจะได้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญของตัวเอง
หลินเฟิงซินไม่อาจนั่งรอนิ่ง ๆ ได้อีกจึงออกไปตามหาน้องที่น้ำตกลี่ชิงเพราะเขาบอกว่าจะมาเก็บเกสรดอกพิรุณอำพัน แต่แท้จริงแล้วฮ่าวหรานมานั่งกินหญ้าหนวดเสือที่ขึ้นอยู่ใต้น้ำตกเสียมากกว่า
หญ้าใบเล็กเรียวแหลมเหมือนหนวดเสือเติบโตขึ้นอยู่ใต้น้ำเย็นฉ่ำ ส่องแสงสีทองพลิ้วไหวไปตามสายน้ำ ฮ่าวหรานมักจะมาที่นี่เพื่อกินสมุนไพรตัวนี้ก่อนจะถึง่กำหนัดกำเริบเพื่อควบคุมสัญชาตญาณในการสืบพันธุ์ของเขา
ทว่า เขาคงเก็บเกี่ยวมากินมากเกินไป หญ้าหนวดเสือจึงร่อยหรอลงทุกวันจนเหลือเพียงต้นเล็ก ๆ หนึ่งกระจุก ฮ่าวหรานถอนหายใจเฮือกใหญ่คิดหนักเพราะไม่รู้จะหาสมุนไพรต้นนี้ได้จากที่ไหนอีก ครั้นจะขอความช่วยเหลือหลินเฟิงซินให้ช่วยปลูกหญ้าหนวดเสือเพิ่มขึ้นก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะสงสัย
ความว้าวุ่นใจเริ่มก่อตัวขึ้น เขากำลังคิดอยู่ว่าจะกินมันไปเลยหรือปล่อยให้มันได้ขยายพันธุ์แตกกออีกสักพักหนึ่งค่อยกิน แต่ถ้าไม่ได้กินคืนนี้เขาจะอดทนได้อย่างไรกันเพราะถึง่ที่อาการนั้นจะกลับมาอีกครั้ง
“ข้าควรหนีไปเลยดีไหมนะ” ฮ่าวหรานไม่อยากกลับบ้านต้นไม้เวลานี้ กลัวห้ามใจตัวเองไม่อยู่แต่คนเป็พี่ที่เพิ่งมาถึงน้ำตกได้ยินเต็มสองหู
“เ้าจะหนีไปที่ใด” หลินเฟิงซินเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“…” เ้าตัวใไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะออกมาหาทั้งที่ฝนกำลังตกหนักไม่ลืมหูลืมตา
“เ้าไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วหรือ” เขายังคงอยากรู้ว่ามีเหตุผลใดจึงเดาไปเรื่อย “หรือว่าเ้าอยากกลับเข้าเมืองมนุษย์แล้ว”
ฮ่าวหรานนิ่วหน้าทันทีเพราะรู้สึกว่าหลินเฟิงซินรอที่จะได้ยินเขาบอกว่าจะกลับเข้าสังคมมนุษย์พลันเปลี่ยนสีหน้าและแววตาราวกับตากฝนจนจะเป็ไข้หวัด
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าถูกน้ำฝนนาน เ้ายิ่งไม่สบายง่ายอยู่” หลินเฟิงซินใช้พลังที่มีกันฝนให้ฮ่าวหรานแล้วยื่นมือไปข้างหน้าหาคนที่ยืนแช่อยู่ในน้ำตก
คนเป็น้องไอเล็กน้อยแล้วจับมือเขาก่อนจะก้าวขาขึ้นฝั่งพึมพำว่า “ข้าหนาวขอรับ รีบกลับบ้านของเรากันเถอะ”
“อืม” หลินเฟิงซินมองด้วยสายตากังวลแล้วร่ายพลังเพิ่มความอบอุ่นให้ระหว่างเดินกลับบ้านพลันร้องเสียงหลงเมื่อถูกคนข้างกายช้อนตัวอุ้มขึ้นมา
“เ้าทำเช่นนี้ทำไม”
“ท่านพี่เดินช้า ส่วนข้ารีบกลับบ้าน”
“แต่ว่า…”
“ท่านพี่คอยกันฝนแล้วก็เพิ่มไออุ่นให้ข้าก็พอ”
“ก็ได้…” เขาไม่เคยขัดใจฮ่าวหรานได้เลยสักครั้ง ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องใจอ่อนอยู่ร่ำไปจึงร่ายพลังทำตัวนิ่ง ๆ ให้ร่างสูงใหญ่อุ้มอย่างเคย
ครั้นกลับมาถึงบ้านต้นไม้แล้วก็แยกย้ายกันเปลี่ยนเสื้อผ้าตัวใหม่ ฮ่าวหรานแต่งตัวเสร็จก่อนจึงพรวดพราดเข้ามาหาหลินเฟิงซิน สายตาแอบมองเรือนร่างท่อนบนไร้อาภรณ์พลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่เตือนสติตัวเองแล้วเข้ามาช่วยเขาสวมใส่เสื้อผ้าชิ้นที่เหลือก่อนจะผูกผมที่แห้งแล้วหลวม ๆ
ฝนกระหน่ำด้านนอกทำให้งานที่ต้องทำในวันนี้ถูกยกเลิกไป ทั้งสองคนจึงได้แต่นั่งริมหน้าต่างดูหยาดฝนโปรยปรายด้วยกันตามประสา
คนหนึ่งมองออกไปเบื้องหน้าแต่อีกคนกลับไม่อาจละสายตาจากคนข้างกาย ก่อนจะนึกได้ว่าเขาอดทนกับการเข้าสู่่เจริญพันธุ์ขนาดนี้แต่ทำไมหลินเฟิงซินจึงไม่มีอาการเหมือนกันพาลคิดไปว่าเผ่าภูตพงไพรคงจะเหมือนขันทีหรือนักบวชที่ละทางโลกแล้วกระมัง
“ท่านพี่”
“อืม”
“เผ่าของท่านสืบทอดทายาทกันอย่างไรหรือ” ฮ่าวหรานถามออกไปไม่มีปิดบัง
“เ้าก็เห็นตรงข้างหน้านั่นไม่ใช่หรือ ข้าหว่านเมล็ดลงบนผืนดิน เฝ้าทะนุถนอมรอคอยให้เด็ก ๆ เติบโต” หลินเฟิงซินเคยอธิบายไปแล้วว่าต้องทำอย่างไรแต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่เขาอยากได้เพราะว่าฮ่าวหรานอยากรู้ว่านอกจากวิธีนี้แล้วมีวิธีอื่นอีกหรือไม่
“ท่านพี่รู้หรือไม่ว่ามนุษย์ทำอย่างไร”
“อืม… เ้าสนใจเื่นี้หรอกหรือ” เ้าตัวคิดว่าคนข้างกายอยากเรียนรู้เื่ราวของเผ่าตัวเอง คงเป็เพราะถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว “ข้าไม่รู้หรอกแต่ว่าวันพรุ่งนี้ข้าไปถามให้ดีหรือไม่”
“ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” ฮ่าวหรานส่ายหน้าที่คนเป็พี่เข้าใจผิด “ข้ารู้ว่ามนุษย์ทำกันอย่างไร แต่ท่านพี่ไม่รู้ใช่หรือไม่”
“…” หลินเฟิงซินส่ายหน้าอย่างไร้เดียงสาจนฮ่าวหรานถอนหายใจ
“เผ่าภูตมีวิธีอื่นนอกจากหว่านเมล็ดหรือไม่”
หลินเฟิงซินส่ายหน้าพลางยิ้มกว้างตอบอย่างมั่นใจว่า “ไม่มีหรอก เ้าอยากรู้สิ่งใดกันแน่”
“ท่านพี่ไม่อยากรู้หรือว่ามนุษย์ทำกันอย่างไร” เขาเกริ่นนำ สังเกตดูท่าทางของคนตรงหน้า “ข้าเล่าให้ฟังดีหรือไม่”
“…” เขาไม่เข้าใจว่าทำไมฮ่าวหรานจึงสนใจเื่นี้นักแต่พยักหน้าตามน้ำแล้วนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ
หมาป่าสีเงินยิ้มมุมปาก สายตามีเลศนัยแต่แทนที่จะเล่าธรรมดาเขากลับใช้ตัวเองเป็ตัวอย่าง
ดวงตาสีเงินมองคนเป็พี่ไม่วางตาอธิบายทีละขั้นตอนอย่างละเอียดให้หลินเฟิงซินคิดภาพตาม
“เมื่อข้าแต่งงานกับคนที่ข้ารักแล้ว ข้าจะใช้่เวลายามค่ำคืนกับคนรักของข้า ค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าของเขาออกทีละชิ้น คร่อมร่างของเขาบนเตียง ไล้มือสองข้างััเรือนร่างเปลือยเปล่า ประทับริมฝีปากทั่วทุกแห่ง ฝากร่องรอยให้รู้ว่าข้าเป็เ้าของแล้วสอดใส่แก่นกายของข้าเข้าไปในท่อนล่างของเขา เริ่มจากขยับช้า ๆ แล้วค่อยกระทั้นถี่แนบชิดไม่มีช่องว่างราวกับหลอมรวมร่างกายเป็หนึ่งเดียว เมื่อใดที่เสร็จสม ข้าจะผูกสัมพันธ์แน่นแฟ้นแล้วหลั่งน้ำรักฝากไว้ในกายของเขา หลังจากนั้นคนที่ข้ารักจะอุ้มท้องให้กำเนิดลูกของเรา”
ครั้นพูดจบแล้ว ฮ่าวหรานถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะคนเป็พี่ยังคงนิ่งเฉย ทั้ง ๆ ที่นึกภาพออกว่าเขาจะกระทำเช่นไรยามเสพสังวาส สีหน้าหลินเฟิงซินเรียบเฉย ไม่รู้สึกทางกามารมณ์เลยสักนิดจึงทำให้ฮ่าวหรานนึกสงสัยว่าหากหลินเฟิงซินได้ลิ้มลองรสััวาบหวามแล้วจะยังคงทำสีหน้าไร้เดียงสาเช่นนี้ได้หรือไม่พลางคิดในใจว่า อา… ทำไมข้าจึงวกกลับมาคิดเื่อย่างว่ากับท่านพี่ได้ตลอดเวลาเช่นนี้