นอกจากสถานบันเทิงจำนวนมากที่ได้เปิดบริการในยามราตรีในนครฉงชิ่งแล้ว ก็ยังมีการจัดแสดงดอกไม้ไฟอันน่าตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสายตลอดทั้งปี
หยางไคนั้นชื่นชอบบรรยากาศริมน้ำเป็นพิเศษ จึงเลือกโต๊ะซึ่งมองเห็นแม่น้ำยามค่ำคืนอย่างชัดตา และแม้จะมีนักท่องเที่ยวอยู่หลากหลาย แต่ร้านอาหารแห่งนี้กลับจัดสรรตำแหน่งของแขกแต่ละกลุ่มได้อย่างเป็นสัดเป็นส่วนจึงค่อนข้างจะเป็นส่วนตัวอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อปรากฎร่างนางรำใส่ชุดบาง ๆ ซึ่งเผยเนินอกก้าวขึ้นบนเวทีแล้ว พรมแดนของทุกโต๊ะในร้านก็สูญสลายไปโดยฉับพลัน !!
“โอวว ...”
“เย่!!”
สำหรับทหารเรือทุก ๆ นายย่อมมีปฏิกิริยากับความยั่วยวนระดับนี้ไม่แตกต่างกัน
แต่สำหรับราชบุตรเขยแล้วย่อมสำนึกได้ในทันทีว่า ‘ผิดท่า’ เพราะที่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะสุราก็ยังมีทั้งภรรยาและนางกำนัลอยู่หลายสิบคนซึ่งต่างก็เริ่มรู้สึกอึดอัดลำบากใจจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ครั้นหยางไคจะออกคำสั่งให้ลุกออกไปจากร้านพร้อมกันทุกคน ก็ยังนึกสงสารเห็นใจต่อทั้งทหารและเจ้าของกิจการร้านอาหาร
จึงพาสาว ๆ เดินออกจากไปร้านไปพร้อมด้วยองครักษ์ทั้งสองคนเพื่อไปเดินชมตลาดกลางคืน และชมการแสดงดอกไม้ไฟอันเลื่องชื่อจนดึกดื่นแล้วก็กลับไปยังสถานที่รับรองซึ่งเจ้าเมืองฉงชิ่งจัดไว้ให้
แต่เวลาก็ล่วงผ่านมานานแล้วก็ยังไม่พบเห็นทหารทั้ง 10 นาย ซึ่งคาดว่ายังอยู่ที่ร้านอาหารก็มีความเป็นห่วง หยางไคจึงสั่งให้ราชองครักษ์ซุนเหว่ยออกไปตามกลับมา แต่เมื่อซุนเหว่ยก็ออกไปตามคนก็นานแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นกลับมาสักที หยางไคมีความกังวลใจและเกรงจะมีเรื่องราวขึ้นแล้วจึงสั่งให้จ้าวยู่ร์ไปแจ้งเหตุแก่ถังเหลียงจื้อผู้ว่าการนครฯ ส่วนตนนั้นแจ้งกับองค์หญิงและนางกำนัลทั้งปวงให้ปิดประตูลงกลอนเอาไว้ให้แน่นหนา จากนั้นหยิบกระบี่แล้วขึ้นม้าไป
พอไปถึงที่ร้านก็เห็นทหารเรือทั้ง 10 คน ถูกจับมัดเอาไว้กับพื้น ตามใบหน้านั้นปูดโปนคล้ายถูกทำร้ายร่างกายก็เนื่องด้วยทุกคนก็ต่างผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองเพื่อออกมาท่องราตรีย่อมไม่อาจอ้างสถานะของเจ้าหน้าที่ ส่วนซุนเหว่ยเองก็เช่นเดียวกันทั้งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับเจ้าของร้านด้วยใบหน้าตึงเครียด
ฝ่ายราชองครักษ์ซุนเหว่ยครั้นเห็นราชบุตรเขยมาด้วยตนเองก็ตกใจจึงทำการคารวะ แต่ก่อนที่เขาจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา หยางไคก็ได้ป้องมือเป็นเชิงห้ามปรามเอาไว้ แล้วกล่าวถามต่อเจ้าของร้านผู้นั้นว่า
“หากท่านมีเหตุสิ่งใด ก็จงแจ้งแก่ข้าพเจ้าผู้เป็นนายของคนทั้งปวงเถิด”
คนผู้นั้นเมื่อได้ฟังก็แสยะยิ้ม แล้วสาธยายว่า
“ชายทั้งสิบคนนี้ได้มาดื่มกินอาหารทั้งยังเรียกสตรีในร้านมานั่งเป็นเพื่อนรินสุรา ครั้นดื่มกินจนเสร็จแล้วแต่ไม่มีเงินจะจ่าย จึงถูกพนักงานซ้อมและมัดไว้เยี่ยงนี้แล”
หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็มีความสงสัยจึงถามต่อทหารเรือคนหนึ่งไปว่า
“เราก็ได้ให้เงินทองกับพวกท่านจำนวนหนึ่งแล้ว เหตุใดจึงไม่ชำระเงินไปเล่า ?”
ทหารคนนั้นก็ตอบว่า
“พวกเรามีเงินแต่ไม่เพียงพอจะจ่ายขอรับ”
หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มเข้าใจแล้ว จึงถามเจ้าของร้านไปว่า
“แล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าใด ?”
ชายคนนั้นก็กางนิ้วมือทั้งสิบขึ้นว่า 10 ตำลึง หยางไคจึงหยิบธนบัตรส่งไปให้ 10 ก้วน แต่เจ้าของร้านปฏิเสธแล้วกล่าวมาเต็ม ๆ คำว่า
“10 ตำลึงทอง!!”
ฝ่ายราชบุตรเขยนั้นมีทรัพย์สินมากมายกว่าเดิมนัก เพียง 10 ตำลึงทองเท่านี้ย่อมมิได้สร้างความลำบากใจแต่ประการใดเลย ทั้งทราบดีว่าตนถูกขูดรีดแต่ก็ยังนับธนบัตรเพิ่มให้อีก 90 ก้วน เป็น 100 ก้วน อย่างพอดิบพอดี
ฝ่ายเจ้าของร้านก็ยิ้มแย้มเพราะไม่คาดว่าอีกฝ่ายจะมือเติบและว่ากล่าวได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ จึงสั่งให้ลูกสมุนทั้งหลาย แก้มัดคนทั้ง 10 ออกมา แล้วกล่าวไปว่า
“เรื่องราวก็จบแล้ว เชิญกลับออกไปเสียเถิด”
แต่หยางไคนั้นนั่งลงไปบนเก้าอี้ พร้อมกับต่อปากต่อคำไปว่า
“ข้าพเจ้าชำระเงินค่าอาหารและบริการแก่ท่านแล้ว แต่คนของข้าซึ่งถูกทำร้ายร่างกาย ท่านจะชดใช้อย่างไร ?”
เจ้าของร้านได้ยินเช่นนั้นก็ร้อง "เฮอะ" แล้วตวาดมาว่า
"กูไม่ฆ่าให้ตายก็บุญแล้ว จงเร่งไสหัวกันไปเสีย!"
หยางไคในฐานะผู้บัญชาการสำนักซีฉ่างพอได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มหวาน จากนั้นส่งสายตาแก่องครักษ์เสื้อแพรขั้น 4 ซุนเหว่ย ให้สั่งสอนสถานเบาแก่อีกฝ่ายได้ ในทันที
ฝ่ายซุนเหว่ยเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาแล้วก็ยินดียิ่ง เพราะนับตั้งแต่ผู้บัญชาการคนนี้เข้ามารับตำแหน่งเมื่อ 2 ปีก่อน ก็ทำการปฏิรูปการทำงานภายในหน่วยงานขนานใหญ่ พร้อมกับตั้งกฎเกณฑ์เพื่อมิให้ผู้ใดในสำนักใช้อำนาจบาทใหญ่จนเกินตัว จนซุนเหว่ยก็เกรงว่าจะทำผิดวินัยจึงจำเป็นต้องอัดอั้นเอาความรู้สึกไว้กับตน
แต่พอสิ้นคำสั่งจากราชบุตรเขยเท่านั้น ฉับพลันซุนเหว่ยเก็สืบเท้าเข้าไปหาเจ้าของร้านอาหารแล้วสะบัดฝ่ามือใส่ใบหน้าของเหยื่ออย่างเต็มแรง จนอีกฝ่ายกระเด็นไปกระแทกที่โต๊ะเก้าจนหักพังเสียหายไปหลายตัว สภาพฟันก็ร่วงไปทั้งแถบแต่ไม่ทราบว่ากรามจะหักไปด้วยเลยหรือไม่ ?
เท่านั้นยังไม่พอ องครักษ์ผู้นี้ยังกระโดดลอยตัวเข้าไปหาลูกสมุนของร้านแล้วเตะต่อยเข้าที่หน้าท้องชายทั้ง 5 คนอย่างรวดเร็วจนทั้งหมดทรุดกองลงกับพื้น แล้วหันไปถามทหารเรือทั้ง 10 คนว่า
“เท่านี้เพียงพอแล้วหรือไม่ ?”
ทั้งสิบคนก็สั่นศีรษะว่า ‘ว่าไม่พอ’ เนื่องด้วยตนถูกซ้อมจนสะบักสะบอมไปเสียหมดรูป ซุนเหว่ยทราบเช่นนั้นก็เตะซ้ำเรียงตัวไป แล้วหันไปถามอีกว่า
“สาสมแล้วหรือไม่ ?”
อันที่จริงก็ล้วนสาสมแล้วแต่ทุกคนกลับรู้สึกไม่พอใจ จึงพากันกระทืบพนักงานในร้านต่อด้วยตนเอง ความเจ็บปวดภายในใจของพวกเขาจึงค่อยทุเลาเบาบางลง
ในขณะนั้นเองถังเหลียงจื้อเจ้าเมืองฉงชิ่งพอทราบเรื่องก็ตกใจ จึงให้ราชองครักษ์จ้าวยู่ร์นำทางไปยังร้าน ส่วนตนก็นำมือปราบราวร้อยนายติดตามไปด้วย พอมาถึงก็เห็นทหารเรือกำลังรุมสกัมพนักงานในร้านอย่างพอดิบพอดีจึงตวาดเอาว่า
“บ้านเมืองมีขื่อมีแป พวกจงหยุดบัดเดี๋ยวนี้!!”
ฝ่ายเถ้าแก่ร้านอาหารเมื่อเห็นเจ้าเมืองมาก็ดีใจ จึงพยุงร่างขึ้นแล้วเข้าไปเกาะขาเพื่อร้องขอความเป็นธรรม
แต่เลือดที่กลบปากอยู่นั้น ทั้งยังสูญเสียฟันในปากไปจำนวนมากจึงทำให้ออกเสียงไม่สู้ชัด ส่วนผู้ฟังก็ค่อยจะฟังรู้เรื่องสักเท่าใด
ถังเหลียงจื้อจึงตวาดขึ้นอีกว่า
“โจวต้าน (周旦) จงค่อย ๆ พูดจาเถิด เราฟังไม่รู้เรื่อง”
ฝ่ายซุนเหว่ยก็เกรงว่าเรื่องราวจะบานปลายไปยิ่งกว่านี้และโชคยังดีที่คู่กรณีของเขาไม่อาจกล่าวปรักปรำได้เลย จึงเดินเข้าไปทำคำนับแก่เจ้าเมืองแล้วเล่าเหตุการณ์ทุกประการให้ฟัง โดยมีหยางไคซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้คอยพยักหน้าสนับสนุนอยู่ไกล ๆ
ฝ่ายถังเหลียงจื้อแม้จะได้รับผลประโยชน์บางอย่างจากร้านนี้ไม่น้อย แต่ย่อมไม่กล้าผิดใจกับผู้แทนพระองค์ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับองค์ฮ่องเต้เป็นอันขาด จึงง้างมือตบไปที่ใบหน้าโจวต้านอีกคำรบหนึ่ง แล้วกล่าวดุด่าไปว่า
“มีตาหาได้มีแววไม่กลับล่วงเกินราชบุตรเขยได้ถึงเพียงนี้ ยังไม่รีบนำเงินทองส่งคืนพร้อมด้วยค่ารักษาพยาบาลแก่ทหารเรือทั้ง 10 อีกหรือ!!!”
หยางไคจึงได้รับเอาเงิน 10 ตำลึงทองคืนมา พร้อมด้วยเงินค่ารักษาพยาบาลอีก 10 ตำลึง เพื่อแจกจ่ายให้แก่ทหารเรือทั้ง 10 คนแล้วลุกจากเก้าอี้เพื่อก้าวขึ้นม้า จากนั้นพาบริวารของตนกลับออกไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย ภายใต้สายตาอันอาฆาตแค้นจากโจวต้านอย่างที่สุดในโลกแล้ว..