ตอนที่ 178
ผู้ฝึกตนระดับเซียนทักษะทั้งสองคน
หลิงเฉินเห็นโอกาสพุ่งทะยานเข้าไปใช้กระบี่กลืนโลหิตของตนเองฟาดฟันใส่ร่างของอีกฝ่ายเพื่อหวังจะจบการต่อสู้ เฟิ่งจวินเหยียนที่เมื่อครู่ร้องเรียกชื่อของข้ารับใช้คนสนิทบัดนี้เมื่อเห็นร่างของเด็กหนุ่มผู้นั้นพุ่งทะยานเข้ามามือของมันก็เอื้อมไปจับกระบี่วิหคราชันย์ที่ปักอยู่ที่พื้นขึ้นมาเพื่อตั้งรับอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองฟาดฟันกระบี่ใส่กันอีกครั้งแต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าเฟิ่งจวินเหยียนจะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบเป็นอย่างมาก เขาต้องใช้กระบี่ของตนเองกับมือทั้งกระบี่ของหลิงเฉินและต้องหลบการโจมตีของเจ้ามังกรทมิฬไปด้วย
ตามร่างกายของเฟิ่งจวินเหยียนโดนกระบี่และคมเขี้ยวสร้างบาดแผลเป็นจำนวนมากจนบัดนี้ร่างกายของมันเต็มไปด้วยโลหิตที่ไหลรินออกมาจากบาดแผลมากมาย
อาภรณ์สีแดงเพลิงขาดรุ่ยจนไม่เหลือความสง่างามในตอนแรก ในขณะที่หลิงเฉินกำลังไล่กดดันเฟิ่งจวินเหยียนอยู่นั้นเองเขาก็สัมผัสได้ถึงยอดฝีมืออีกผู้หนึ่งที่พุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ชายที่มีวัยประมาณเลข 4 ใบหน้าเย็นชาแฝงเจตนามุ่งร้ายร่างกายกำยำสูงใหญ่แผ่ซ่านออร่าพลังวิญญาณระดับเซียนทักษะ มันคือยอดฝีมือตระกูลเฟิ่งตอนนี้มันหลุดออกมาจากผนึกอักขระของหลิงเฉินแล้ว
จิงเทียนพุ่งทะยานเข้ามาช่วยผู้เป็นนายของมันอย่างรวดเร็ว เมื่อครู่มันหลุดออกจากผึกอักขระที่ผลึกร่างกายของมันเอาไว้ที่คุกใต้ดินของเมืองชิงลู่ เมื่อหลุดออกมาได้ด้วยผลของอักขระคำสัญญานายบ่าวมันทำให้จิงเทียนรู้ได้ทันทีว่าผู้เป็นนายของมันกำลังย่ำแย่และอยู่ที่ใด
เมื่อล่วงรู้ถึงสถานการณ์เบื้องต้นยอดฝีมือตระกูลเฟิ่งผู้นี้ก็เรียกเล่นพลังวิญญาณทั้งหมดเพื่อเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วมุ่งตรงมาทางยอดเขาชิงลู่
ตัวของหลิงเฉินที่กำลังใช้กระบี่รุกไล่เฟิ่งจวินเหยียนอยู่ก็ปรายตาไปมองร่างของยอดฝีมือตระกูลเฟิ่งที่พุ่งทะยานเข้ามาด้านข้าง
“ หลงหลง... ” หลิงเฉินเอ่ยสั่งการด้วยเสียงแผ่วเบา
“ ขอรับ!!! ” มังกรทมิฬน้อยขานรับพร้อมกับเปลี่ยนทิศทางการโจมตีของมันจากเฟิ่งจวินเหยียนเข้าไปปะทะกับหมัดของจิงเทียนผู้นั้น ตึง!!!
ไม่นานนักการต่อสู้ก็ถูกแยกเป็น 2 คู่ หนึ่งหลิงเฉินและเฟิ่งจวินเหยียนที่กำลังแล่กระบี่กันอย่างดุเดือดกับอีก หนึ่งคู่นั่นคือเจ้ามังกรทมิฬและจิงเทียน
หมัดของยอดฝีมืออันดับที่ 1 ของตระกูลเฟิ่งเมื่อปะทะเข้ากับการโจมตีของเจ้ามังกรทมิฬต่างฝ่ายก็ต่างถอยกันไปคนละก้าว ตอนนี้หลงหลงที่อยู่ในร่างของมังกรทมิฬมันมีพลังวิญญาณอยู่ในระดับเท่าเทียมกับหลิงเฉินนั้นคือประมาณเซียนอักขระขั้นที่ 2 มันเป็นต่อเจ้ามนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าของมันอยู่ 1 ส่วน
ยามนี้จิงเทียนมันมีระดับพลังวิญญาณอยู่ในระดับเซียนทักษะขั้นที่หนึ่งถือว่ามีพลังต่ำต้อยกว่าอสูรวิญญาณตรงหน้าของมัน
หนึ่งมนุษย์หนึ่งสัตว์อสูรจ้องตากันอย่างไม่ละสายตาไปจากอีกฝ่าย ต่างฝ่ายก็ต่างมองหาช่องว่างที่จะพุ่งเข้าโจมตีสมาธิถูกเรียกเร้นออกมาจนสูงสุด จิงเทียนเห็นว่าเขานั้นประมาทกับสัตว์อสูรวิญญาณตรงหน้าไม่ได้ มังกรทมิฬแม้มันจะยังไม่เติบโตเต็มวัยแต่มันก็ยังเป็นสัตว์อสูรวิญญาณระดับสีทองและตอนนี้มันก็มีระดับพลังวิญญาณเทียบเท่ากับเขาด้วย
แม้จะไม่มีเจ้ามังกรทมิฬมาคอยช่วยเหลือแต่ถึงอย่างไรทางด้านของหลิงเฉินเองก็ยังเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบการโจมตีด้วยกระบี่กลืนโลหิตมันรุนแรงขึ้นทุกครั้งจนขนาดตัวของเฟิ่งจวินเหยียนเองก็เริ่มจะไม่สามารถทนรับได้แล้ว
เฟิ่งจวินเหยียนหาโอกาสกระโดดถอยห่างออกมาตั้งหลักได้สำเร็จมันได้ปักกระบี่วิหคราชันย์ของมันลงไปที่พื้น แล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งท่า
หลิงเฉินล่วงรู้ถึงการกระทำของคุณชายเฟิ่งดี แม้ว่ากระบี่วิหคราชันย์จะเป็นกระบี่ที่สืบทอดกันมาภายในตระกูลเฟิ่งแต่สิ่งที่คุณเพิ่งใช้ในการต่อสู้มาหลายยุคหลายสมัยมันไม่ใช่วิชากระบี่แต่เป็นทักษะระดับสีส้ม ทักษะวิหคสยายปีก
คุณชายเฟิ่งผู้นี้เป็นผู้ฝึกตนระดับเซียนทักษะพลังวิญญาณของเขามันน่าจะเพียงพอแล้วในการฝึกฝนทักษะวิหคสยายปีกที่เป็นทักษะของตระกูลเฟิ่งและตอนนี้มันก็กำลังจะแสดงออกมา
หลิงเฉินที่กำลังพุ่งทะยานเข้าไปอย่างรวดเร็วมองการกระทำของเฟิ่งจวินเหยียนอย่างไม่กระพริบ
คุณชายเฟิ่งที่ตั้งท่าแขนทั้งสองข้างของมันปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงวิญญาณอันแข็งแกร่ง ร่างกายย่อลงเล็กน้อยก่อนที่จะพุ่งทะยานเข้าปะทะอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
เปลวเพลิงที่ห่อหุ้มแขนทั้งสองข้างอยู่โบกสะบัดราวกับปีกวิหคเพลิง
“ ทักษะวิหคสยายปีกกระบวนท่าที่ 1 ”
“ ปีกพญาวิหค!!! ”
เปลวเพลิงที่ห่อหุ้มแขนทั้งสองข้างที่โบกสะบัดราวกับปีกของวิหคเพลิงทำหน้าที่ประหนึ่งใบมีดอันคมกริบโจมตีเข้าไปส่วนต่างๆของร่างกายหลิงเฉินในขณะชั่ววินาทีที่ทั้งสองเข้าปะทะกัน
ตึง!!! ต่างฝ่ายต่างพุ่งผ่านร่างของกันไปมันอาจจะดูเหมือนกับว่าการต่อสู้นั้นถูกตัดสินไปแล้วแต่ว่าไม่ใช่ ตอนนี้ใบหน้าของเฟิ่งจวินเหยียนเองมันก็เต็มไปด้วยความสับสน
มันมั่นใจในทักษะวิหคสยายปีกของมันมากพอสมควรเพราะว่าทักษะนี้เป็นทักษะระดับสีส้มที่สืบทอดกันมาภายในตระกูลเฟิ่ง มันคิดว่าการโจมตีเมื่อครู่ของมันจะสามารถจบชีวิตของเด็กหนุ่มผู้นี้ลงไปได้แล้วแต่มันคิดผิด
มันคือผู้ที่ออกท่วงท่าเข้าโจมตีย่อมรู้ดีว่าการโจมตีเมื่อครู่ของมันไม่โดนร่างของเด็กหนุ่มผู้นั้นเลยสักนิด
เฟิ่งจวินเหยียนลุกขึ้นมาปลายสายตาไปมองร่างของเด็กหนุ่มผู้นั้น ทางของหลิงเฉินเองก็หันกลับมามองที่เฟิ่งจวินเหยียนที่บัดนี้ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความสับสนและตื่นตระหนก
“ เจ้าหลบได้เยี่ยงไร ” เฟิ่งจวินเหยียนถามออกไปตามความสงสัยที่อยู่ภายในใจของตนเอง
ไม่แปลกที่เฟิ่งจวินเหยียนจะรู้สึกตื่นตระหนกมันสามารถฝึกฝนทักษะวิหคสยายปีกที่เป็นทักษะระดับสีส้มจนอยู่ในขั้นที่ 5 แล้วมันน่าจะมีความเฉียบคมและแม่นยำมากพอสมควร แล้วเหตุใดเด็กหนุ่มที่มีพลังวิญญาณต่ำกว่ามันถึงสามารถมองเห็นการโจมตีและหลบการโจมตีทั้งหมดได้แบบเช่นนั้น
แต่ในมุมมองของหลิงเฉินเขารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเขาสามารถหลบการโจมตีพวกนั้นได้ทั้งหมด ครั้งแรกที่เขาเคยเผชิญหน้ากับทักษะวิหคสยายปีกมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งตอนนี้จะให้เขาหลับตาแล้วหลบมันยังทำได้เลย
มันแตกต่างกับตอนที่โดนทักษะอาภรณ์เปลวเพลิงนิรันดร์ของเถียนโจวผู้นั้น ตอนนั้นร่างกายของหลิงเฉินอยู่ในระดับเพียงแค่รากฐานเซียนเขาไม่มีความสามารถมากพอที่จะสามารถหลบมันได้แม้ว่าจะเคยเห็นมันมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งก็ตาม ถ้าตอนนั้นเขามีระดับพลังวิญญาณอยู่ที่เซียนอักขระผลลัพธ์ของมันคงไม่ต่างจากการที่เขาหลบการโจมตีจากทักษะวิหคสยายปีกของคุณชายเฟิ่งผู้นี้ได้
นัยน์ตาสีแดงเพลิงของหลิงเฉินเหลือบไปมองทางด้านของหลงหลงพี่กำลังต่อสู้กับยอดฝีมือของตระกูลเฟิ่งอย่างดุเดือดอยู่ไกลๆ
มังกรทมิฬพุ่งไปรอบกายพร้อมกับใช้เขี้ยวเล็บของมันเข้าโจมตีจิงเทียนจากทุกทิศทุกทาง ทว่า...ยอดฝีมือตระกูลเฟิ่งผู้นั้นก็ถือว่าเก่งกาจมากพอสมควรที่สามารถรับมือกับมังกรทมิฬได้
ปีกเปลวเพลิงที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังของเฟิ่งหวงที่ประดับอยู่ด้านหลังของหลิงเฉินสยายออกอย่างงดงามก่อนจะเริ่มขยับขึ้นลงพากายของหลิงเฉินลอยสูงขึ้นไปบนท้องนภายามราตรี
ดวงตาทั้งสองข้างของหลิงเฉินมองต่ำลงไปที่ร่างของศัตรูที่อยู่ด้านล่าง หลิงเฉินได้สับเปลี่ยนกระบี่จากมือข้างขวามาอยู่ในมือข้างซ้ายเพื่อยกนิ้วมือข้างขวาขึ้นมาขีดเขียนอักขระให้ได้สะดวกมากขึ้น
นิ้วมือของหลิงเฉินตวัดวาดไปภายในอากาศอย่างรวดเร็วบังเกิดเป็นอักขระขนาดใหญ่ที่มีลวดลายซับซ้อน
แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไปจากทุกครั้งอักขระที่หลิงเฉินขีดเขียนขึ้นมามันคืออักขระระดับสีส้ม อักขระขนาดใหญ่ที่ถูกวาดขึ้นมาบนท้องฟ้ายามราตรีเปล่งประกายทอแสงสีส้มสว่างไสวสะกดสายตาของทุกผู้ให้เงยหน้ามองอย่างประหลาดใจ
อักขระสีส้มไม่ใช่ว่าผู้ใดก็จะสามารถขีดเขียนขึ้นมาได้โดยที่ไม่ได้ศึกษามาอย่างชำนาญ ตอนนี้เด็กหนุ่มที่มีวัยยังไม่ย่างเข้า 20 ปีผู้นี้ได้เขียนอักขระที่เหล่าผู้ฝึกตนสายวิถีอักขระมากมายต่างพยายามฝึกฝนมาทั้งชีวิต
ด้วยการที่ได้รับพลังจากเฟิ่งหวงส่งเสริมให้พลังวิญญาณภายในร่างกายพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับเซียนอักขระมันทำให้หลิงเฉินสามารถเขียนอักขระระดับสีส้มบางประเภทขึ้นมาได้ และตอนนี้ตัวของหลิงเฉินเองก็ตั้งใจจะจบการต่อสู้ในครั้งนี้
เฟิ่งจวินเหยียนที่กำลังเงยหน้ามองเด็กหนุ่มผู้นั้นก็กัดฟันแน่นอีกครั้งก่อนที่จะเรียกเร้นพลังวิญญาณทั่วทั้งร่างกายออกมา โลหิตทั่วทั้งกายที่ไหลรินออกมาจากบาดแผลเหือดแห้งเปลวเพลิงวิญญาณขนาดใหญ่ปกคลุมไปทั่วทั้งร่างกาย
“ อักขระระดับสีส้มงั้นรึ ”
“ ความมุ่งมั่นของค่าความทะเยอทะยานของข้าไม่จบลงด้วยฝีมือของเจ้าหรอก ” เฟิ่งจวินเหยียนเอ่ยเสียงเข้มออกมา
ความตั้งใจความทะเยอทะยานในตั้งแต่วัยเยาว์ส่งผลให้พลังวิญญาณทั่วทางร่างกายตอบสนองปรากฏเป็นเปลวเพลิงวิญญาณธาตุไฟห่อหุ้มทั่วทั้งร่างกาย
“ ทักษะวิหคเปลวเพลิง กระบวนท่าลับ”
“ สยายปีกทะลวงสวรรค์ ”
เฟิ่งจวินเหยียนพาร่างกายของมันเองพุ่งทะยานขึ้นไปในรูปลักษณ์ของวิหคเพลิงขนาดใหญ่ที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามุ่งตรงเข้าหาหลิงเฉินที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ
การตัดสินในครั้งเดียวดวงตามากมายจับจ้องการโจมตีครั้งสุดท้ายนั้นอย่างไม่กระพริบตา คุณชายเฟิ่งที่ระเบิดพลังวิญญาณธาตุไฟออกมาแล้วพุ่งกระโจนขึ้นไปราวกับวิหคเพลิงขนาดใหญ่ที่พุ่งขึ้นสู่สรวงสวรรค์
ร่างของหลิงเฉินที่ยืนอยู่ด้านบนกลับมองต่ำลงมาด้วยสายตาที่เรียบเฉยแม้จะเห็นว่าอีกฝ่ายทุ่มพลังทั้งหมดมุ่งโจมตีขึ้นมาหาตนเอง
“ อักขระระดับสีส้ม กระบี่เพลิงสยบสวรรค์ ”
จบตอน