ปกรณัมนักเรียนขั้นเทพ

    ตอนที่ 39 : การขึ้นลิฟท์ที่แสนยาวนาน

    ผ่านไปไม่นาน หญิงสาวหน้าตาน่ารักผมยาวดำสลวยวัยยี่สิบเศษก็เดินตรงเข้ามา ภายใต้ชุดสูทที่เข้ารูปทำให้ทรวดทรงดูสมส่วน


    เมื่อเห็น เฉิงหยู่ เธอก็รีบเอ่ยคำขอโทษ “ขออภัยด้วยคะคุณเฉิง เมื่อสักครู่มีเรื่องยุ่งนิดหน่อย เดี๋ยวดิฉันจะพาไปดูรถเดี๋ยวนี้เลยคะ”


    “อืมๆ ไม่เป็นไร ที่จริงก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรนัก แต่เธออย่าลืมว่าติดเลี้ยงข้าวฉันเมื่อคราวก่อน บวกกับวันนี้เท่ากับเธอติดฉันสองมื้อแล้วนะ ครั้งหน้าอย่าลืมซะล่ะ”


    “ ต้องขอบคุณคุณเฉิงที่เมตตาดิฉัน ถ้ามีโอกาสจะต้องพาคุณเฉิงไปเลี้ยงข้าวอย่างแน่นอน” นี่เป็นคำขอบคุณที่ออกมาจากใจของ สู่ลี่


    ที่จริงตนเองเพิ่งเข้ามานี่ โดยยังไม่เคยทำยอดขายได้ ถ้าหากว่าทำยอดได้ไม่ถึงเป้าจะต้องถูกไล่ออก โชคดีที่เจอกับ เฉิงหยู่ และตอนนี้เขาก็เป็นคนเลือกให้ตนเองมาคอยต้อนรับอีก มันจึงทำให้เธอรู้สึกขอบคุณเขามากๆ


    “หึหึ บอกไว้ก่อนว่าฉันเป็นคนจำแม่น ถ้าถึงเวลานั้นไม่ทำตามก็คงไม่ได้”


    สู่ลี่ ยิ้มรับ แล้วเอ่ยปากถามว่า “ไม่ทราบว่าวันนี้ คุณเฉิง จะซื้อรถรุ่นไหนดีค่ะ”


    เฉิงหยู่ หันไปมอง จ้าวหยุนฟาง ที่กำลังจะพูดอย่างมีความสุข “อยากได้ Ferrari 485 ค่ะ ฉันชอบรุ่นนี้ที่สุดแล้ว”


    “หึหึ รุ่นนี้มีไหม?” เฉิงหยู่ ก็พูดพลางหัวเราะ


    “มีคะ เดี๋ยวจะพาไปดูนะค่ะ” พอพูดเสร็จ ก็พาทั้งหมดเข้าไปยังโชว์รูมด้านใน พนักงานสาวคนอื่นๆพอเห็น สู่ลี่ ทำท่าทางดีใจ ก็เริ่มหงุดหงิด จ้องไปที่เธอราวกับว่าหมาป่าต้องการจะรุมทึ้งเหยื่อ


    ทั้งหมดเดินมาถึงโซน Ferrari ซึ่งมีหลากหลายรุ่นให้เลือกสรรค์ สาวน้อยกวาดสายตามองหารถรุ่นที่ตัวเองสนใจ ก่อนจะรีบวิ่งตรงเข้าไปหา พร้อมกับทำน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ “คันนี้แหละพี่ชาย”


    ตัวบอดี้สีแดงเพลิง เป็นเรื่องง่ายที่จะดึงดูดสายตา บวกกับรูปทรงที่งดงาม ทำให้คนที่พบเห็นต่างรู้สึกหลงใหล ไม่แปลกใจเลยที่สาวน้อยจะชอบมันมาก รถรุ่นนี้ช่างเหมาะกับเด็กสาวซะจริงๆ


    “ช่วยเอากุญแจให้เธอลองได้ไหม” เฉิงหยู่ พูดกับ สู่ลี่


    “แน่นอนคะ”


    พอสังเกตุเห็น หานเสวี่ย มองดูรถด้วยสายตาน่าหลงใหลนั้น เฉิงหยู่ ก็พูดแซวขั้นมา “ดูจ้องเข้า ชอบแบบนี้หรอ งั้นให้ฉันซื้อให้เธอสักคันไหมล่ะ?”


    “ฮึ ใครอยากได้กัน” หานเสวี่ย ทำปากหมุบหมิบแล้วเบือนหน้าหนี แต่สายตาก็ยังแอบเหลือบมองไปที่รถคันงาม


    พอเห็น หานเสวี่ย แสดงท่าทีเช่นนั้นแล้ว เขาก็อดขำไม่ได้ เห็นชัดอยู่แล้วว่าอยากได้ ยังจะมาทำปากแข็งปฏิเสธอีก


    “อ่ะๆ ถ้าเธอชอบรุ่นอื่นก็ไม่เป็นไร ฉันจะซื้อให้ถือเป็นคำขอโทษจากฉัน”


    “จริงหรือ?” หานเสวี่ย ฟังเช่นนั้นก็ค่อนข้างเกิดความสนใจ แถมยังมีรถสวยๆอยู่ต่อหน้าแบบนี้ ใจจริงก็อยากจะได้สักคัน


    “จริงสิ” เฉิงหยู่ พยักหน้า


    “ไม่เอาหรอก เดี๋ยวนายคงจะใช้มันเป็นข้ออ้างเล่นงานฉันภายหลัง” หานเสวี่ย คิดๆดูแล้ว เจ้าหนุ่มนี่ค่อนข้างเจ้าเล่ห์ ถ้าคราวหน้าเขาใช้รถนี่เป็นเครื่องมือทำอะไรเธออีกล่ะก็คงไม่ดีแน่ ดีกว่าจะปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนั้นสู้ไม่รับไว้ยังดีกว่า ถึงแม้ตัวเองจะอยากได้แค่ไหน แต่มันก็ไม่ได้มีความจำเป็น


    “เห็นฉันเป็นคนแบบนั้นหรือ?” เฉิงหยู่ เอามือถูจมูกพูด


    “มันก็ชัดเจนอยู่แล้วนิ”


    “เอาเถอะๆ แล้วแต่เธอล่ะกัน แต่ถ้าคราวหน้าอยากได้ก็บอกฉัน ฉันไม่คิดจะใช้สิ่งของมาขมขู่เธอหรอก ถ้าหากฉันคิดจะทำแบบนั้นจริงๆ เธอก็หยุดฉันไม่ได้หรอก หากไม่เชื่อจะลองดูก็ได้” เฉิงหยู่ ไม่สบอารมณ์นิดหน่อย


    สู่ลี่ เอากุญแจรถมาแล้วส่งให้ จ้าวหยุนฟาง สาวน้อยหยิบกุญแจรถและก้าวขึ้นรถ ก่อนขับออกไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ทางด้าน เฉิงหยู่ และ หานเสวี่ย นั้นก็ตาม สู่ลี่ ไปจัดการเรื่องเอกสารซื้อขาย


    พนักงานขายหญิงสาวเหล่านั้นพอเห็นยอดขายของสู่ลี่ ที่เพิ่มขึ้นหลายล้าน ก็แทบจะเอาหัวโขกกำแพง ถ้าหากคราวก่อนตัวเองรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ลูกค้ารายนี้ก็คงจะตกเป็นของพวกเธอแล้ว


    รถคันนี้ราคาสามล้านแปด เฉิงหยู่ ควักบัตรออกมาแล้วยื่นไปให้เธอ หานเสวี่ย เห็นอย่างนั้นก็ตกตะลึง คนมีเงินนี่ไม่เหมือนคนอื่นจริงๆ เงินตั้งหลายล้านยังทำหน้าใจเย็นอยู่ได้


    “ถ้าหากฉันเดาไม่ผิดนายก็แค่เด็กนักเรียนคนหนึ่ง ทำไมถึงมีเงินมากมายขนาดนี้ล่ะ ? ที่บ้านนายให้มาหรือ?” หานเสวี่ย ถามด้วยความประหลาดใจ


    เจ้าหนุ่มนี่ถึงแม้จะอายุน้อย อย่างไรก็ตามเธอมีความรู้สึกว่าเขาเหมือนจะมีเรื่องอะไรปิดบังอยู่ ซึ่งมันค่อนข้างลึกลับ ราวกับว่าโลกทั้งใบนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของเขา เสมือนกับเขาเป็นจุดศูนย์กลางของโลกใบนี้


    “จะมีเงินหรือไม่มีเงินมันเกี่ยวกับอายุด้วยหรอ ? ไม่จำเป็นว่าต้องยิ่งแก่ถึงจะยิ่งรวยหรอกนะ สำหรับฉันแล้ว ฉันสามารถหาเงินได้ตามที่ฉันต้องการ” สำหรับเรื่องเงินแล้ว เฉิงหยู่ ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันมาก แต่ว่าเงินจำนวนมากมันสิ่งจำเป็นที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของเขา


    และเขาก็ไม่คิดจะเก็บเงินหวงเงินถึงขนาดไม่กล้าขวักออกมาใช้ เพราะมันไม่สมเหตุสมผล คนเรามีชีวิตก็เพื่อแสวงหาความสุข เงินหมดก็หาใหม่ได้ ถ้าหากว่าหาเงินได้แต่ตัวเองไม่มีความสุข แล้วจะมีไปทำไม? เห็นได้ชัดว่ามันขัดกับหลักความเป็นจริง!


    ทั้งสองสาวเคยได้ยินแต่คำพูดล้อเล่น ไม่จริงจังอะไร แต่สำหรับเรื่องนี้ เฉิงหยู่ ดูเหมือนจะตอบได้มีเหตุผล


    หลังจากนั้น ทั้งสามก็นัดสถานที่ทานข้าวเรียบร้อย ต่างก็ขับรถของตัวเองออกไป ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสามก็มาถึงร้านอาหารสไตล์หูหนาน จ้าวหยุนฟาง นั่งหน้าแดงอยู่บนที่นั้ง ขณะที่ยังมีอาการตื่นเต้นไม่หาย


    “ดูสาวน้อยนี่สิ ได้รถแล้วแท้ๆแต่ยังตื่นเต้นไม่หาย” เฉิงหยู่ มองดู จ้าวหยุนฟาง ขณะกำลังตักอาหารให้ หานเสวี่ย


    “ฮิฮิ พี่ชายน่ารักที่สุด รถคันนี้นะหนูใฝ่ฝันมานานมากแล้ว แต่แม่ไม่ยอมซื้อให้สักที สุดท้ายพี่ชายก็เป็นคนซื้อให้”


    “ฮ่าๆ พี่ชายเธอน่ารักอยู่แล้ว คราวหน้าอยากได้อะไรพี่จะเป็นคนซื้อให้เอง” พอเห็นน้องสาวดีใจมาก เฉิงหยู่ ก็พลอยมีความสุข


    “พี่พูดแล้วนะ งั้นพวกเรามาเกี่ยวก้อยสัญญากัน ร้อยปีห้ามคืนคำ” จ้าวหยุนฟาง จับมือเฉิงหยู่ เกี่ยวก้อยสัญญา


    “อืมๆ พี่ชายต้องรักษาสัญญาแน่นอน”


    เมื่อเห็นทั้งสองพี่น้องพูดคุยหยอกล้อกันสนุกสนาน หานเสวี่ยก็เริ่มรู้สึกอิจฉาหน่อยๆ เนื่องจากตนเองก็อยากจะมีพี่ชายที่แสนดีเช่นนี้บ้าง


    “พี่หาน พี่ชายของหนูดีจริงๆเลยนะ พี่ก็เห็นใช่ไหมล่ะ พี่มาเป็นพี่สะใภ้หนูเถอะนะ พี่ชายหนูจะต้องดูแลพี่ดีกว่าหนูแน่นอน รับรองเลย” ในเวลานี้ จ้าวหยุนฟาง ก็ยังไม่ลืมหน้าที่ๆ พี่ชายมอบหมายให้


    “ทำไมถึงอยากให้พี่เป็นพี่สะใภ้หนูล่ะ?” หานเสวี่ย ถาม


    “เพราะว่าพี่ชายหนูชอบพี่ไงล่ะ”


    “ชิร์ พี่ชายของหนูเจ้าชู้จะตาย พอเห็นสาวๆสวยๆก็เที่ยวชอบไปหมดนั้นล่ะ ไม่รู้เป็นคนยังไง?”


    “เรื่องนี่มันก็จริง พี่ชาย ถ้าหากพี่หานมาเป็นพี่สะใภ้จริงๆ แล้วพี่หยางล่ะ?” จ้าวหยุนฟาง รู้สึกงง และถามออกไป


    “จุ๊ๆ มาๆๆ อาหารมาแล้ว พวกเรามากินกันเถอะ ฉันหิวจะตายแล้ว” ช่วง จ้าวหยุนฟาง ยิงคำถามนี้ออกมา อีกนิดก็จะสำลักน้ำชาที่กำลังดื่มเสียแล้ว เขาจึงรีบส่งสัญญาณให้เงียบๆ เพื่อให้หยุดพูด พอดีกับขณะที่อาหารมาเสิร์ฟ


    “พี่หยางนี่ใครกันหรือ?” หานเสวี่ย ถามกับ จ้าวหยุนฟาง


    “อ๋อ พี่หยางน่ะเป็นประธานบริษัท หว่านเหม่ยกรุ๊ป น่ะค่ะ เธอก็เป็นพี่สาวที่สวยมากอีกคนหนึ่ง”


    “ถ้างั้น ทำไมไม่ให้พี่ชายหนูพามาเป็นพี่สะใภ้ล่ะ?” หานเสวี่ย ตาจ้องมองไปที่ เฉิงหยู่ ในขณะที่พูดกับ จ้าวหยุนฟาง


    “เอ่อ คือว่า..” จ้าวหยุนฟาง ก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี


    “กินข้าวเถอะ หนูไม่พูดฉันก็รู้แล้วล่ะ”


    จ้าวหยุนฟาง แสดงท่าทางเสียใจกับ เฉิงหยู่ รู้ตัวว่าตัวเองนั้นพลั้งปากจนเรื่องไปกันใหญ่แล้ว แต่ เฉิงหยู่ ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แถมยังเอาตะเกียบคีบหมูแดงใส่ในจานข้าวของเธออีก ราวกับว่าตัวไม่ได้ใส่ใจอะไร


    ทานข้าวเสร็จแล้ว ทั้งสามก็เตรียมแยกย้ายเนื่องจากหมดธุระใดๆต่อ ทางด้าน หานเสวี่ย แน่นอนว่าไม่อยากจะให้ เฉิงหยู่ ร่วมรถไปด้วย ดังนั้นทำให้ เฉิงหยู่ ต้องอยู่คนเดียว


    เฉิงหยู่ คิดๆดู รู้สึกว่าต้องไปทักทาย หยางลั่วเซวียะ สักหน่อย ไม่แน่ว่าตอนนี้เธออาจจะยังอยู่ที่ออฟฟิศ ดังนั้นก็เลยไม่ได้ไปที่บ้านของเธอ จึงตัดสินใจขับรถตรงไปยัง หว่านเหม่ยกรุ๊ป ทันที


    เสียงท่อรถดังคำรามมาแต่ไกล เฉิงหยู่ ขับรถตรงเข้ามาที่หน้าตึก แล้วดริฟท์360องศา ส่งผลให้รถหมุนกลับเข้าเส้นจอดอย่างสมบูรณ์แบบ


    ยามทั้งสองหน้าประตูพอเห็นก็รู้สึกอิจฉา ต่อมา เฉิงหยู่ ก็ก้าวลงมาจากรถสุดหรู ยามเมื่อคราวก่อนเห็นแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย รีบวิ่งลงมา “คุณเฉิง สวัสดีครับ! มาหาประธานหยางหรือครับ?”


    “อ๋อ นายนั้นเอง พอดีเลย ฝากดูรถให้ทีนะ”


    “เอิ่ม แต่ว่าคุณเฉิง ตรงนี้จอดรถไม่ได้นะครับ ถ้าหากหัวหน้าเห็นเข้า ผมอาจจะถูกต่อว่าเอาได้” เสี่ยวซื่อ พูดด้วยความยากลำบาก


    “ไม่เป็นไรหรอก นายวางใจเถอะ แค่นายช่วยฉันเฝ้ารถก็พอแล้ว ถ้าหากเกิดเรื่องอะไร ฉันจัดการแก้ตัวแทนนายเอง”


    “งั้นผมจะคอยเฝ้ารถให้ครับ” เสี่ยวซื่อ เอามือตบที่หน้าอกเป็นการตอบรับ เพราะว่าเขารู้สึกว่าชายหนุ่มนี้แม้จะยังหนุ่ม แต่ก็ไม่เหมือนใคร และคราวก่อนเขาทำให้ตัวเองรู้ว่าถ้อยคำน้ำเสียงที่คุยกับประธานหยางนั้นไม่เหมือนใคร ทั้งๆที่คนอื่นๆพอเจอประธานหยางก็ก็มักจะแสดงท่าทางน้ำเสียงนอบน้อม


    แต่ทว่า ชายหนุ่มคนนี้ไม่ใช่อย่างนั้น น้ำเสียงที่ใช้มีพลังหนักแน่น แต่ก็ปราศจากความก้าวร้าว มันดูปกติมาก ถึงแม้จะดูธรรมดาๆแต่ก็แฝงไปด้วยบารมีอย่างชัดเจน นั้นแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นไม่เหมือนคนอื่นๆ


    เฉิงหยู่ เดินเข้าไปในลิฟท์ ในจังหวะที่ลิฟท์กำลังจะปิดก็มีเสียงดังขึ้นมา “รอเดี๋ยวๆ!” ทันใดนั้นก็มีสาวๆกลุ่มหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา นั้นทำให้ เฉิงหยู่ ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น


    อันที่จริงเวลานี้เป็นเวลาทำงานหลังพักเที่ยง พนักงานทั้งหลายต่างก็รีบร้อนที่จะขึ้นไปทำงานต่อ เมื่อสาวๆกลุ่มหนึ่งแทรกตัวเข้ามา ก็ทำให้ลิฟท์ค่อนข้างแออัดเบียดเสียด ช่วงสุดท้ายก็มียัยอ้วนคนหนึ่งแทรกตัวจะเข้ามาในลิฟท์ด้วย ทำให้คนเหล่านั้นส่งเสียงร้องอุทาน


    แต่ทว่า เฉิงหยู่ กลับรู้สึกมีความสุขนิดหน่อย ไม่คิดว่าลิฟท์กับรถประจำทางจะมีอะไรคล้ายๆกันอยู่ มีเรื่องดีๆแบบนี้ด้วย ดูท่านอกจากจะซื้อรถประจำทาง ก็คงต้องซื้อลิฟท์ด้วย แล้วยัดใส่ไว้ในรถประจำทางมันคงจะรู้สึกดีพิลึก


    สาวๆมากมายที่เบียดเสียดอยู่รอบๆ ส่งผลให้ทั่วทั้งลิฟท์อบอวลไปด้วยกินหอมๆ เฉิงหยู่ ที่อยู่ตรงกลางโดนสาวๆรายล้อมอยู่นั้น เขาก็เริ่มดันตัวไปด้านหน้า แล้วข้างหลัง รอบด้านสัมผัสกับหน้าอกที่นุ่มนิ่ม ในเวลานั้น เฉิงหยู่ ก็รู้สึกราวกับตัวเองกำลังล่องลอยเคลิบเคลิ้ม ช่างเป็นอะไรที่วิเศษจริงๆ!


    ในเวลาเดียวกันสาวๆก็ได้พบว่าในลิฟท์ตัวนี้มีชายคนหนึ่งอยู่ด้วย จึงเกิดอาการเขินอาย บางคนถึงขนาดที่อายจนหูแดง


    เฉิงหยู่ ไม่มีทีท่าเขินอายหรือมีจิตสำนึก ซ้ำยังเอ่ยขึ้นว่า “สาวๆทั้งหลาย ผมไม่ได้รังเกียจที่จะเสียเปรียบพวกคุณ พวกคุณเชิญตามสบายเลยนะครับ เดี๋ยวผมนับหนึ่งสองสามพวกคุณก็พากันเบียดเข้ามาได้เลย”


    “เบียดที่หน้านายน่ะสิ”


    “นายนี่มันพวกฉวยโอกาสชัดๆ”


    “นายอยู่แผนกอะไร เห็นอยู่ชัดๆว่านายวิ่งเข้ามาในนี้เอง ทำไมถึงสันดานแย่แบบนี้ เดี๋ยวฉันจะร้องเรียนให้หัวหน้านายเล่นงาน”


    พริบตานั้นบรรดาสาวๆก็เกิดการปะทะวาจากับ เฉิงหยู่


    จบตอน