เมื่อฉินอวี่ฟื้นขึ้นมาเขารู้สึกเวียนหัวและเจ็บปวดไปทั้งตัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เขาลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ แสงแดดส่องลงมาผ่านใบไม้ที่หนาทึบเกิดเป็นรอยจุดที่ระยิบระยับสะดุดตา
ครู่ต่อมา เมื่อรู้สึกตัวดีแล้วเขาก็ลุกขึ้นนั่งทันที หลังจากมองไปรอบๆก็พบว่าร่างของตนเองอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง
เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ฉินอวี่ลูบศีรษะตัวเองมองไปรอบๆ อย่างสับสน ฉากสุดท้ายของพื้นที่ต้องห้ามปรากฏขึ้นในใจของเขาทันที
“เดี๋ยวนะ!”
ฉินอวี่วางมือลงบนหน้าอกในทันที และมองอย่างระมัดระวังจึงพบว่ามือของเขาทั้งสองข้างยังปกติดี เขาชำเลืองมองไปรอบๆ สิ่งที่เห็นคือเสื้อผ้าของเขาขาดหลุดลุ่ยและเต็มไปด้วยคราบเลือดแต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องแปลกใจคือไม่มีรอยแผลใดๆ บนร่างกายของเขาเลย
ด้วยความสงสัย ฉินอวี่มองเข้าไปสำรวจร่างกายของตนเองอย่างรวดเร็วเมื่อสังเกตไปยังจุดตันเถียน ฉินอวี่ก็ต้องอุทานด้วยความตกใจ “ขั้นยุทธ์ระดับเก้า?เอ่อ... ทำไมจุดตันเถียนจึงได้ใหญ่โตขนาดนี้? เดี๋ยวนะ...นี่คือเมล็ดพันธุ์คืนชีพหรือ?”
ไม่เพียงแต่จะเปิดจุดตันเถียนได้อย่างน่าแปลกใจ แต่ยิ่งไปกว่านั้นจุดตันเถียนยังมีขนาดใหญ่มาก ตามความเข้าใจของฉินอวี่ โดยทั่วไปแล้วเมื่อเขาก้าวเข้าสู่ขั้นยุทธ์ระดับเก้าจุดตันเถียนจะถูกเปิดได้อย่างมากที่สุดก็ไม่เกินรัศมีสิบจ้างแต่จุดตันเถียนในตัวเขานั้นกลับมีขนาดราวกับทะเลสาบขนาดสามร้อยจ้าง!
สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องตกใจยิ่งกว่านั้นคือสายฟ้าสีม่วงสายหนึ่งที่ลอยอยู่ใจกลางจุดตันเถียน ที่มีเมล็ดสีขาวรูปไข่ไก่อยู่ข้างในเมื่อมองเข้าไปใกล้ๆ จึงพบว่ามันคือเมล็ดพันธุ์คืนชีพที่ฉินอวี่เห็นในตอนแรก
แต่ในตอนนี้เมล็ดพันธุ์คืนชีพได้เปลี่ยนไปเล็กน้อยสีดำบนเมล็ดพันธุ์นี้ไม่เพียงแต่มีเส้นสีขาวปรากฏอยู่แต่ยังมีเส้นสีม่วงปรากฏขึ้นมาเพิ่ม ซึ่งดูแล้วน่าแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
“เอ่อ... พลังของสายฟ้าคือพลังของฟ้าดินจริงๆ? เมล็ดพันธุ์คืนชีพดูดซับพลังสูงสุดของอสุนีบาตหลังจากคืนชีพกำเนิดใหม่ในครั้งที่หนึ่งก็กลายเป็นสายฟ้าสีม่วงเมล็ดหนึ่ง? ถ้าอย่างนั้นหมายความว่า เมื่อได้รับการดูดซับพลังสูงสุดของฟ้าดินชนิดหนึ่งก็จะเกิดการคืนชีพกำเนิดใหม่ขึ้นได้หนึ่งครั้ง?”
“เดี๋ยวนะ ถ้าสามารถดูดซับพลังฟ้าดินได้หกชนิดก็จะกลายเป็นการคืนชีพกำเนิดใหม่ที่แท้จริง และจะกลายเป็นโอสถแห่งความเป็นอมตะ?”ฉินอวี่ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกตื่นเต้น เพราะนึกไม่ถึงเลยว่าครั้งนี้จะได้โชคที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้
จากนั้นเขาก็เริ่มมองเข้าไปในร่างกายตัวเองอีกครั้งสิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องตกใจคือร่างกายของเขาได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินทั่วทั้งร่างล้วนเกิดเป็นสายฟ้าหลายสายราวกับเส้นผม
“พลังแห่งอสุนีบาตที่เหลืออยู่หรือ? ไม่สิ... แม้แต่ในสายเลือดของข้าก็ยังมีสายฟ้าผ่าและเสียงฟ้าร้อง”
“นี่คือ... ร่างอสุนีบาต?” ฉินอวี่ตกใจอย่างมากเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเพลิงอสุนีบาตจะทำให้ร่างกายของตนเองกลายเป็นร่างอสุนีบาตได้
อะไรคือร่างอสุนีบาต?
นี่คือลักษณะเฉพาะของร่างกายพิเศษประเภทหนึ่งแต่ลักษณะเฉพาะนี้แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ เกิดขึ้นโดยกำเนิดและเกิดขึ้นทีหลังและยังแบ่งระดับแยกย่อยอีกด้วย
ร่างแก่นแห่งเต๋าของหลิงเหยาก็จัดเป็นร่างกายพิเศษประเภทหนึ่งเช่นกันแต่ของนางเป็นร่างที่มีมาแต่กำเนิดโดยทั่วไปแล้วร่างกายโดยกำเนิดมีค่ามากกว่าการหล่อเลี้ยงในภายหลัง มันหายากพอๆกันกับขนของหงส์ และสามารถกล่าวได้ว่าขอเพียงแค่หลิงเหยายังมีชีวิตรอดรับรองได้ว่าจะต้องยิ่งใหญ่แน่นอน ในตอนอยู่ขั้นเขตแดนวิญญาณไม่เพียงแต่การฝึกฝนของนางจะรวดเร็วกว่าผู้อื่น แต่ยังสามารถเข้าใจและเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ดีกว่าคนทั่วไปอีกด้วย
หลังจากเข้าถึงเขตแดนเต๋าความแข็งแกร่งของร่างแก่นแห่งเต๋าจึงถูกสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
นอกจากร่างแก่นแห่งเต๋าแล้ว ยังมีร่างกายพิเศษอีกจำนวนมาก เช่นร่างกระบี่โดยกำเนิด ร่างเพลิงลึกลับ ร่างอสุนีบาตเป็นต้นแม้ว่าร่างกายที่พิเศษเหล่านี้จะไม่ทรงพลังเท่าร่างแก่นแห่งเต๋าแต่ก็มีบางมุมที่ร่างแก่นแห่งเต๋าไม่สามารถจะเทียบได้
ยกตัวอย่างเช่นร่างกระบี่แต่กำเนิดร่างกายที่มีลักษณะเช่นนี้จะเป็นคนที่ฝึกกระบี่ได้โดยกำเนิด คนที่เรียนรู้วิถีกระบี่โดยกำเนิดได้อย่างรวดเร็วสำหรับวิถีกระบี่แล้วจะเป็นผู้ที่มีข้อได้เปรียบซึ่งคนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถเทียบได้
ร่างอสุนีบาตก็เช่นเดียวกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในช่วงของเขตแดนวิญญาณพลังวิญญาณของฉินอวี่อาจจะบรรจุพลังแห่งสายฟ้าเอาไว้ และเมื่อใช้มันออกไปอาจเกิดผลกระทบที่ไม่คาดคิดได้
หากฉินอวี่สามารถเข้าใจวิถีแห่งสายฟ้าได้ในอนาคตเขาก็จะได้เปรียบผู้อื่นในเรื่องความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับวิถีแห่งสายฟ้า
“ไม่สิในตอนนี้ตัวข้าจัดว่าเป็นร่างอสุนีที่อยู่ในระดับต่ำสุดคือร่างอสุนีดำเป็นการชั่วคราวและยังไม่สามารถเรียกว่าร่างอสุนีบาตได้สิ่งที่อยู่ในร่างกายของข้าก็ควรจะเป็นร่างอสุนีดำ ยังไม่ใช่ร่างอสุนีบาต”
รูปร่างของเมล็ดพันธุ์ทุกเมล็ดมีแบ่งประเภทกันออกไปเช่นเดียวกับร่างอสุนีบาตที่แบ่งออกเป็นหลายระดับ ระดับต่ำที่สุดคือร่างอสุนีดำ ระดับที่สูงที่สุดคือร่างอสุนีบาตแม้ว่าชื่อเรียกผู้แข็งแกร่งทั้งสองจะมีชื่อที่แตกต่างกันเพียงคำเดียวแต่ทุกอย่างกลับแตกต่างกันอย่างมาก พูดอีกนัยหนึ่งคือหลังจากร่างอสุนีดำได้รับการยกระดับอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถกลายเป็นร่างอสุนีบาตได้เช่นกัน! และร่างแก่นแห่งเต๋าของหลิงเหยาก็มีลักษณะเช่นนี้เพียงแต่ฉินอวี่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้มากนัก จึงไม่อาจจะสรุปได้อย่างชัดเจน
แต่ฉินอวี่มีพลังสายฟ้าห้อมล้อมอยู่ในร่างกาย ในภายภาคหน้าเขาสามารถหยิบยืมพลังอสุนีบาตมาใช้เพื่อยกระดับร่างอสุนีดำได้และอาจจะเป็นไปได้ที่จะสามารถยกระดับเป็นร่างอสุนีบาตได้ในเวลาอันจำกัด!
“ไม่สิ ไม่น่าจะใช่ แม้ว่าเพลิงอสุนีจะแข็งแกร่งเพียงใดไม่ว่าอารมณ์แห่งสายฟ้านั้นจะเข้มข้นแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้ข้ากลายเป็นร่างอสุนีดำได้ นอกจากนี้ ตามคำแนะนำของตำราโบราณมีเพียงการใช้ความตระหนักในสัจธรรมจึงจะเกิดการหล่อเลี้ยงอารมณ์แห่งสายฟ้าจนสามารถเปลี่ยนร่างได้ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า ในตอนนี้ร่างกายของข้าก็ยังไม่ใช่ร่างอสุนีดำ?” ฉินอวี่ขมวดคิ้ว และมองเข้าไปในร่างกายของตัวเองอีกครั้ง
มีบางสิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ไม่เข้าใจ เมื่อพิจารณาจากสภาวะในร่างกายของเขาตอนนี้ตนเองจะต้องเป็นร่างอสุนีดำแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากไม่ใช่แล้วเหตุใดเลือดในเส้นลมปราณจึงสามารถกักเก็บพลังของอสุนีดำได้
นอกจากนี้ คงจะมีความเป็นไปได้เพียงข้อเดียวเท่านั้น!
นั่นคือพลังอสุนีดำนี้ถูกเก็บซ่อนอยู่ในร่างกายตั้งแต่แรกแล้วกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ร่างกายนี้มีสายเลือดแห่งอสุนีดำอยู่ในร่างกายหลังจากได้รับการกระตุ้นจากเพลิงอสุนี สายเลือดนี้จึงถูกเปิดออกกลายเป็นร่างอสุนีดำ
แต่สิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่รู้สึกงุนงงมากยิ่งขึ้นจากที่เขาได้รู้จักตระกูลฉิน ตระกูลฉินไม่เหมือนตระกูลใหญ่ทั่วไปและเป็นตระกูลที่ธรรมดามากตระกูลหนึ่ง แล้วจะมีสายเลือดอสุนีดำอยู่ได้อย่างไร?
หรือว่า... นั่นเป็นเพราะท่านแม่ผู้ลึกลับ?
ฉินอวี่คิดว่าเรื่องนี้คงเป็นไปได้น้อยมาก โดยทั่วไปแล้วการสืบทอดสายเลือดจะมาจากผู้เป็นพ่อมากกว่าผู้เป็นแม่แม้ว่าจะมีตัวอย่างให้เห็นอยู่บ้าง แต่ส่วนมากแล้วก็มักจะมาจากผู้เป็นพ่อมากกว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่า ร่างกายนี้จะเป็นสิ่งที่นอกเหนือจากนี้?
ถึงกระนั้น ตระกูลฉินก็ไม่ได้ธรรมดาถึงขนาดนั้นอย่างนั้นหรือ?
หรือบางที ฉินจ้านผู้เป็นบิดาก็ยังไม่ได้บอกตนเองมาก่อนยังมีอะไรปิดบังตนเองอีกหรือไม่?
ฉินอวี่ตกเข้าสู่ความครุ่นคิด
เมื่อหวนนึกถึงการฝึกฝนของบิดา “วิชาร้อยหลอม”ฉินอวี่จึงรู้สึกว่าบิดาของเขาไม่ได้ธรรมดาจริงๆ!
ขณะที่ฉินอวี่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเสียงโหยหวนที่คุ้นเคยก็ดังก้องอยู่ในหูของเขา
หัวใจของฉินอวี่เต้นแรง หันศีรษะมองย้อนกลับไป เขาต้องการจะออกไปในทันทีแต่เมื่อเขาได้ยินคำพูดเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้อีกครั้งทำให้ในใจของเขารู้สึกลังเลอยู่ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ฉินอวี่ก็ค่อยๆลุกขึ้นยืน เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ไปจากเดิม และมุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ครู่ต่อมา
ฉินอวี่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เมื่อเขาเห็นฉากที่ห่างออกไปกว่าสิบจ้างก็เผยสีหน้าของความเหลือเชื่อออกมา
ชายหนุ่มสามคนกำลังยุ่งอยู่กับอสูรร้ายตัวหนึ่งและอสูรร้ายตัวนั้นคือราชาหมาป่าสีครามผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งได้ถูกสังหารอยู่ตรงหน้ามีเลือดไหลออกมาจากระหว่างคิ้ว ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างดูเหมือนจะตายไปด้วยความไม่พอใจ
สิ่งที่กระตุ้นหัวใจของฉินอวี่ คือปากของราชาหมาป่าถูกปิดอย่างแน่นหนาและเสียงหอนที่คุ้นเคยก็ดังออกมาจากในปากของมัน
ลูกหมาป่าน้อยอยู่ในปากของมัน!
ชายหนุ่มทั้งสามรายล้อมราชาหมาป่าที่ตายไปแล้วถือกระบี่เหล็กสองสามเล่มงัดเข้าไปที่ปากของราชาหมาป่าสีคราม และพยายามจะง้างออก
“ระวังหน่อย อย่าทำร้ายลูกหมาป่าตัวน้อย ลูกหมาป่าของราชาหมาป่าในภายหน้ามันจะต้องสูงส่งกว่าระดับสี่ และขายได้ราคาอย่างงามแน่นอน”
“ข้าไม่สนใจอะไรมากข้าได้ยินมาว่าแม้แต่ผู้แข็งแกร่งในเขตแดนเต๋าก็เสียชีวิตในสนามรบอยู่ที่นี่อีกไม่นานนักจะต้องกลายเป็นจุดสนใจของแคว้นอู่แน่นอน ถึงเวลานั้น ไม่รู้ว่าจะมีผู้แข็งแกร่งมากมายขนาดไหนที่จะเดินทางมาที่แห่งนี้”ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งพูดขึ้นเบาๆ
“ออกแรงอีกหน่อย ออกแรงให้พร้อมกันสัตว์อสูรตัวนี้กัดฟันแน่นขนาดนี้ก่อนจะตาย ไม่กลัวว่าลูกหมาป่าจะหายใจไม่ออกหรือ?”
ฉินอวี่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ เมื่อได้ฟังชายหนุ่มทั้งสามคนพูดคุยกันเขาก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ผู้แข็งแกร่งในเขตแดนเต๋าก็ตายในสนามรบหรือ? ในขณะที่ตนเองหมดสติไปนั้น เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
ความสงสัยถูกระงับเอาไว้ เขามองตรงไปยังราชาหมาป่าสีครามด้วยความรู้สึกทอดถอนใจแม้ว่าจะเคยผ่านวันเวลากับราชาหมาป่ามาแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องโทษตัวเองเสียก่อน อีกทั้งหากไม่มีราชาหมาป่าควบคุมหลิงเหยาก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
ทั้งยังกล่าวได้ว่า ตนเองนั้นเป็นหนี้บุญคุณราชาหมาป่าและเมื่อราชาหมาป่าได้ตายอยู่อย่างอนาถในตอนนี้ ฉินอวี่จึงไม่อาจจะปล่อยลูกหมาป่าเอาไว้เช่นนี้ได้ฉินอวี่ตัดสินใจแล้วว่าจะนำลูกหมาป่ากลับไปยังเมืองหลักเทียนอู่มอบให้ฉินเสวี่ยเป็นผู้ดูแล เมื่อวันเวลาผ่านไปบางทีนี่อาจกลายเป็นจุดแข็งหลักของฉินเสวี่ย
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ชายหนุ่มทั้งสามคนก็ยังคงง่วนอยู่กับการผลัดกันงัดปากของราชาหมาป่าให้เปิดออกขณะที่ฉินอวี่กำลังเดินเข้าไป ก็มีเสียงพูดที่เย็นชาดังขึ้น “ลูกหมาป่าตัวนี้ข้าต้องการมัน!”
คนที่เข้ามาเป็นชายหนุ่มชุดดำ ที่อยู่ขั้นปราณเสถียรระดับต้น
เมื่อทั้งสามคนได้ยินเสียงต่างก็หันศีรษะไป และรู้สึกถึงรัศมีอันรุนแรงที่เปล่งออกมาจากเด็กหนุ่มชุดดำสีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยระดับที่สูงที่สุดในสามคนนี้คือขั้นยุทธ์ระดับห้าไหนเลยจะกล้าเป็นคู่ต่อสู้ของชายหนุ่มชุดดำ?
“ไสหัวไปซะ!” ชายหนุ่มชุดดำตะโกนเสียงดัง และกระบี่วิญญาณก็พุ่งออกมาลอยตรงไปเหนือศีรษะของทั้งสามคน
เมื่อเห็นเช่นนี้ ชายหนุ่มทั้งสามก็รีบวิ่งตรงไปอย่างสุดชีวิตพวกเขาไม่สามารถมองทะลุไปสำรวจระดับฝึกฝนของชายหนุ่มชุดดำได้แต่เมื่อสามารถใช้กระบี่ที่ทรงพลังเช่นนี้ได้อย่างน้อยก็ต้องมีระดับการฝึกในขั้นปราณเสถียรแล้วไหนเลยจะกล้าอยู่ที่นี่กันต่อไป?
ชายหนุ่มชุดดำไม่ได้เรียกกระบี่วิญญาณคืนไปแต่มองไปยังสถานที่ที่ฉินอวี่ยืนอยู่ จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างเย็นชา“สหายต้องการที่จะเสพความทุกข์เล็กน้อยก่อนจากไปหรือ?”
ฉินอวี่เดินออกมาจากใต้ต้นไม้ใหญ่และค่อยๆ เดินไปหาชายหนุ่มในชุดดำ
ชายหนุ่มชุดดำหรี่ตาทั้งสองลง ก่อนพ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชาแล้วกระบี่วิญญาณก็พุ่งเข้าหาฉินอวี่
ร่างกายของฉินอวี่โค้งลงเล็กน้อยกระโจนเข้าหากระบี่วิญญาณราวกับเสือดาวที่ดุร้าย ด้วยความเร็วของเขาทำให้ชายหนุ่มชุดดำมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“ปัง!” ฉินอวี่ปล่อยหมัดใส่กระบี่วิญญาณจนลอยขึ้นไปในอากาศขณะที่กระบี่วิญญาณกระเด็นลอยออกไป เขาก็กระโดดออกไปอย่างรุนแรงพลางคว้ากระบี่วิญญาณไว้แน่นในมือ จากนั้น ฉินอวี่จึงลดความเร็วลง และจ้องไปยังชายหนุ่มชุดดำผู้นั้น“ลูกหมาป่าตัวนี้ ข้าต้องการ!”
“รนหาที่ตาย!”