หลี่ฟางซิ่นที่ได้ลอบสังเกตุพฤติกรรมของจูเยว่มาตลอดจึงได้ทราบถึงนิสัยใจคอของเขาขึ้นมาบ้างซึ่งมันช่างแตกต่างจากที่นางได้ยินมาอย่างสิ้นเชิง
ผู้ที่ชื่อเสียงราวกับอันธพาลอันดับหนึ่งของเมืองแสงอรุณตอนนี้กลับประพฤติตน เสมือนป็นบุรุษหนุ่มผู้มีคุณธรรมเพราะถึงขนาดช่วยเหลือชีวิตนางถึงสองครั้ง พร้อมกับมอบสมุนไพรล้ำค่าตัวเขาไม่เคยที่จะเรียกร้องสิ่งใดตอบแทน อีกทั้งช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ไม่เคยแทะโลมหรือล่วงเกินนางแม้แต่น้อย
เขาแทบไม่กล่าวพูดคุยกับนางก่อนหากไม่จำเป็นและสายตาที่จ้องมองมายังนางยามสนทนา หาได้เหมือนกับเหล่าบุรุษที่นางเคยพบเจอซึ่งหากไม่เป็นสายตาที่หื่นกระหาย ก็เป็นสายตาที่หวาดเกรงหรือชื่นชมในตัวนางแต่สายตาที่เขาได้มองมา คล้ายนางเป็นเพียงสตรีธรรมดาผู้หนึ่งเท่านั้น
“ถึงแม้จะแตกต่างจากที่ได้ยินมา...แต่มันต้องต่างกันถึงเพียงนี้?” ความรู้สึกสงสัยในเรื่องดังกล่าวได้กวนใจนางตลอดการเดินทาง
“หรือจะเป็นแผน... เพื่อที่จะล่อลวงข้า?!”
แต่เมื่อไตร่ตรองในสิ่งที่ตัวนางคิดา กลับรู้สึกขบขันอยู่ไม่น้อยเพราะหากตัวเขาต้องการข่มเหงนาง เหมือนกับที่นางเคยได้ยินซึ่งด้วยระดับพลังที่ตัวเขามีหากต้องการ ตัวนางจะรอดไปได้อย่างไรกัน?
“หรือว่าข้าจะไม่งดงามพอ? ที่จะทำให้เขาต้องชายตามอง”เพียงแค่ประโยคนั้นหลุดจากปาก นางก็เริ่มรู้สึกอับอายในสิ่งที่ได้พูดออกไปเพราะนี่ราวกับว่า นางต้องการให้เขาสนใจไม่ใช่รึ?!
ครู่ต่อมานางพึ่งคิดออกถึงเรื่องสำคัญบางอย่าง
“เดี๋ยวก่อน! หากข้าต้องกลับตระกูลตอนนี้... ไม่ใช่ว่าต้องเข้าพิธีวิวาห์กับเขา?!” พร้อมกับใบหน้าที่เริ่มรู้สึกถึงไอร้อนขึ้นมาและเริ่มที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
ขณะที่นางยังคงตกอยู่ในภวังค์เสียงของจูเยว่ได้ดังขึ้นมาจากเบื้องหน้าของนาง
“แม่นางหลี่ ข้าลืมแจ้งเรื่องบางอย่างแก่เจ้า”จูเยว่ได้กล่าวออกไปเมื่อเดินมาอยู่เบื้องหน้าของหลี่ฟางซิ่น
แม้ว่าจูเยว่จะเดินตรงมายังนาง อย่างไม่ปกปิด แต่นางที่กำลังเหม่อลอยจึงไม่ทันได้สังเกตุถึงสิ่งใดรอบตัว ทำให้เมื่อได้ยินคำถามนั้นจึงร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก
“เจ้ามาเมื่อใดกัน?!” เพราะไม่ทราบว่าตัวเขาจะได้ยินในสิ่งที่นางเอ่ยออกมาเมื่อครู่หรือไม่?!
แต่เมื่อมองไปยังใบหน้าที่แสดงออกมา คล้ายมึนงงในสิ่งที่นางกล่าวตัวนางจึงลอบถอนหายใจออกมา เพราะคาดว่าเขาคงไม่ได้ยิน จึงได้กล่าวออกไปตามปรกติ
“เป็นข้าที่กำลังคิดบางสิ่งอยู่...จึงได้กล่าวถามออกไปเช่นนั้น”
“แล้วเจ้า... มีเรื่องอันใดจะแจ้งแก่ข้า?” นางยิ้มอย่างอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว พร้อมกับกล่าวถามออกไป
“เมื่อเจอเจ้า ข้ามัวแต่นึกถึงภารกิจจนลืมแจ้งให้เจ้าทราบไปว่า... ผู้นำตระกูลหลี่ได้ออกตามหาเจ้าตั้งแต่วันที่หายตัวไป”
เมื่อหลี่ฟางซิ่นได้รู้ว่าบิดาของนางได้เร่งออกตามหาด้วยความเป็นห่วง ดวงตาของนางจึงเริ่มเปียกชื้นขึ้นมา
แต่จูเยว่ที่ยังกล่าวไม่จบจึงได้กล่าวต่อ
“ในวันนั้น... ผู้นำตระกูลหลี่ได้มาร้องขอความเป็นธรรมที่หน้าประตูตระกูลเฟยกับบิดาข้า เพื่อให้ยกเลิกคำขอแต่งงานที่บิดาข้านั้นได้เสนอไป”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่จูเยว่พูดขึ้น น้ำตาที่กำลังจะไหลกลับหยุดลงทันที! พร้อมกล่าวถามออกไปด้วยความร้อนรน
“แล้วบิดาเจ้า... ตอบรับคำขอนั้นหรือไม่?!”
เมื่อจูเยว่ได้ยินถึงน้ำเสียงที่ร้อนรนของหลี่ฟางซิ่นจึงเข้าใจได้ว่า นางต้องเป็นกังวลกับเรื่องดังกล่าวอย่างมากเป็นแน่จึงได้กล่าวปลอบออกไป
“ทำใจให้สบาย... เพราะบิดาข้าได้ยอมยกเลิกเรื่องงานวิวาห์ ตามที่บิดาเจ้าต้องการ ดังนั้น...เจ้าไม่จำเป็นต้องหนีออกจากตระกูลอีกต่อไป”พร้อมกับรอยยิ้มด้วยความจริงใจปรากฏขึ้นมา
หลี่ฟางซิ่นที่ได้รับฟังเรื่องราวดังกล่าวกลับนิ่งค้างไปคล้ายคนไร้สติ ความคิดต่างๆได้เข้ามาอย่างมากมายนางรู้สึกสงสัยในตนเองขึ้นมา เพราะตอนนี้นางควรจะดีใจสิถึงจะถูกแต่กลับเกิดความรู้สึกเคว้งคว้างภายในจิตใจ ราวกับภายในใจของนางนั้นว่างเปล่าหูของนางเริ่มอื้ออึง พร้อมกับหยาดน้ำตาที่เริ่มไหลรินออกมาอย่างไม่ทันรู้สึกตัวร่างเริ่มซวนเซจวนจะล้มลงจูเยว่จึงเข้าไปประคองร่างอันบอบบางที่เสมือนไร้เรี่ยวแรงนั้นเอาไว้
หลังจากที่จูเยว่เห็นสีหน้าดังกล่าว ไม่เป็นไปอย่างที่ตนคิดจึงรู้สึกได้ว่า สิ่งที่เขาพูดออกไป อาจมีบางสิ่งทำให้นางไม่สบายใจเมื่อครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ เขารีบกล่าวปลอบออกไปอีกครั้ง
“บิดาของเจ้าไม่ได้บาดเจ็บแม้แต่น้อย...ถึงแม้จะบุกมาสร้างความวุ่นวายถึงตระกูลข้า เจ้าอย่าได้กังวลใจเช่นนี้...”เพราะนางคงจะเป็นห่วงความปลอดภัยของบิดาเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นที่ทำให้นางถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา
“ขะ..ข้าเข้าใจแล้ว...ปล่อยให้ข้า..อยู่คนเดียวเถอะ...” หลี่ฟางซิ่นพยายามสงบสติอารมณ์แล้วจึงกล่าวออกมาด้วยเสียงอันบางเบา พร้อมดันร่างที่เข้ามาพยุงนางไว้ออกไป
เมื่อเห็นนางที่เริ่มสงบสติลง จูเยว่จึงเข้าใจว่านางน่าจะเข้าใจในสิ่งที่ตนกล่าวดีแล้ว
“เช่นนั้น… ข้าไม่รบกวนเวลาของเจ้าแล้ว”พร้อมกลับหมุนตัวหันหลังเดินกลับไปยังที่ที่ตนเองพัก
หลี่ฟางซิ่นที่ได้เห็นแผ่นหลังที่เดินจาก จึงได้ทรุดตัวลงไปอิงแอบกับต้นไม้ใหญ่เบื้องหลัง พร้อมกุมมือข้างหนึ่งกำแน่นไปที่บริเวณอก
“ข้ากลับ... หลงรักบุรุษผู้นี้?”
เพราะไม่คิดว่าเพียงคำที่เขาได้เอ่ยออกมาอย่างไม่ตั้งใจกลับทำให้รู้สึกเจ็บปวดได้ถึงเพียงนี้ แม้ก่อนหน้าตัวนางจะไม่มั่นใจว่าตนรู้สึกเช่นไรแต่ตอนนี้ความเจ็บปวดที่คล้ายหัวใจของนางถูกบีบ ไม่สามารถทำให้นางหลอกตนเองได้อีกต่อไป
“ช่างเป็นบุรุษที่ต่ำช้านัก!” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นมาภายในจิตใจจูเยว่เพราะลี่อินได้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว ที่บุรุษผู้นี้กระทำต่อหญิงสาวที่ตัวเขาทำให้หลงรัก แล้วทิ้งไปอย่างไม่ใยดี! นางที่เป็นสตรีเช่นกันจึงอดไม่ได้ที่จะโมโหและกล่าวต่อว่าออกไป
แต่เมื่อจูเยว่ได้ยินคำก่นด่า กลับไม่ได้คิดมากแต่อย่างใดเพราะได้ถูกนางกล่าวต่อว่าเช่นนี้มาหลายคราทำให้คาดว่าตนคงทำอะไรให้นางไม่พอใจโดยไม่รู้ตัวอีกเป็นแน่จึงทำได้เพียงส่ายศรีษะออกมาอย่างเหนื่อยใจ
แต่เฟยซิ่วที่ดูเหตุการณ์อยู่ห่างออกไป จึงได้คิดกับตนเองขึ้นมาเมื่อเห็นสีหน้าและท่าทางของแม่นางน้อยตระกูลหลี่ ทำให้พอคาดเดาเหตุการณ์ได้
“ถึงแม้นายน้อยจะเปลี่ยนไปแต่เรื่องทำร้ายจิตใจหญิงสาว กลับไม่แตกต่างจากกาลก่อน...คล้ายเลวทรามกว่าเดิมด้วยซ้ำ”
เพราะในอดีต เพียงชุดคร่าสตรีมาทำมิดีมิร้ายแล้วทิ้งไป แต่ในยามนี้กลับทำให้สตรีลุ่มหลงตน แล้วทิ้งไปอย่างไม่ใยดี มันอยากถามนายน้อยของมันจริงๆจิตใจท่านทำด้วยอะไร! ถึงแม้มันจะรู้สึกสงสารแม่นางน้อยตระกูลหลี่ผู้นี้แต่คงไม่มีสิทธิอะไรไปตัดสินใจแทนนายน้อย มันทำได้เพียงส่ายศรีษะด้วยความรู้สึกเห็นใจ