มองไปที่คณะก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ดูเหมือนว่าวิ่งออกไปยังไงก็วิ่งไปไม่ถึงสักที ฉันคิดว่าเราคงต้องหาที่ยืนหลบฝนกันก่อนดีกว่า ไม่อย่างงั้นหวัดคงได้ถามหาเธอเป็แน่
ร่างบางยืนหันซ้ายมองขวาใต้ต้นไม้ใหญ่ “อะ ข้ามถนนไปตรงนั้นดีกว่า”
ฉันวิ่งเข้าไปหลบยังต้นไม้ใหญ่ที่เห็นฝั่งตรงข้ามสองข้างทางเต็มไปด้วยนักศึกษาที่กำลังวิ่งเข้ามาหลบฝน และบางคนก็วิ่งฝ่าไปจนถึงตึกคณะ และแน่นอนว่าฉันไม่ได้ร่างกายถึกขนาดกลั้นใจวิ่งไปจนถึงที่นั่นแน่
ฉันรีบยกนาฬิกาบนข้อมือขึ้นมาดูเวลา บ่งบอกว่าอีกสามนาทีกิจกรรมรับน้องที่คณะจะเริ่มขึ้น
“มาวันแรกฉันก็ซวยเลยเหรอเนี่ย ไปไม่ทันแน่ ๆ ทำยังไงดี”
ใบหน้าหวานแฝงความดื้อรั้นชะเง้อคอมองนักศึกษาที่พากันวิ่งฝ่าฝนไปที่คณะกันแล้ว พลางก้มหน้ามองดูสภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำของตัวเองอีกที
“ให้ฉันไปเข้าร่วมกิจกรรมสภาพนี้คงไม่ไหว คงต้องกลับไปเปลี่ยนชุดแล้วกลับมาเข้าร่วมใหม่แล้วแหละ”
เฮ้อ ~
หรรษาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่มองไปที่คณะตัวเองที่อยู่แค่เอื้อมตาละห้อย และคิดว่าจะเดินกลับออกไปเรียกรถเพื่อกลับไปยังคอนโด
“กลับไปกลับมา เหนื่อยอีกแล้วฉัน”
บรื้นนนน
ซ่าาาา
แต่แล้วเสียงของรถปอเช่คันหรูสีดำก็ถูกขับมาจอดเทียบท่าฟุตบาท ฉันที่กำลังจะเดินหันหลังกลับออกมาต้องเงยหน้าเล็กรูปไข่ขึ้นมองด้วยความโกรธ เพราะชุดนักศึกษาของตัวเองเพิ่งจะโดนรถปอเช่คันนั้นเหยียบโคลนสาดกระเด็นมาใส่ แถมมันยังโดนชุดนักศึกษาของเธอไปเต็ม ๆ อีกด้วย
หน็อยยย เสื้อฉานนน!
ดวงจากลมโตสีเทามองไปยังกระจกที่ถูกติดฟิล์มหนาเตอะ มันถูกเลื่อนลงจนเผยให้เห็นหน้าของคนขับที่อยู่ด้านใน เ้าของปอเช่ผมดำสนิทตัดสั้นทรงเท่ รูปร่างของเขาดูกำยำ ผิวขาวโผล่พ้นเสื้อสุขภาพดี กล้ามเนื้อแน่นกระชับได้สัดส่วน หน้าตาของเขาดูหล่อเหลาดุจเทพบุตรสวมใส่เสื้อช็อปสีแดงของคณะวิศวะไฟฟ้า บ่งบอกได้ว่าชายตรงหน้าคือรุ่นพี่ที่ไม่ใช่น้องปีหนึ่งรุ่นเดียวกับเธอแน่ แถมเขายังเอ่ยทักทายเธอมาก่อน
“น้องหรรษาใช่ไหมครับ”
“ค่ะ พี่คือ?”
ทำหน้างุนงงใส่ จากที่กำลังจะง้างปากด่าเมื่อกี้จนต้องชะงักเมื่อเห็นหน้าตาหล่อ ๆ นั่น รีบกลืนคำด่าลงคอแทบไม่ทัน ถามไถ่อีกคนออกไปว่าเขาเป็ใครกันทำไมถึงได้จอดคุยกับเธอ
“ผัวคนต่อไปของน้องครับ”
แรงมาก!!!
เธอไม่เคยพบเจอใครที่ปากหมาใส่กันั้แ่ครั้งแรกที่เจอ แถมเขายังรุกเธอหนักั้แ่ครั้งแรกของกันและกันอีกด้วย รุ่นพี่คนนี้ทำหรรษาคิ้วกระตุกเล็กน้อย แต่ก็ยังยิ้มแห้งออกมาถามอีกฝ่ายไปว่า
“พี่ว่าอะไรนะคะ หนูไม่เข้าใจ”
เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายคือรุ่นพี่ในคณะ เธอจึงไม่ได้ระวังว่าเขาจะเป็คนแปลกหน้าอะไร จึงยืนคุยกับพี่เขาต่อ
“ขึ้นรถ”
“เอ่อ หนูกำลังจะกลับ..”
ฉันที่ได้ยินว่าขึ้นรถ ถึงกับอ้ำอึ้ง เพราะคิดว่าตัวเองกำลังจะกลับไปเปลี่ยนชุดที่คอนโดแล้วกลับมาเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องใหม่ เลยไม่รู้จะบอกรุ่นพี่หน้าตาดีคนนี้ไปยังไงดี
“ขึ้นรถก่อนค่อยคุย เธอเปียกหมดแล้ว ขึ้นมา”
พี่เขาดูมีท่าทีเป็ห่วงที่เห็นว่าฉันน่าจะเปียกฝน หรือฉันอาจจะคิดไปเองว่าสายตาที่มองมาที่ฉันเมื่อกี้ดูมีอะไรแปลก ๆ แถมยังรีบบอกให้ฉันขึ้นรถไปกับเขาอีก
ใจหนึ่งก็ลังเลว่าไปกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักมันจะดีเหรอ แต่อีกใจก็เห็นว่าเป็รุ่นพี่คณะเดียวกัน เธออาจจะเอาเขามาเป็ข้ออ้างในการเข้ากิจกรรมสายของตัวเองได้
ดังนั้นแล้ว…
‘ไปกับพี่เขาก่อนแล้วกัน มันก็ดีกว่าฉันต้องเดินตากฝนงก ๆ แล้วเดินไปเรียกรถกลับล่ะนะ’
ในระหว่างที่รถถูกขับเคลื่อนออกไปตามทางและดูเหมือนพี่สุดหล่อคนนี้จะไม่ได้เลี้ยวรถเข้าไปจอดในคณะ ทำให้ฉันตาโตรีบชี้มือไปที่คณะของตัวเอง
“เอ่อพี่คะ คณะหนูไปทางนั้นนะคะ”
“เปียกขนาดนี้ ยังคิดจะเข้าร่วมกิจกรรมหรือไง กลับไปเปลี่ยนชุดก่อน”
อ่านั่นสิ ฉันเปียกขนาดนี้คงจะทำกิจกรรมไม่สะดวก เลยนั่งอยู่นิ่ง ๆ ให้พี่เขาขับพาไป
อากาศภายในรถเริ่มหนาวจนฉันต้องยกมือขึ้นมากอดอกตัวเองเอาไว้ กระโปรงทรงเอที่ใส่ก็ชุ่มไปด้วยน้ำเปียกเบาะของรถไปหมด นึกในใจ ทำรถพี่เขาเปียกแบบนี้ ฉันจะโดนเรียกเก็บค่าเสียหายทีหลังไหมเนี่ย
วันนี้กระโปรงทรงเอที่ใส่มาก็ดูสั้นซะเหลือเกิน จนหรรษาคิดว่าแม่ของเธออาจจะซื้อมาให้เธอผิดไซซ์ไปหรือเปล่า ทำไมเพิ่งจะมาสังเกตเห็นตอนใส่ว่ามันสั้นมาก จนรู้สึกได้ว่าหนุ่มรุ่นพี่ในเสื้อช็อปสุดหล่อข้างกายคนนี้กำลังแอบมองขาของเธออยู่
“หนาวเหรอ”
อ่าเขาเปิดบทสนทนาถามมาแล้วรู้สึกดีจัว นี่เธอนึกว่าตัวเองจะเป็ใบ้ไปซะแล้ว
“เอ่อ นิดหน่อยค่ะ”