เฝ้ารักจันทร์เสี้ยว

    บทที่ 33 วันสุดท้าย

    บทที่ 33 วันสุดท้าย

     

                   หลังจากวันนั้นที่จ้าวอี้หยางมาพูดคุยกับจ้าวซินเยว่หญิงสาวก็เริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติแต่ที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจนคือหญิงสาวไม่ได้สดใสร่าเริงเช่นเคย กลับเงียบสงบไม่แสดงสีหน้าอย่างเคย

     

                   “เอาสมุนไพรตรงนั้นไปตากให้ข้าส่วนสมุนไพรที่บดแล้ว ไปจัดเทียบตามนี้ให้ข้าแล้วส่งไปให้ตระกูลเฉินสักหน่อย”จ้าวซินเยว่สั่งอาจิงและเสี่ยวโยว่

     

                   จวนสกุลเฉินยามนี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้าแม้จะไม่มีผู้ใดแสดงความรู้สึกออกมาทว่านางก็รู้ดีว่าความสูญเสียนี้มันคงจะยิ่งใหญ่

     

                   แม้ตัวนางเองจะไม่ได้ไปพบแต่ก็ส่งชา สมุนไพรไปให้ที่จวนสกุลเฉินอยู่เสมอ นางคิดว่าหลังจากการสำเร็จโทษของรุ่ยอ๋องจบนางก็คงจะต้องไปหาด้วยตัวเองแทนการส่งของและจดหมายสักครั้ง

     

                   “ส่วนนี่ส่งไปให้อี้หยางนะ” ยาสงบใจที่จ้าวอี้หยางเคยร้องขอ นางก็หาสูตรยาที่ไม่มีผลอะไรกับร่างกายนักส่งไปให้เป็นสมุนไพรหอมที่มีส่วนที่ให้ผ่อนคลายร่างกายและอารมณ์

     

                   “คุณหนูเจ้าคะนายหญิงมาพบเจ้าค่ะ” เสี่ยวโยว่กล่าว ตามมาด้วยร่างงดงามของสตรีสูงวัยที่ยืนยิ้มให้ลูกสาวอยู่นอกหน้าโรงสมุนไพร

     

                   “ท่านแม่ลำบากท่านแล้ว” หญิงสาวย่อตัวลงเล็กน้อยทำความเคารพอีกฝ่าย

     

                   “ตามสบายเถอะว่างสนทนากับแม่สักหน่อยหรือไม่” จ้าวอันหรานเอ่ยถามไม่นานนักทั้งสองก็เดินไปที่ม้านั่งด้านนอก

     

                   “ต้องขอโทษท่านแม่ที่ทำให้เป็นห่วงจนต้องมาหาลูกที่เรือนเช่นนี้” จ้าวซินเยว่กล่าวพลางยกกาน้ำชาขึ้นรินให้มารดา

     

                   “เห็นเจ้ากลับมาใช้ชีวิตเช่นปกติข้าก็สบายใจมากแล้ว” จ้าวอันหรานยกยิ้มพลางรับจอกน้ำชาจากลูกสาวอย่างผ่อนคลาย

     

                   “ดูเหมือนจะกำหนดวันสำเร็จโทษรุ่ยอ๋องแล้วก็วันพิธีไว้อาลัยของเฉินจือหานผู้นั้น” จ้าวอันหรานบอกพลางสังเกตสีหน้าของลูกสาวที่ดูเศร้าอยู่ไม่น้อย

     

                   “งั้นหรือเจ้าคะโทษคือสิ่งใด” มีสองกรณีที่นางคิดเอาไว้คือการเนรเทศไปอยู่พื้นที่ห่างไกลกับประหารชีวิต จะทางไหนก็ไม่ใช่จุดจบที่สวยหรูทั้งนั้น

     

                   “ประหารชีวิต”

     

                   ทุกอย่างรอบตัวเงียบจนนางได้ยินแม้แต่เสียงหายใจของตัวเองแต่ว่านางก็พอจะเข้าใจ หากปล่อยให้มีชีวิตอยู่ก็ไม่แน่ว่าอนาคตเขาอาจจะหาทางกลับมาอีกการกำจัดทิ้งเพื่อเป็นตัวอย่างให้เชื้อพระวงศ์คนอื่นๆย่อมเป็นหนทางที่โอรสสวรรค์ได้ประโยชน์สูงสุด

     

                   ข้อแรกคือการกำจัดคนที่คิดจะกบฏ ข้อที่สองคือการข่มขู่ทั้งเชื้อพระวงศ์ที่คิดจะกบฏและขุนนางที่คิดสนับสนุนผู้อื่นนอกจากองค์รัชทายาทข้อที่สามคงไม่พ้นการลดอำนาจของวังหลังต่อราชสำนักรวมไปถึงขุนนางตระกูลเสิ้นและข้อสุดท้าย คงจะได้ใจชาวเมืองด้วย การลงโทษตามกฎโดยไม่สนสายเลือดแล้วออกมาแสดงความเสียใจสักวิธี คงจะเรียกความเห็นใจจากชาวเมืองได้ไม่น้อย

     

                   แม้จะรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่นางก็เข้าใจทุกอย่างได้อย่างทันที

     

                   สิ่งที่นางคิดและไม่เข้าใจอีกอย่างอย่างที่สตรีชุดแดงกล่าว จุดประสงค์ที่นางถูกพามาในโลกใบนี้เพื่อเปิดโปงจูเชว่และทุกอย่างจะจบ

     

                   หากตัดเรื่องเฉินจือหานไปตอนนี้ไม่ใช่ว่านางก็บรรลุจุดหมายแล้วหรือ เหตุใดจึงยังอยู่ที่นี่และหลังจากวันนั้น สตรีชุดแดงผู้นั้นก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย

     

                   หรือการกบฏครั้งนี้มันยังไม่จบกันนะ

     

                   “จ้าวซินเยว่ลูกอย่าคิดมากเรื่องนี้เลย” จ้าวอันหรานจับมือบุตรสาวที่เงียบไป

     

                   “เจ้าค่ะข้าไม่เป็นอะไร ขอบคุณท่านแม่ที่ส่งข่าว” นางรีบก้มหัวขอบคุณ

     

                   “ชินอ๋องเองก็ส่งจดหมายทั้งเชิญทั้งมาขอพบหลายครั้งเหตุใดจึงไม่ยอมตอบกลับบ้างเล่า”

     

                   “ท่านแม่คงมิได้มาด้วยเรื่องของชินอ๋องใช่หรือไม่”

     

                   “สมเป็นเจ้า”จ้าวอันหรานกล่าวกับก็ยื่นเทียบเชิญจากตำหนักไทเฮามาให้นาง

     

                   “จะปฏิเสธชินอ๋องได้แต่เทียบนี้คงจะยาก อย่างไรก็ลองหาวันดูล่ะ”

     

                   จ้าวซินเยว่เปิดเทียบเชิญอ่านไม่นานก็ปิดเทียบลง

     

                   “เจ้าค่ะ”

     

     

    ... ... ...

     

     

                   “จะไปจริงๆหรือ” จ้าวฉางหยางพี่ชายสามของบ้านเอ่ยถามหลังจากจบมื้ออาหาร

     

                   วันนี้คือวันประหารของรุ่ยอ๋องอู่หนานฟางหลังจากถูกปลดจากตำแหน่งอ๋องก็มีการตัดสินโทษออกมาอย่างชัดเจนพร้อมกับการประกาศของฮองเฮาที่แสดงความเสียใจที่ไม่อาจดูแลบุตรของตัวเองให้ดีจึงขังตัวเองไว้ในตำหนัก

     

                   ส่วนฮ่องเต้ก็ไม่ต่างจากฮองเฮาที่แสดงความเสียใจเรื่องลูกชายและแสดงความเสียใจกับการสูญเสียที่เกิดขึ้น

     

            หลังจากนั้นก็แต่งตั้งชินอ๋องขึ้นมาเป็นรักษาการณ์แม่ทัพและแน่นอนว่าโดนฎีกาคัดค้าน เพราะเกรงว่าชินอ๋องจะมีอำนาจมากเกินไปตราพยัคฆ์จึงถูกส่งคืนให้ฮ่องเต้และแต่งตั้งจ้าวหานขึ้นมาเป็นรักษาการณ์คู่กัน

                  

                   การเปลี่ยนแปลงกะทันหันเกิดขึ้นมากมายแต่ฮ่องเต้ก็ใช้ละครโศกเข้ามากลบเกลื่อน

     

                   “ข้าจะไปเจ้าค่ะพิธีประหารอู่หนานฟางผู้นั้น” จ้าวอี้หยางยกยิ้มมุมปาก

     

                   “ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะข้าไปเพื่อจะได้ก้าวข้ามเรื่องร้ายๆ นี้เท่านั้น หวังว่าพี่ชายจะเข้าใจ”

     

                   “ให้ไปด้วยหรือไม่”จ้าวซินเยว่ถาม

     

                   “ไม่ต้องหรอกมันคงไม่ใช่ภาพทีน่าชมนัก” จ้าวอี้หยางกล่าวตอบ “ยังไงก็มีพี่ใหญ่อยู่คงไม่เป็นไรหรอก”

     

                   พี่น้องต่างพยักหน้ารับและปล่อยให้เจ้าตัวไปแต่โดยดี

     

     

    ... ... ...

     

     

                   ลานประหารในเขตคุกหลวงประธานในพิธีคือฮ่องเต้ที่อยู่ในชุดมังกรสีแดงเต็มยศพร้อมกับชินอ๋องและจ้าวหานที่แต่งตัวชุดทหารอย่างเป็นทางการพร้อมกับขุนนางชั้นสูงหลายคน

     

                   ทันทีที่นางปรากฏตัวในลานพิธีขุนนางหลายคนต่างก็มองนางด้วยสายตาหลากหลายแต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสัมผัสได้คือสายตาของจ้าวอี้หยางที่เรียบนิ่งดูเย็นชากว่าที่ใครคิด

     

                   “ใครให้นางมา”ขุนนางผู้หนึ่งถามด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตรนักอาจเพราะนางเป็นเพียงสตรีและไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งนี้

     

                   “ข้าเอง”ชินอ๋องกล่าวเสียงเรียบพอดีกับที่เจ้าตัวมาถึง

     

                   “ไปกับข้าเถิดคุณหนูใหญ่จ้าว” ชินอ๋องเดินนำจ้าวอี้หยางไปยังที่นั่งของตนเอง

     

                   มันคือคำขอร้องจากนางนางอยากมาพบและมาดูวาระสุดท้ายของรุ่ยอ๋องเป็นครั้งสุดท้าย สิ่งนั้นก็เพื่อตนเองนางต้องการจะตอกย้ำว่าคนๆ นี้ทำสิ่งชั่วร้ายนางต้องตัดขาดตัดใจผู้ชายคนใช้ความรู้สึกของนางเป็นทางผ่านไปยังข้อมูลและเครือข่ายต่างๆของตระกูลนาง

     

                   คนๆนี้ต้องการทำลายตระกูลจ้าวอย่างแท้จริง มิได้มีความรักใคร่แต่อย่างใดนั่นคือสิ่งที่นางอยากให้ตัวเองเชื่อ

     

                   “หากอยากออกไปก็บอกข้าจะพาเจ้าออกไปทันที” ชินอ๋องก้มลงกระซิบกับนางเบาๆ ส่วนนางก็พยักหน้ารับ

     

                   ไม่นานนักการเชิญตัวนักโทษสู่แท่นพิพากษาก็เกิดขึ้น รุ่ยอ๋องในชุดนักโทษเดินออกมาในสภาพที่ดูโทรมลงไปเล็กน้อยใบหน้ายังคงฉายแววความเยือกเย็น และความสงบ

     

                   “ท่านอ๋องทำหน้าที่ของตนเถอะเจ้าคะข้าไม่เป็นอะไร ขอบคุณท่านมาก”

     

                   “ฮองเฮาเสด็จ”ขันทีหน้าพิธีกล่าวขาน ทุกคนยิ่งตกใจกว่าตอนที่นางมาฮองเฮาไม่ปรากฏตัวตั้งแต่เกิดเรื่อง แต่กลับมาดูภาพที่ลูกชายของตนเองถูกประหารชีวิต

     

                   ไม่ใช่แค่ฮองเฮาแต่ตระกูลเสิ้นทั้งนายบ่าว จะแก่หรือเด็กแค่ไหนต่างก็อยู่ที่นี่กันอย่างถ้วนหน้า

     

                   อันที่จริงเป็นคำสั่งของโอรสสวรรค์ที่สั่งให้ฮองเฮาและจวิ้นอ๋องมาดูภาพการตายของรุ่ยอ๋องให้เห็นกับตานี่คือการตักเตือนว่า ตระกูลเสิ้นอย่าได้คิดจะทำสิ่งใดอีกหลักจากนี้

     

                   ดูจากสีหน้าของคนตระกูลเสิ้นและขุนนางงทางนั้นก็พอจะรู้ว่าจำใจแค่ไหน

     

                   ชินอ๋องมองสีหน้าผู้คนอย่างสงบนิ่งรวมถึงสตรีที่ขอเป็นผู้ติดตามอยู่ข้างๆในสถานที่ประหารแห่งนี้ หากจะมีใครเสียใจที่สุด ก็ไม่ใช่ทั้งฮองเฮาผู้เป็นแม่จวิ้นอ๋องผู้เป็นพี่ชาย ฮ่องเต้ที่เป็นพ่อ หรือแม้แต่ตัวอู่หนานฟาง

     

                   คงเป็นจ้าวอี้หยางที่เสียใจแต่นางคงจะเสียใจกว่าหากตัวเองก้าวข้ามไปไม่ได้

     

                   นางเข้มแข็งเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ

     

                   “อู่หนานฟางอดีตผู้ดำรงค์ตำแหน่งรุ่ยอ๋อง ได้ทำการก่อกบฏโดยการสมคบคิดกับทหารต่างเมืองและได้ทำการสังหารทหารของกองทัพไปจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือแม่ทัพ เฉินจือหาน”เสียงของผู้ที่ได้รับหน้าที่พิพากษาอ่านฎีกาเสียงดังฟังชัด

     

                   “นอกจากนี้ยังมีการวางแผนปล่อยข้อมูลปลอมและใส่ร้ายผู้คนอีกมากมายและยังปล่อยข่าวสารให้กับข้าศึก โทษของกบฏคือ ประหารชีวิต” การอ่านคำพิพากษาจบ

     

                   หลังจากนั้นก็มีการเปิดโอกาสให้อู่หนานฟางผู้นั้นได้กล่าวอะไรแต่เขากลับยกยิ้มและหัวเราะเท่านั้น จนใครต่อใครก็พูดว่าบุรุษผู้นั้นบ้าไปแล้ว

     

                   จนสุดท้ายภาพของรุ่ยอ๋องที่ถูกประทานพิษให้และตายอย่างสงบก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าทุกคน

     

                   จ้าวอี้หยางนั่งมองภาพทุกอย่างด้วยสายตาที่เย็นชาและสงบนิ่งน้ำตาที่ไหลออกมาเมื่อเห็นอู่หนานฟางค่อยๆ ล้มตัวลงอย่างไร้ลมหายใจ

     

                   ที่นางเจ็บปวดกว่านั้นคือบุรุษผู้นั้นไม่ได้มองมาที่นางเลยสักนิด

     

                   ...เราจบกันตรงนี้ อู่หนานฟาง ข้าขออโหสิให้ท่าน จะชาติไหนๆ ก็อย่าได้เจอกันอีกเลย

     

     

    ... ... ...

     

     

                   หลังจากการประหารเสร็จสิ้นรวมถึงพิธีไว้อาลัยที่ทำอย่างเรียบง่ายที่สุดอย่างที่ตระกูลเฉินตั้งใจจ้าวซินเยว่ก็เข้าออกทั้งตระกูลเฉินและตำหนักไทเฮาบ่อยกว่าเดิม

     

                   และนั้นก็ทำให้นางรู้จักกับน้องสาวของเฉินจือหานเฉินหนิง เป็นทหารชั้นสูงที่อยู่กองทัพทางใต้ แต่ยามนี้ด้วยการเปลี่ยนแปลงจึงถูกรั้งไว้ที่นี่จนกว่ากองทัพจะกลับเข้าที่เข้าทาง

     

                   “แต่เจ้าก็เป็นสตรีที่พี่ชายข้าอยากแต่งงานด้วยนี่ก็ย่อมต้องเป็นสตรีที่พิเศษอยู่แล้ว” เฉินหนิงอายุมากกว่าอยู่สองปีจึงพูดกับจ้าวซินเยว่อย่างสบายๆแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจอะไรเลย กลายเป็นเพื่อนกันอย่างง่ายดาย

     

                   เฉินหนิงเป็นสตรีที่ใบหน้าสวยแต่นางไม่ค่อยมีความเป็นผู้หญิงอาจจะเพราะไม่ชอบทางนี้และฝึกกับพี่ชายมาตั้งแต่เด็ก

     

                   “ข้าก็เป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้นเจ้าค่ะ”จ้าวซินเยว่ตอบกลับไปด้วยท่าทีสุภาพพลางมองสตรีตรงหน้าด้วยรอยยิ้มมุมปาก

     

                   ดูนางจะไม่ได้เสียใจที่เสียพี่ชายไปอย่างที่จ้าวซินเยว่คิดอาจจะเพราะแบบนี้ ตระกูลเฉินจึงไม่ได้ดูหดหู่อย่างที่นางคิด

     

                   “เฉินจือหานผู้นั้นเตรียมใจไปตายอยู่แล้ว ข้าน่ะ รู้จักคนๆ นั้นมานานไม่เคยเห็นครั้งไหนเลยที่เขาไม่ตั้งใจไปตาย แต่ดันไม่ตายนี่สิ”

     

                   “ตั้งใจไปตายหรือเจ้าคะ”จ้าวซินเยว่เอียงใบหน้าถามอีกฝ่ายด้วยความสงสัยเพราะเฉินจือหานไม่เคยพูดอะไรเช่นนี้กับนางเลย

     

                   “เรื่องเก่าๆน่ะ เพราะปมในใจเรื่องสหายเก่า ทำให้คนๆ นั้นเอาแต่โทษตัวเองที่แข็งแกร่งไม่พอจึงออกรบเพื่อหาที่ตายให้ตัวเอง”เฉินหนิงสะดุ้งเพราะเหมือนจะรู้ตัวว่าจะพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องเข้าให้แล้ว

     

                   “ไป๋เซียงจวิ้นผู้นั้นหรือเจ้าคะ”จ้าวซินเยว่เอ่ยถามเรียบๆ

     

                   “เจ้า...รู้จักชื่อนั้นด้วยหรือ”

     

                   “แค่เคยรู้ว่าเป็นสตรีที่เคยอยู่ที่นี่คิดว่าน่าจะสนิทกันเท่านั้นเจ้าค่ะ” จ้าวซินเยว่กล่าว

     

                   “แต่ข้าไม่ชอบนะคนๆ นั้น เพราะนางไม่ได้จริงใจกับพี่ชายข้าเลยสักนิด แต่ช่างเถอะท่านแม่บอกว่าเจ้าเก่งเรื่องดนตรีกับสมุนไพรหรืองั้นช่วยทำยาให้ข้าหน่อยได้หรือไม่” เฉินหนิงเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็วแต่จ้าวซินเยว่ก็พอจะรู้ว่าความรู้สึกไม่ชอบที่แสดงออกมานั้นเป็นเรื่องจริงแต่เพราะอีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องไปแล้ว จะให้ถามต่อก็คงจะไม่เหมาะ

     

                   “เจ้าค่ะท่านอยากได้ยาแบบไหน ถ้าข้าทำให้ท่านได้จะทำเจ้าค่ะ” จ้าวซินเยว่รับปากด้วยรอยยิ้ม

     

                   “นี่ก็บ่ายมากแล้วข้าไปส่งเจ้าที่จวน” เฉินหนิงอาสา จ้าวซินเยว่ก็เห็นว่าได้เวลาจึงรับคำก่อนจะเดินไปร่ำลาผู้ใหญ่ตามมารยาทและเดินกลับจวนโดยมีเฉินหนิงเดินอยู่ด้วย

     

                   ระยะทางระหว่างจวนตระกูลเฉินกับจวนตระกูลจ้าวนั้นไม่ได้ห่างกันมากวันนี้แดดก็ไม่ได้แรงทั้งสองคนจึงตัดสินใจเดินกลับเพื่อจะได้พูดคุยกันมากขึ้นอีกสักหน่อย

     

                   แต่เดินมาสักระยะทั้งสองคนก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีคนมาดักรอทั้งสองคนอยู่ก่อนแล้ว

     

                   “ทักทายท่านน้าเจ้าค่ะ/คารวะชินอ๋อง”ทั้งสองคนคำนับแทบจะพร้อมกันอีกฝ่ายก็ก้มหัวรับเล็กน้อยก่อนสายตาจะตกมาที่จ้าวซินเยว่อย่างไม่ปิดบัง

     

                   ใช่แล้วล่ะหลังจากการไว้อาลัยเสร็จสิ้นชินอ๋องผู้นี้ก็เทียวเข้าเทียวออกจวนของนางโดยเอาลูกชายมาอ้างว่าต้องการเรียนกับนางและจ้าวอี้หยางแต่ความจริงแล้ว ลูกชายถูกฝากไว้ที่จ้าวอี้หยางแต่ตัวเขากลับมาอยู่กับนางเกือบจะตลอด

     

                   “ข้าอยากคุยกับคุณหนูจ้าวสักหน่อยให้ข้าเป็นคนไปส่งนางได้หรือไม่” ชินอ๋องกล่าวกับเฉินหนิงคนที่ถูกกล่าวด้วยมองหน้านางก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเดินกลับไปยังจวนของตัวเองเงียบๆ

     

                   “มีอะไรหรือเจ้าคะ”จ้าวซินเยว่ถามอย่างเคย

     

                   “เดินไปสนทนาไปดีหรือไม่”ชินอ๋องถามนางจึงพยักหน้าพลางเดินตามชินอ๋องโดยเว้นระยะไว้สักหน่อยมิได้เดินเคียงข้าง

     

                   “ได้พบปะผู้คนสบายใจมากขึ้นบ้างหรือไม่” ชินอ๋องเริ่มบทสนทนา

     

                   “เจ้าค่ะ”ชินอ๋องพยักหน้า

     

                   “เป็นเช่นนั้นก็ดีแล้วข้ากับลูกชายเป็นห่วงเจ้าจากใจจริง”

     

                   “ขอบคุณเจ้าค่ะ”จ้าวซินเยว่ก้มลงเล็กน้อย

     

                   “มีข่าวลือแปลกๆออกมาเกี่ยวกับเจ้ากับจ้าวอี้หยาง รู้บ้างหรือไม่” ชินอ๋องเข้าเรื่องทว่าจ้าวซินเยว่ก็ยังสงบนิ่งเช่นเดิม

     

                   “ใครจะพูดอะไรก็ให้พูดไปเถอะเจ้าค่ะข้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนั้น”

     

                   เรื่องที่มีข่าวลือว่าพวกนางเป็นสตรีที่มีชะตาที่จะทำให้บุรุษที่อยู่ใกล้ถึงฆาตก็คงไม่แปลก ทั้งรุ่ยอ๋องที่ถูกประหาร เฉินจือหานที่ตายไปคงเป็นโอกาสดีสำหรับคนที่เกลียดตระกูลจ้าวที่จะใส่สีเอาความเชื่อรวมกับอคติสร้างเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมา

     

                   “เช่นนั้นภาพลักษณ์เจ้าเล่า”

     

                   จ้าวซินเยว่เลือกที่จะเงียบแต่แล้วชินอ๋องก็หยุดเดินแล้วหันหน้ามามองนางอย่างจริงจัง

     

                   “ข้าไม่ได้รักเจ้าน้อยกว่าเฉินจือหานผู้นั้นสิ่งที่ข้าไม่เคยได้ คือโอกาส หากวันนั้นคนที่อยู่เมืองหลวงเป็นข้าคนที่เกี้ยวเจ้าเป็นข้า มันต้องต่างออกไปแน่” ชินอ๋องกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง

             

            จ้าวซินเยว่เงยหน้ามองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาเศร้าเล็กน้อยนางรู้ดีว่าชินอ๋องรู้สึกอย่างไรกับตนเอง แต่เพราะแบบนั้น นางจึงเลือกที่จะเงียบและปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไป เพราะนางไม่ได้รู้สึกอะไรกับอ๋องผู้นี้เลยใจสั่นด้วยความรู้สึกหวั่นไหวสักครั้งก็ไม่เคย

             

                   แม้แต่ตอนที่อยู่บนเขานั่นทั้งที่รู้จักพร้อมๆ กันแต่สิ่งที่นางเลือกจะจำและคิดถึงกลับไม่ใช่ภาพของชินอ๋องที่เล่าเรื่องภรรยาของตนเองให้นางฟังหรือชินอ๋องที่ช่วยนางจากคนชั่วในตลาด

     

                   กลับเป็นภาพของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งรอนางตื่นทั้งที่นางเฝ้าไข้ของเขาทั้งคืนเป็นผู้ชายอีกคนที่ชอบทำให้นางโกรธ

     

                   ทั้งที่ชินอ๋องมีเรื่องที่อาจทำให้นางใจสั่นได้มากกว่าแต่นางกลับ...

     

                   “ไม่เปลี่ยนหรอกเจ้าค่ะ”จ้าวซินเยว่พูดด้วยความสงบนิ่ง พอๆ กับสายลมอ่อนๆ ที่พัดผ่านตัวทั้งสองคนไป “ต่อให้เป็นท่านก็ไม่เหมือนกัน”

     

                   “อะไรทำให้เจ้าแน่ใจขนาดนั้นว่ามันจะไม่ต่างจากเดิม”ชินอ๋องขมวดคิ้วถามด้วยความไม่เข้าใจ

     

                   ใบหน้าสวยมองใบหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัวทั้งที่หัวสมองของนางกำลังสั่งให้นางหยุดทำร้ายอีกฝ่ายที่หวังดีกับนางมาตลอดแม้บางส่วนก็คิดว่าการทำความรู้สึกกันมันไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่สุดท้ายนางก็ไม่ต้องการ ทำร้ายเขามากกว่านี้

     

                   “เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ได้พบกับท่านที่บ้านของอาจารย์ข้าก็ไม่เคยคิดถึงท่านอีกเลย” เสียงหวานเอ่ยบางเบาเช่นสายลม

     

                   ความเงียบปกคลุมชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสองคนใบหน้าของทั้งสองคนมองกันพร้อมกับแสดงความเจ็บปวดไม่ต่างกัน

     

                   หนึ่งคนรักคนที่ไม่ได้รักตนอีกคนทำร้ายคนที่หวังดีกับตนมากคนหนึ่ง

     

                   แต่นางไม่อยากให้ชินอ๋องเจ็บปวดมากกว่านี้ให้เจ็บเสียตรงนี้แล้วจบจะดีกว่าปล่อยให้ยืดเยื้อ นางไม่อยากให้ชินอ๋องล่อเลี้ยงความหวังอันน้อยนิดนั้นไว้

     

                   มีคนอีกมากมายที่ชินอ๋องต้องพบเจอหากเสียโอกาสนั้นไปเพียงเพราะนาง แบบนั้นคงจะเสียใจมากกว่า

     

                   นางพร้อมรับทุกอย่างแต่ว่าทุกอย่างกลับสงบนิ่ง นางกลับเห็นรอยยิ้มมุมปากของชินอ๋องรอยยิ้มที่เศร้าที่สุดเท่าที่นางจะเคยเห็นมา

     

                   “ข้าเข้าใจแล้วล่ะแบบนี้เองสินะ” จ้าวซินเยว่มองอีกด้วยสายตาที่แสดงความรู้สึกผิดนางรับรู้ได้ว่าเขาจริงใจกับนาง แต่นางในตอนนี้ไม่พร้อมจริงๆ จะฝืนไปมันก็เท่านั้น

     

                   “ขอโทษนะเจ้าคะแต่เชื่อข้าเถิด ท่านเป็นบุรุษที่ดี ไม่นาน ต้องเจอแน่เจ้าค่ะสตรีที่ทำให้ท่านอ๋องและซื่อจือมีความสุขอย่างแท้จริง” จ้าวซินเยว่ไม่ได้โกหกเขาคือผู้ชายที่ดี ทั้งซื่อสัตย์และจริงใจกว่าใคร ไม่นานก็คงจะได้พบเองคนที่ทำให้เขามีความสุขจากใจจริง

     

                   “ไปเถอะเดี๋ยวข้าส่งเจ้าช้าแล้วจ้าวหานจะต่อว่าข้าได้”

     

                   ตลอดทางไม่มีการพูดคุยใดๆกันอีก สิ่งเดียวที่จ้าวซินเยว่มองคือแผ่นหลังของชินอ๋องจนถึงจวน ชินอ๋องก็จากไปเงียบๆโดยไม่พูดอะไรอีก

     

                   ตัวนางเองก็คงไม่มีสิทธิ์พูดอะไรอีกแล้ว

     

                   “พรุ่งนี้ส่งคนไปแจ้งไทเฮาให้ข้าทีว่าข้าตกลงคำเชิญของพระองค์”

     

                   “เจ้าค่ะคุณหนู”

     

     

    ... ... ...

     

     

                   ย้อนกลับไปในวันนั้นที่จ้าวอันหรานมาพบกับจ้าวซินเยว่ที่เรือน และยื่นเทียบหนึ่งของไทเฮาให้แก่นาง

     

                   หลังจากที่จ้าวซินเยว่อ่านเนื้อหาภายในนั้นจบก็วางมันเงียบๆโดยไม่พูดอะไร

     

                   “หากปฏิเสธแม่จะออกหน้าให้” จ้าวอันหรานพูดกับลูกสาวด้วยความเป็นห่วง

     

                   สิ่งที่ไทเฮาเขียนมาคือคำชักชวนให้นางไปที่อารามหลวงทางตะวันตกด้วยกันเพื่อบำเพ็ญศีลแก่บ้านมืองอันที่จริง มันคือคำเชิญให้ไปเป็นข้ารับใช้ไทเฮาตลอดการบำเพ็ญที่นั่นเป็นตำแหน่งที่คุณหนูหลายๆ บ้านใฝ่ฝันเพราะมันคือหนทางที่จะการันตีได้ว่าพวกนางจะได้คู่ครองที่มีตำแหน่งมั่นคงที่ได้รับการคัดเลือกอย่างดีจากไทเฮา

     

                   เพราะมันคือเครื่องยืนยันว่าคุณหนูที่ออกติดตามไปคือคนของไทเอาอย่างแท้จริงแต่การจะได้รับคำเชิญนั้นไม่ใช่ใครก็จะได้ ต้องเป็นคนที่ไทเฮาโปรดจริงๆ

     

                   ร่างบางถอนหายใจยาวอย่างหนักใจ

     

                   “ท่านแม่ไว้ข้าขอพิจารณาอีกครั้ง แล้วจะให้คำตอบกับไทเฮาเองเจ้าค่ะขอบคุณที่เป็นธุระให้ข้า” จ้าวซินเยว่กล่าวด้วยรอยยิ้มมุมปาก

     

                   “งั้นเจ้าก็ตัดสินใจดีๆเล่า แม่เคารพการตัดสินใจของเจ้าเสมอ”

     

                   ในวันนั้นเพราะมีหลายอย่างที่นางไม่แน่ใจแต่วันนี้นางค่อนข้างแน่ใจ อาจจะดูเป็นการหนีปัญหาไปสักหน่อยแต่นางคิดว่ามันคงเป็นทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยชินอ๋องได้

     

                   นางจะหายไปจากเขาให้นานมากพอพอที่จะให้เขาเริ่มต้นใหม่ มันเป็นสิ่งที่นางพอจะทำให้เขาได้และช่วงเวลานั้นนางเองก็ขอไปคิดทบทวนกับตัวเองว่าสรุปแล้วตัวนางอยู่ที่นี่เพื่ออะไรกันแน่

     

     

    ####

    คล้ายกับเรื่องเฝ้ารักจันทร์เสี้ยว ที่คุณอ่าน