เทียนเหยาที่สองหัวเราะในลำคออย่างน่าขนลุก จิตวิญญาณยุทธ์หายเข้าสู่หว่างคิ้ว “ข้าปฏิเสธที่จะรับภารกิจนี้ หากเจ้ายังดันทุรัง ข้าสามารถทำให้ตัวตนของเจ้าหายไปจากโลกนี้ได้โดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น...เพราะฉะนั้นอย่าทำให้ข้าอารมณ์เสียอีก”
เมื่อเห็นว่าเทียนเหยาที่สองกำลังจะเปิดประตูจากไป หยางเซี่ยก็กัดฟันอย่างไม่เต็มใจ
[ข้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้!]
[โอกาสอยู่ตรงหน้าของข้าแล้ว!]
[หากข้าไม่ทำอะไรสักอย่าง ข้าคงไม่มีทางที่จะแตะต้องจางหลินได้อีกต่อไป!]
ด้วยการตัดสินใจที่เด็ดขาด มันกล่าวออกมาเสียงดัง “ท่านเทียนเหยาที่สอง! ได้โปรดรอก่อน!”
ฝีเท้าของเทียนเหยาที่สองหยุดลงอย่างกะทันหัน “มีอะไรอีก?”
หยางเซี่ยค่อยๆลุกขึ้นมา ก่อนจะโค้งคำนับอีกครั้ง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าต้องการให้ท่านทำภารกิจอื่น ข้ามั่นใจว่าภารกิจนี้ไม่มีความเสี่ยงกับท่านอย่างแน่นอน”
ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของเทียนเหยาที่สองเผยให้เห็นถึงความสนใจ “โอ้? ลองว่ามา”
หยางเซี่ยค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาเผยให้เห็นดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความดุร้าย “ข้าต้องการให้ท่านสังหารสมาชิกทุกคนในตระกูลจางยกเว้นจางหลิน! เพียงเท่านี้ข้อจำกัดของชายชราลึกลับผู้นั้นก็จะหายไป! หากท่านทำได้ ข้ามั่นใจว่าท่านอาจารย์ของข้าจะตอบแทนท่านอย่างงดงาม”
แผนการของมันก็คือในเมื่อไม่สามารถสังหารจางหลินในตอนนี้ได้ อย่างน้อยก็ต้องสังหารจางหยินเซียวและนำสิ่งประดิษฐ์ระดับ 7 กลับไปให้แก่ปรมาจารย์ซูหยานให้ได้
นั่นคือความต้องการของมัน!
เพียงแต่ว่าเรื่องของสิ่งประดิษฐ์ระดับ 7 เป็นความลับระดับสูงสุด ฉะนั้นแล้วต่อให้เป็นเทียนเหยาที่สองก็ไม่สามารถให้เขารับรู้เรื่องนี้ได้
และอีกอย่างการสังหารขององค์กรเทียนเหยาล้วนแล้วแต่เด็ดขาดและไร้ร่องรอย ขอเพียงแค่มันไม่ได้ลงมือสังหารเอง ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถระบุตัวตนที่ผู้ที่สังหารตระกูลจางได้
เทียนเหยาที่สองหันกลับมา หากแต่เผยรอยยิ้มเย็นชา “ข้าเป็นมือสังหาร ไม่ใช่ทหารรับจ้าง สิ่งที่ข้าถนัดที่สุดคือการลอบสังหารโดยที่ไม่ทิ้งร่องรอยและโดยที่ไม่มีผู้ใดรับรู้ การจะให้ข้าสังหารหมู่คนจำนวนมากก็เท่ากับว่าศาลาเทียนเหยามีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเปิดเผย หากคนของสำนักจักรพรรดิดารารู้เรื่องนี้ แค่ค่าตอบแทนไร้สาระพวกนี้ไม่มีค่าพอที่ข้าจะต้องเอาตัวเองและพี่น้องของข้าไปเสี่ยง”
หยางเซี่ยรีบคุกเข่าอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่ไร้หนทาง “ท่านเทียนเหยา ข้าขอร้อง เรื่องนี้มีความสำคัญกับท่านอาจารย์เป็นอย่างมาก หากท่านสามารถเข่นฆ่าคนจากตระกูลจางได้ ข้าสัญญากับท่านในนามของท่านอาจารย์ว่าจะให้ท่านอาจารย์ปรุงเม็ดยาระดับ 6 ให้ท่านเป็นการส่วนตัวโดยที่ท่านไม่ต้องจ่ายแม้แต่แดงเดียว!”
รูม่านตาของเทียนเหยาที่สองหดลีบเท่ารูเข็ม น้ำเสียงของมันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน “เจ้าแน่ใจหรือไม่?”
หยางเซี่ยค่อยๆเงยหน้าขี้นมาและผงกศีรษะราวกับไก่จิกเมล็ดข้าว “ข้าขอเอาหัวข้าเป็นประกัน! สิ่งที่ข้าพูดนั้นเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน!”
เทียนเหยาที่สองลูบคางครุ่นคิดอยู่นานเพื่อชั่งน้ำหนักก็ดีข้อเสีย แต่ดวงตาของมันก็มีความสงสัยเล็กน้อยเมื่อจ้องมองไปยังหยางเซี่ยที่ไม่ยอมแพ้เสียที
แม้มันจะรู้ว่าเรื่องนี้มีบางอย่างผิดปกติ แต่เม็ดยาระดับ 6 นั้นเป็นสิ่งล่อใจชั้นดีที่แม้แต่ตัวของมันเองก็ยังยากที่จะปฏิเสธ
การจะปรุงเม็ดยาระดับ 6 ความยากไม่ได้อยู่ที่ระดับของเม็ดยา แต่อยู่ที่ระดับของสมุนไพรและความหายากของสมุนไพรในแต่ละชนิด แม้ว่าตอนนี้ปรมาจารย์ซูหยานจะเป็นเพียงแค่นักปรุงยาระดับ 5 แต่มันมั่นใจว่าอีกไม่เกินสองปี ปรมาจารย์ซูหยานจะกลายเป็นนักปรุงยาระดับ 6 ได้อย่างไม่ยากเย็น
หากมันทำภารกิจนี้สำเร็จ มันก็จะได้รับความโปรดปรานจากนักปรุงยาซูอย่างแน่นอน
หลังจากไตร่ตรองจนถี่ถ้วน เทียนเหยาที่สองก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “เอาล่ะ ก่อนที่ข้าจะลงมือ ข้าจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนว่าทุกอย่างตรงตามที่เจ้าบอกมาหรือไม่ หากเจ้าคิดจะโกหกข้าเฉกเช่นก่อนหน้านี้ ต่อให้เจ้าเป็นศิษย์สายตรงของนักปรุงยาซู เขาก็ไม่สามารถช่วยเจ้าจากคมกระบี่ของข้าได้!”
เมื่อเห็นว่าเทียนเหยาที่สองตอบรับ หยางเซี่ยโค้งคำนับด้วยความยินดีอย่างสุดซึ้ง “ผู้น้อยเข้าใจ!”
ทันใดนั้นราวกับว่ามันได้ยกภูเขาออกจากอก ดวงตาของมันค่อยๆเผยให้เห็นถึงความอำมหิตและความอาฆาตมาดร้ายที่หยั่งรากฝังลึก!
ในเมื่อไม่สามารถสังหารจางหลินได้ มันก็จะทำให้จางหลินได้พบกับฝันร้ายและความสิ้นหวังที่เขาจะจดจำไปจนวันตาย!
.
.
.
จางหลินเดินตามทางเส้นทางสัญจรอย่างยิ้มแย้มโดยมีตำราอยู่ในมือ ทุกที่ที่เขาไปเขาก็มักจะถูกทักทายโดยพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายที่ดูจะมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อเขามากขึ้น
เห็นได้ชัดว่าหลังจากข่าวถูกแพร่งพรายออกไป ตัวตนของจางหลินก็ถูกมองในแง่ดีมากขึ้น โดยเฉพาะกับหญิงสาวหลายๆคนที่จ้องมองจางหลินด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไป บางคนก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในรูปลักษณ์และบุคลิกนิสัยอันสุขุมที่เขาแสดงออกมา
ในขณะที่จางหลินกำลังจะเดินผ่านโรงเตี๊ยมหรูหรา เขาก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นราวกับยืนอยู่ท่ามกลางเทือกเขาน้ำแข็ง พร้อมกับทางโค้งเบื้องหน้าเผยให้เห็นร่างของชายวัยกลางคนที่มีผมสีเงินก้าวออกมาและเดินสวนทางกันกับเขา
ทันทีที่ร่างของทั้งสองอยู่ในระนาบเดียวกัน ชายในผมสีเงินเหล่หางตามองจางหลินอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วของมันขมวดชนกันเล็กน้อย ก่อนจะหันสายตากลับไปมองยังเส้นทางสัญจรเฉกเช่นเดิม
แต่เมื่อจางหลินเดินผ่านร่างนั้นไป เหงื่อเย็นๆของเขาก็ไหลผ่านกลางหลังโดยไม่ได้ตั้งใจ เขารู้สึกมึนหัวราวกับว่ากลิ่นคาวเลือดจากร่างนั้นทำให้เขารู้สึกอยากจะอาเจียนออกมา
[คนผู้นี้เป็นใคร?]
[รัศมีของเขาเทียบได้กับปรมาจารย์ซูหยานเลยด้วยซ้ำ]
ด้วยความสงสัยและตื่นตกใจ จางหลินจึงรีบหันหลังกลับไปมอง
แต่เมื่อหันกลับไปก็พบว่าชายผมสีเงินไม่ได้อยู่บนเส้นทางสัญจรแล้ว ซึ่งนั่นทำให้คิ้วของเขาขมวดชนกันด้วยความสงสัย “ตั้งแต่เมื่อใดที่เมืองหยางโจวเคยมีบุคคลที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้อยู่?”
หลังจากพบว่าชายผมสีเงินนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย จางหลินก็ทำได้เพียงส่ายหน้าเบาๆและเดินต่อไป
จากนั้นเขาก็มายืนอยู่ตรงหน้าโรงเตี๊ยมอีกหลังที่อยู่ห่างออกไป ก่อนจะเดินเข้าไปและนั่งลงที่มุมๆหนึ่งติดกับหน้าต่าง
โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นโรงเตี๊ยมขนาดกลางที่มีผู้คนมาพักไม่มากนัก และมีโต๊ะที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับรับประทานอาหารประมาณสิบโต๊ะ ซึ่งขณะนี้หกโต๊ะได้ถูกจับจองไปแล้ว ซึ่งจางหลินเองก็นั่งลง โดยมีสาวใช้มารินชาให้
การมาถึงของจางหลินทำให้ใครหลายๆคนอดไม่ได้ที่จะมองเขาด้วยความเห็นอกเห็นใจ แต่เถ้าแก่ของร้านกลับรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่นายน้อยของตระกูลจางมานั่งอยู่ในโรงเตี๊ยมเล็กๆของเขา
เถ้าแก่เดินออกมาทักทายจางหลินอย่างสุภาพ “นายน้อยจาง ไม่ทราบว่ามีอะไรให้รับใช้หรือไม่?”
จางหลินที่กำลังตั้งใจอ่านตำราเพียงแค่โบกมือเล็กน้อย “ข้าแค่มารอใครบางคน ท่านคงไม่รังเกียจใช่หรือไม่?”
“เอ่อ…” เถ้าแก่เกาศีรษะเล็กน้อยก่อนจะยิ้มแห้งๆ “เชิญนายน้อยจางตามสบาย”