บทที่ 6
เริ่มเก็บเงินได้
เริ่มเก็บเงินเป็กอบเป็กำหลังจากทำงานมาประมาณเจ็ดวันที่โรงสุราแห่งนี้ ค่าจ้างวันละยี่สิบเหรียญทองแดง แม้ว่าจะเป็จำนวนที่ไม่มากนัก
แต่ว่าถ้าทำสองคนค่าจ้างเลยได้วันนึง 40 เหรียญทอง หักค่ากินแล้วก็ของใช้ไปในตอนนี้เจ็ดวันเก็บเงินได้รวมกับของเก่า
หักลบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้มีเงินเก็บอยู่สองร้อยเหรียญทองแดง พวกนางทั้งสองประหยัดเงินอย่างเต็มที่
แทบจะไม่ซื้อของใช้อะไรเลย ถือว่าโชคดีเสื้อผ้าที่สวมใส่ต่างฝ่ายต่างคุณมาจากเมืองหลวง มันเลยทำให้มีเสื้อผ้าดีดีใส่โดยที่ไม่ต้องไปซื้อหรือว่าหาเสื้อผ้าใหม่ ของใช้จำเป็ส่วนใหญ่ก็มีอยู่เลยสามารถใช้ใน่นี้ไปได้บ้าง
ซูฉีทำงานหนักมาเจ็ดวันเต็มเต็ม เงินเก็บที่ได้มาถือว่ามากแล้ว
ใน่ยามเย็นก่อนจะเดินทางไปทำงานที่โรงสุรา
โต๊ะกลมในบ้านเก่าๆของทั้งสอง เหรียญทองแดงทรงกลมประมาณสองร้อยเหรียญถูกวางอยู่บนโต๊ะ ซูฉีนั่งกอดอกจ้องมองพวกมันพร้อมกับขมวดคิ้ว
‘ สองร้อยหรียญทองแดง ถ้าประเมินถึงค่าใช้จ่ายในแต่ละวันจำเป็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในแต่ละวันประมาณ 10 เหรียญทองแดง แต่นั่นก็ไม่ใช่ทุกวันบางทีอาจจะซื้ออาหารมาทำกินเองอาจจะเสียเงินน้อยกว่านั้น ’
‘ แต่ว่านะค่าเงินภายใน โลกนิยายมันแบ่งออกเป็สามเงินใหญ่ๆ ’
‘ โดยค่าสกุลเงินส่วนใหญ่เงินทองแดงจะเป็ค่าเงินที่ต่ำที่สุด โดยร้อยเหรียญทองแดงมันจะเทียบเท่ากับหนึ่งตำลึงเงิน ร้อยตำลึงเงินก็เทียบเท่ากับหนึ่งตำลึงทอง ’
‘ การใช้ชีวิตภายในโลกใบนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก แถมยังเป็ภายในเมืองแห่งนี้อีก ’
‘ ใช้ชีวิตภายในสถานที่แห่งนี้มาหนึ่งสัปดาห์เต็มเต็มแล้วเริ่มคุ้นชินกับงานที่ทำ แต่ว่าสังคมภายในเมืองมันต่างกันออกไป ’
‘ โรงสุราที่ทำอยู่แม้ว่าจะทำอยู่บริเวณด้านหลังร้าน แต่ก็ลองออกไปมองดูด้านหน้าร้านดูเพราะเห็นว่ามีพวกน่ากลัวมากมาย ’
‘ เมืองแห่งนี้ไม่ได้สวยงามเหมือนกับเมืองหลวง มีพวกฆาตกรมีพวกนักเลงแล้วก็มีพวกอันธพาล ’
‘ ถ้าอยากให้คุณภาพชีวิตของตนเองดีขึ้นก็จำเป็จะต้องเก็บเงินแล้วก็ทำอะไรซักอย่าง แต่ว่าจะทำอะไรได้ล่ะมันเพียงแค่นี้การดำรงแล้วใช้ชีวิตไปในแต่ละวันอย่างยากเลย ’
ลี่ถังทั้งมองเห็นคุณหนูของนางแสดงใบหน้าครุ่นคิดมองเงินพวกนั้น
“ มีอันใดหรือไม่เ้าคะคุณหนูเหตุใดจึงแสดงใบหน้าแบบนั้น? ” นางเอียงคอสงสัย
“ เงินพวกนี้เ้านำเอาไปเก็บเอาไว้ใต้แผ่นไม้ ”
“ ใต้แผ่นไม้อย่างนั้นหรือเ้าคะ? ”
“ ใช่แล้วใต้แผ่นไม้บ้านของพวกเราไม่ปลอดภัยเลยสักนิด มีรูมากมายแถมยังไม่มีอะไรที่สามารถกั้นผู้คนเข้ามาได้อีก ”
“ เงินพวกนี้เราไม่สามารถพูดออกไปด้านนอกด้วยตัวคนเดียวได้ ภายในเมืองเ้าก็รู้ดีมีทั้งโจรและ อัธพาล ”
“ พวกเราต้องเก็บมันเอาไว้เป็อย่างดีนี่คือเงินพวกเราแลกมาด้วยการใช้เวลาทำงานตั้งหลายวัน ”
“ แล้วคุณหนูจะเอาเงินพวกนี้ไปทำมันได้อย่างนั้นหรือเ้าคะ? ”
“ อย่างแรกคงจะต้องซ่อมแซมบ้านของพวกเราก่อนในตอนนี้มันไม่รู้มากมายถ้าเกิดว่าฤดูหนาวมาถึงพวกเราคงได้หนาวตายอย่างแน่นอน ” ซูฉีมีความคิดอยู่แล้ว
นางรู้ดีว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือที่อยู่อาศัยแล้วก็พวกของใช้ต่างๆ อย่างแรกต้องซ่อมแซมบ้านที่เต็มไปด้วยรู้และไร้ซึ่งความปลอดภัยนี่ก่อน
พวกนางเป็เพียงแค่หญิงสาวสองคนไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แถมนี่ยังไม่นับรวมหน้าหนาวที่มันยังไม่มาถึง
ถ้าหน้าหนาวมาถึงและนางไม่มีพวกเครื่องสวมใส่รวมไปถึงไม่ได้ซ่อมแซมบ้าน พวกนางคงจะต้องพบเจอความทรมานถึงอาจต้องแข็งตายก็ได้
เพราะแบบนั้นในตอนนี้ที่อยู่อาศัยถือว่าเป็เื่สำคัญที่สุด หลังจากที่ทำการจัดแจงสนทนากันเสร็จเรียบร้อย
ทั้งสองได้เดินออกมาด้านนอกเตรียมพร้อมจะเดินทางไปทำงานที่โรงสุราที่เป็ที่ทำงานของตน
ในขณะที่กำลังจะเดินออกไป ซูฉีมองเห็นท่านป้สผู้หนึ่งที่กำลังถือของอยู่ นางถือของมากมายพะรุงพะรังไปทั้งมือ
ซูฉีเดินตรงเข้าไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสนอตัวช่วยนาง “ ให้ข้าช่วยนะเ้าคะ!!! ”
ท่านป้าผู้นั้นหันมามองเห็นซูฉีจึงผงะแล้วก็พูดขึ้น “ โอ๋นางหนูที่ทำงานอยู่ที่โรงสุราของเถ้าแก่จื่อ ”
ทั้งสองรู้จักกันอยู่แล้วท่านป้าผู้นี้อาศัยอยู่ใกล้ใกล้โรงสุรานางเป็คนอัธยาศัยดี มักจะชวนซูฉีสนทนาอยู่เป็ประจำแล้วก็ไม่เคยรังเกียจที่ตัวของนางทำงานอยู่ที่โรงสุรา
ซูฉีแสดงรอยยิ้มรับของจากนางเอาไว้อย่างเต็มใจ แต่เมื่อนางรับของนั้นเอาไว้ ภาพเหตุการณ์แปลกประหลาดปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ตึ้ง!!! เสียงภายในหัวที่ดังกังวาล
ภาพบางอย่างที่ปรากฏขึ้นภายในหัวเป็ภาพข้อความปริศนา
[ ช่วยคนถือของได้รับแต้มความดีเพิ่มขึ้นหนึ่งแต้ม ]
สิ่งนั้นปรากฏขึ้นมาภายในหัวเป็ภาพแว๊บนึง ซูฉีดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจเป็แบบนี้อีกแล้ว นางไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไรกันแน่
แต่ว่ามันมักจะเป็แบบนี้ก่อนหน้านี้มันก็เคยเป็ตอนที่ช่วยท่านยายผู้นั้นนั่นคือการปรากฏเหตุการณ์แบบนี้ครั้งแรก
แต่ว่าหลังจากนั้นนางก็เคยปรากฏเหตุการณ์แบบนี้อีกประมาณสองถึงสามครั้ง
จนถึงณตอนนี้มันกลายเป็เื่ที่นางรู้สึกสงสัยมากขึ้นไปอีกว่ามันคืออะไรกันแน่
ซูฉีเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ภายในใจเดินถือของพวกนั้นมุ่งตรงไปส่งท่านป้าถึงหน้าบ้านเพราะว่าเดินไปในทางเดียวกัน
หลังจากที่ส่งนางเรียบร้อยแล้วหนึ่งน้อยหนึ่งบ่าวก็ไปทำงานที่โรงสุราเช่นทุกวัน
แต่ในวันนี้แตกต่างออกไปซูฉีรู้สึกสงสัยในสิ่งที่ปรากฏขึ้นกับตนเอง ทำให้นางทำงานอย่างจิตใจล่องลอยเอาแต่คิดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น
จื่อหรานผู้เป็เถ้าแก่ของโรงสุรา เดินตรวจตรางานภายในร้านพอดีเดินผ่านมาเห็นซูฉี ที่ผ่านมานางทำงานดีมาโดยตลอดไม่เคยอู้เลยแม้แต่น้อย
แต่ในครั้งนี้จิตใจล่องลอยราวกับว่าตนเองนั้นกำลังคิดบางอย่างอยู่ นางสงสัยคิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันนี่เป็ครั้งแรกที่เถ้าแก่ผู้นี้แสดงอารมณ์ออกมาจากใบหน้า
ซูฉีใช้มือของตนเองเช็ดหายสุราไปมา ในขณะที่แววตากำลังครุ่นคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ กำลังคิดอะไรของเ้าอยู่!! ”
เสียงนั้นดังขึ้นซูฉีที่กำลังเช็ดไหสุราสะดุ้งตัวลอย นางเอามือทั้งสองข้างมาทาบหน้าอกแล้วก็มองตรงไปที่เถ้าแก่จื่ออย่างตระหนก
“ เถ้าแก่!!! ”
“ ขออภัยเ้าค่ะข้าคิดบางอย่างมากไปหน่อย จะทำงานต่อแล้ว ” ซูฉีก้มศีรษะของตนเองและเริ่มทำการหยิบผ้าเช็ดไหสุราต่อ
จื่อหรานเงียบนิ่งไปสักพัก นางก้าวเท้าเข้าไปใกล้ๆพลางเปล่งเสียง “ ไม่ต้องทำแล้วตามเข้ามาค่ามีเื่ที่อยากจะสนทนากับเ้า ”
ซูฉีแสดงใบหน้างุนงง นางใช้ดวงตามองตรงไปที่เถ้าแก่จื่ออย่างสงสัย
แต่หลังจากนั้นก็เดินตามทางไปที่ห้อง ภายในห้องของเถ้าแก่มีโต๊ะยาวหนึ่งโต๊ะ บนโต๊ะมีเอกสารมากมาย แถมภายในห้องถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟและมีตำราและชั้นหนังสือ
มันดูเรียบง่ายกว่าที่คิดแต่ว่าภายในห้องมันใหญ่โตเป็อย่างมาก ชูฉีเดินเข้ามาอย่างแปลกหูแปลกตา นางใช้ดวงตาสำรวจมองรอบๆอย่างไม่วางตา
ภายในใจก็คิดว่าหรือว่าเถ้าแก่จะทำการไล่นางออกแล้ว จื่อหรานนั่งลงที่เก้าอี้เหลือบตามองซูฉี
ซูฉีผงะใ แม้ว่าจะทำงานที่นี่มันดึกสัปดาห์เต็มเต็มแล้ว แต่ก็ยังไม่คุ้นชินกับสายตาของเถ้าแก่จื่อ
สายตาของนางดูน่ากลัวเป็อย่างมาก โดยเฉพาะในยามนี้ที่จ้องมองมาดูน่ากลัวเป็พิเศษ อาจจะเป็เพราะว่าสายตาของนางไม่สามารถคาดเดาได้ว่านางนั้นคิดอะไรอยู่
เงียบนิ่งทั้งคู่ภายในห้องนี้ตกอยู่ในความเงียบสักพัก ก่อนที่จื่อหรานจะพูด “ เ้าเดินทางมาจากเมืองหลวงใช่หรือไม่? ”
ซูฉีพยักหน้า หรือว่าตัวของนางจะมีความแค้นกับซูมี่ที่เป็นางร้อนในนิยายเื่นี้
นางทบทวนความทรงจำของตนเองที่อ่านมาภายในหรือยายพยายามไล่รายชื่อดู ก็จำได้ว่าซูมี่ไม่เคยสร้างความแค้นกับเถ้าแก่จื่อ
“ มีอะไรอย่างนั้นหรือเ้าคะ? ”
“ ถ้าเดินทางมาจากเมืองหลวงมองดูจากผิวพรรณของเ้าไม่น่าใช่คนธรรมดา คงจะรู้หนังสือสินะ ”
ซูฉีกระพริบตาอย่างประหลาดใจ
“ ข้าอยากไห้ตัวของเ้ามาดูแลบัญชีภายในโรงสุรา ”
“ เอ๋? ” ซูฉีงุนงง มองตรงไปที่เถ้าแก่จื่อดวงแววตาที่เต็มด้วยคกถาม
จบบท