หลังจากการช่วยเหลือชาวบ้านศิลาและชาวบ้านที่ถูกช่วยเอาไว้ได้กลับเข้ามาสมทบและอาศัยอยู่ในค่ายและชาวบ้านบางส่วนก็ได้กลับคืนสู่ครอบครัวอีกครั้งพร้อมกับชาวบ้านทั้งหมดในหมู่บ้านที่เป็นนักรบและซามูไรได้ถวายสัจเป็นข้ารับใช้ของศิลาถือว่าเงื่อนไขแรกของศิลาในการรวบรวมกองกำลังทหารในทวีปมืดประสบผลสำเร็จ
หลังจากนั้นก็ผ่านมาเป็นเวลาห้าวันศิลาใช้เวลาสามวันไปกับการเรียนวิชาดาบไทยและมวยไทยโบราณจากทองเหม็นและหนมต้มหลังจากนั้นก็ได้ใช้เวลาพูดคุยกับชาวบ้านตรวจสอบสำรวจทั่วค่ายไปอีกครึ่งวันหมู่บ้านยามนี้เต็มไปด้วยความคึกคักและความปิติสุขทั้งลูกเด็ก คนแก่ หนุ่มสาว กลายเป็นภาพแห่งชีวิตอีกครั้ง
ภายในกระท่อมไม้บ้านพักของศิลาเขายังคงนั่งสมาธิเพื่อฝึกควบคุมพลังในร่างและกำลังคิดค้นสกิลใหม่ๆขึ้นมาเพื่อใช้งานยามนี้สภาพจิตใจของศิลาสงบนิ่งดุจน้ำแข็งมั่นคงยิ่งกว่าขุนเขาไม่สั่นคลอนเขาค่อยๆขยับเปลือกตาและลืมตาขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบสองวันเผยให้เห็นนัยน์ตาเย็นยะเยือกว่างเปล่าสงบนิ่งดูเย็นชาทั่วร่างแผ่สัมผัสความน่าเกร็งขามออกมาจนเกิดเป็นออร่าสีทอง
ในวันนี้และหลังจากนี้ศิลาพร้อมแล้วที่จะเผชิญกับศัตรูในหิมพานต์และสัตว์ในเทวะตำนานหลังจากศิลาลืมตาก็เดินออกมาจากบ้านพักหรือกระท่อมโดยมีสามพี่น้องและฟ้าครามนั่งรออยู่หน้าบ้านทันทีที่เห็นหน้าศิบาฟ้าครามก็พุ่งเข้ากอดชายหนุ่มทันที
“คิดถึงจังคะ สองวันแหนะที่ไม่ได้เจอ” เธอพูดพร้อมกับยื่นหัวให้ศิลารูบอย่างเอ็นดู
“ก็พี่ฝึกวิชานี่คะแล้วให้คนไปจัดการเรื่องเรียนเป็นไงบ่าง กล้าออกไปเรียนแน่นะ” ศิลาถาม
“อยู่แล้ว” เจ้าหล่อนตอบอมภูมิ “ไปกันเถอะ” ศิลาพูดกับทั้งสี่ด้วยสีหน้าจริงจัง
วันนี้เขามีภารกิจที่รับปากไว้กับฮารุที่ต้องทำจุดมุ่งหมายคือท้ายหมู่บ้านป่าต้องห้ามซึ่งมีปราสาทจันทราตามปกติแล้วคนในหมู่บ้านจะไม่ยินยอมให้ใครเข้าไปพวกเขามีหน้าที่ปกป้องปราสาทจันทราเอาไว้นับต้องแต่ย้ายมาหรืออีกในหนึ่งสำหรับศิลาแล้วมันก็คือรางวัลจากภารกิจที่เขาได้ช่วยเหลือชาวบ้านเอาไว้ได้ซึ่งฮารุได้ไว้วานให้เขาเข้าไปตรวจสอบภายในปราสาทโดยไอเท็มทั้งหมดในปราสาทเขาสามารถนำกลับไปได้ตามต้องการ
“วันนี้ต้องได้เจอกับตัวประหลาดแน่” ศิลาพูดอมยิ้มทั้งหมดพยักหน้ารับคำด้วยสีหน้ามุ่งมั่นเตรียมพร้อมทั้งกายและใจ
กล่าวจบศิลาก็ออกเดินไปตามทางในหมู่บ้านโดยมีทั้งหมดเดินตามมาด้านหลังควงแขนโดยฟ้าครามบรรยากาศในยามเช้าของหมู่บ้านดูสงบและเต็มไปด้วยควันไฟจากการทำครัวของบ้านแต่ละหลังเด็กเล็กออกมาวิ่งเล่นกันแต่เช้าเขาเดิรมุ่งหน้าไปยังท้ายหมู่บ้านเมื่อมาถึงก็พบว่าฮารุ ทองเหม็นและหนมต้มได้มายืนรอเขาอยู่แล้ว
ทองเหม็นพกดาบทรงไทยสองเล่มแต่งกายด้วยชุดนักรบแบบชาวบ้านสีแดงสมัยบางระจันทร์ หนมต้มอยู่ในชุดเดียวกับทองเหม็นมือทั้งสองคาดเชือกสีขาว ฮารุอยู่ในชุดยูคาตะสีดำและดาบคาตานะสีทองข้างเอว
“สวัสดีครับคุณศิลาได้พักผ่อนบ่างหรือเปล่า” หนมต้มเอ่ยถาม
ศิลาส่ายหน้า “ไม่เลยครับฝึกควบคุมพลังตลอดสองวันสองคืนเลย”
“แบบนี้จะไหวหรือไงเนี่ย” ฮารุพูดขึ้นปนห่วง
“งั้นเดี๋ยวพวกเราจะช่วยท่านพิชิตปราสาทจันทราอีกแรงก็แล้วกัน” ทองเหม็นพูดขึ้น
หลังจากคุยจบฮารุ ทองเหม็น และหนมต้มก็ได้เดินนำทางศิลาเข้าไปในป่าท้ายหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่คล้ายกับป่าอเมซอนใช้เวลาอีกประมาณสองชั่วโมงทั้งหมดก็มาถึงยังผาสีขาวทองสูง100 เมตร
ศิลาเงยหน้ามองไปด้านบนก็พบเข้ากลับปราสาทสีขาวทองตั้งตระหง่าอยู่บนยอดผาแผ่ออร่าคลื่นพลังออกมาตลอดเวลา
“คลืนพลังแบบนี้มันช่างคุ้นเคยจริงๆ” ศิลาเปรยออกมาก่อนจะหันไปมองฟ้าคราม
ใช่แล้วเป็นคลื่นพลังแบบเดียวกับพลังเวทมนต์ของฟ้าครามแผ่ออร่าและสัมผัสแบบเดียวกับที่เขาเจอฟ้าครามครั้งแรกไม่มีผิด
“นั่นคือสัตว์อสูรเจ้าถิ่นครับ อสูรจันทรา” หนมต้มพูดพร้อมกับชี้ให้ศิลาดูหน้าปราสาท
เขาเห็นสัตว์อสูรคล้ายคนแต่งกายด้วยชุดเกราะสีทองนวลมือขาวถือหอกสีแดงเลือดใบหน้าคมเข้มผมสีแดงยาวถึงกลางหลังกลางหน้าผากมีสัญญาลักษณ์จันทร์ครึ่งเสี้ยวสีขาวประทับไว้
ศิลาใช้เนตรมารตรวจสอบ
“สัตว์อสูรระดับเทพเจ้าดีมูน ระดับ230 ธาตุ ว่างเปล่า!?” ศิลาขมวดคิ้วย่นเข้าหากันทันทีเมื่ออ่านค่าสถานะบางส่วนของดีมูน
“ธาตุว่างเปล่ามันมีด้วยหรือเนี่ย” เขาสงสัย
ทั้งหมดค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ปราสาทจันทรา
“เดี๋ยวนะ” ศิลาหยุดมองหน้าฮารุ “พวกเธอพึ่งย้ายมาแต่บอกว่ามีหน้าที่ปกป้อวิหารจันทราและป่าแห่งนี้ผมไม่เข้าใจทั้งที่วิหารก็มีสัตว์อสูรคอยปกป้องอยู่แล้วและใครสั่งให้พวกคุณทำหน้าที่ปกป้องวิหารละป่าต้องห้าม”
“เทพไง” ทองเหม็นหันมาพูด “เทพตนหนึ่งได้มาบอกกับพวกเราเป็นชายแก่สวมชุดเกราะสีม่วงบนหัวสวมหมวกทำจากกระดูกรูปสัตว์แปลกๆมีเขี้ยวด้วยนะพลังปราณก็สุดยอดยังช่วยสอนพลังปราณให้พวกเราเลย”
“อ๋อครับเราไปกันต่อเถอะ” ศิลารับคำก่อนทั้งหมดจะเดินเข้าไปใกล้ปราสาทจันทรายิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ศิลายิ่งรู้สึกได้ถึงความวิจิตรปราณีตงดงามของปราสาท
“นายท่านผมสัมผัสได้ถึงพลังปราณคล้ายๆกับปราณสะบั่นเมลัยจากชาวบ้านพวกนี้” สัมพาทีพูดผ่านจิตศิลาพยักหน้าเชิงรับรู้ก่อนจะพูดขึ้น
“รูปปั้นนี่มัน” ศิลามองไปยังหน้าประตูทางเข้า
พวกเขาอยู่ห่างจากปราสาท100 เมตร ศิลามองประตูสูง16เมตรทำจากหินศิลาด้านบนประตูมีรูปปั้นหญิงสาวแสนงดงามยืนถือผลึกสีดำอยู่ในมือ
ศิลามีสีหน้าปั้นยากเมื่อมองรูปปั้นนั้นซึ่งหญิงสาวรูปปั้นไม่ใช่ใครอื่นเลยหากแต่คือแม่หวานใจของเขาชนิดเรียกได้ว่าถอดมาทุกระเบียบนิ้วทั้งความสูงเอวเว๋าอรชรใบหน้าคมหวานน่ารักดวงตาสุกสระกราว
“หึ!...” ศิลาหัวเราะในลำคอแววตาฉายความตื่นเต้นออกมา “อีแบบนี้ได้สนุกแน่ๆ” เขาหันไปมองฟ้าคราม
“เค๊าไม่รู้อะไรเลยนะ” เธอตอบส่ายหัวไปมาโบกไม้โบกมือ
“ไม่เป็นไรพี่ไม่ได้คิดจะให้น้องมาตอบหรือบอกข้อมูลสำคัญอะไรอยู่แล้วแค่นี้พี่ก็โกงคนอื่นมากพอแล้ว” เขาตอบหน้าชื่นมึนตึง
ในขณะที่ศิลากำลังคุยกับฟ้าครามฮารุก็ได้เข้าไปเจรจากับดีมูนซึ่งดีมูนมองมายังฟ้าครามก็ยอมให้ศิลาผ่านเข้าไปได้พร้อมกับทุกคนซึ่งเหตุที่ดีมูนยอมนั้นเพราะเจ้านายของมันได้ติดตามศิลามาด้วยนั่นคือฟ้าคราม
“น้องฟ้าหอคอยที่พี่เจอน้องใช่ที่สถิตของเทพพีรัตติกาลหมายถึงของตัวละครภูติความมืดก่อนที่น้องจะมาควบคุมจริงหรือเปล่า” ศิลาหันมาถามหญิงสาวในขณะที่ฟ้าครามกำลังเอาสองมือเปิดประตู
“เปล่าค่ะ...ฟ้าสร้างขึ้นมาเอง”
“ว่าแล้วเชียวภูติแต่ละตนย่อมต้องมีที่สถิต แต่ว่าไอ้ตัวที่ฮารุบอกว่าเป็นเทพนั่นได้เข้ามาอยู่แทนฟ้าครามแล้วมันตัวอะไรรู้ได้ยังไงแถมกระแสพลังปราณแบบนี้มันคุ้นมาก” เขาพึมพัม
“ภายในนี้มีกับดักกลไกรเวทมนต์ติดตั้งเอาไว้ดูให้ดีนะครับ” หนมต้มพูดขึ้นชี้ไปทางทองเหม็น
ศิลาจ้องมองเหตุการณ์เบื้องหน้าเพื่อดูสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเมื่อหนมต้มพูดจบเห็นคลื่นพลังปราณสีม่วงแฝงพลังเวทมนต์ก่อตัวเป็นรูปจันทร์เสี้ยวขนาดครึ่งเมตรพุ่งเข้ามาโจมตีทองเหม็นด้วยความเร็วสูง
ศิลามองซ้ายขวาพบว่ามีแต่ทางยาวแคบไม่มีที่ให้หลบและเมื่อทองเหม็นเห็นแบบนั้นก็ตวัดดาบทรงไทยในมือซ้ายขวาแฝงด้วยสำนึกพลังปราณสีแดงฉานฟันใส่คลื่นพลังจันทร์เสี้ยวนั้นอย่างกระทันหันเกิดเสียงระเบิดดังตูมสนั่นพร้อมกับคลื่นพลังแตกระเบิด
ทว่าแทนที่คลื่นพลังจันทร์เสี้ยวจะแตกสลายกลับแตกระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆแหลมคมนับร้อยเข้าโจมตีทองเหม็นทั่วทุกทิศทางจนร่างของทองเหม็นถูกเศษคลื่นพลังคล้ายกับเศษกระจกแตกแทงร่างทั่วตัวจนเลือดสีแดงฉานสาดกระจาย
อ๊าก!.....
ทองเหม็นร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดโหยหวนสุดเสียงจนคนฟังรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวด ศิลากำลังจะดีดตัวเข้าไปช่วยทองเหม็นแต่ก็ถูกฮารุขัดเอาไว้
“อย่าตรงนี้ให้เป็นหน้าที่พวกเราเอง” ฮารุหันมาบอกกับศิลา
เพียงเสี้ยววินาทีพื้นทั่วบริเวณสีทองนวลก็ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานเด่นสะดุดตาทองเหม็นทรุดร่างลงกองกับพื้นห่างออกไปจากกลุ่มของศิลาสี่เมตรแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สาหัสถึงชีวิต
“ท่านทองเหม็นพอเถอะเดี๋ยวผมหาทางเอง” ศิลาตะโกนบอกพร้อมกับทองเหม็นค่อยรุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากก่อนจะพูดขึ้นเสียงติดขัด
“ข...ขอให้ข้าได้ตอบแทนท่านเถิดหาไม่แล้วชีวิตข้าคงนอนตายตาไม่หลับ” ศิลาสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นในน้ำเสียงนั้นจนขนรุกสู่นับถือในความจริงใจของคนเหล่านี้
“แต่ว่านี่มันอะไรกันคะ” ฟ้าครามตลึงกับกลไกรเวทมนต์ประหลาดที่แอบแฝงตามทาง “ฟ้าไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลยไม่คิดว่าก่อนฟ้าจะเข้ามาแทรกแทรงควบคุมตัวละครเทพีรัตติกาลจะใช้ชีวิตอยู่ในวิหารนี้” ฟ้าครามตลึงเพียงแค่วิหารยังมีพลังมากมายขนาดนี้
ซึ่งก่อนที่ฟ้าครามจะเข้ามาควบคุมตัวละครเทพีรัตติกาลหรือภูติแห่งความมืดทางผู้พัฒนาเกมได้ตั้งใจไว้ว่าจะดวงใจภูติธาตุน้ำเป็นขิ้นสุดท้ายที่ผู้เล่นจะได้ครอบครองและดวงใจภูติธาตุความมืดพวกเขาตั้งใจจะให้สัตว์เทวะหรือสัตว์อสูรในทวีปมืดได้ครอบครองเนื่องจากดวงใจภูติมีความพิเศษบางอย่างแต่เนื่องจากฟ้าครามอยากจะเจอศิลาในเกมและเห็นว่าเทพพีรัตติกาลถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้ต้นแบบมาจากเธอฟ้าครามจึงเลือกใช้ตัวละครเทพพีรัตติกาลทำให้ทุกอย่างคาดเคลื่อนไปจนหมด
แต่ชิงหลงก็ยังดีใจอยู่บางอย่างที่ศิลายังไม่ค้นพบความสามารถพิเศษของดวงใจภูติธาตุความมืด
ศิลาใช้เนตรมารตรวจสอบค่าพลังชีวิตของทองเหม็นพบว่าเหลือเพียง100 หน่วย จากนั้นหนมต้มก็เข้าไปปะทะกับคลื่นจันทร์เสี้ยวลูกที่สองสภาพต่อมาก็ไม่ต่างจากทองเหม็นศิลาตรวจสอบพลังชีวิตของทองเหม็นก็พบว่าเหลือ100 หน่วย จากนั้นก็ฮารุเธอเองก็พลังชีวิตเหลือ100 หน่วย ศิลาขมวดคิ้วย่นครุ่นคิดก่อนจะพูดขึ้น
“อย่างที่นายเห็นคลื่นพลังพวกนี้จะเข้ามาโจมตีผู้ที่ล่วงล้ำแต่จะไม่ทำให้ถึงตาย” ฮารุพูดขึ้นก่อนที่สดายุจะใข้เพลิงรักษาคนทั้งสามจากนั้นฟ้าครามก็พูดขึ้นต่อ
“นี่เป็รวิหารจันทราหรือก็คือของฟ้าขอฟ้าลองหน่อยนะคะ” เจ้าหล่อนหันมามองหน้าศิลา
ฟ้าครามเดินลึกเข้าไปด้านในเป็นอย่างที่คิดคลื่นพลังจันทร์เสี้ยวพุ่งเข้ามาโจมตีฟ้าครามเธอรีบใช้ดาบสะบั่นเมลัยฟันต้านทานจากนั้นก็เป็นอย่างที่พวกทองเหม็นเผชิญเศษเหล่านั้นพุ่งเข้าโจมตีฟ้าครามจนพลังชีวิตเหลือ100 หน่วยคลื่นพลังนั้นก็สลายไป
‘แสดงว่าคลื่นพลังเหล่านี้หรือกลไกรเวทมนต์นี้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากไอ้ตัวที่อยู่ข้างใน’ ศิลายืนคิดในใจมองดูหาหนทางสมองแล่นปราด
“โอเคน่ะคะ” ศิลาหันไปถามเจ้าหล่อนที่สดายุกำลังรักษาให้
“โอเคค่ะ แล้วพี่ศิจะทำยังไงคะ” ฟ้าครามถามมองไปทั่วกำแพงผนังทางเดินพื้นที่เต็มไปด้วยกลไกรเวทมนต์
“สดายุลองเข้าไปดูสิ” ศิลาหันไปสั่ง
“พี่ศิสดายุยัง!...” ฟ้าครามขัดไม่เห็นด้วยทันที
“ผมไปเองครับเจ้านาย” สัมพาทีพูดก่อนจะเดินเข้าไปด้านในเสี้ยววินาทีนั้นสัมพาทีก็เร่งพลังเกิดเป็นคลื่นสีแดงเลือดอาบไปทั่วร่างก่อนจะดีดเท้าพุ่งตัวผ่านเข้าไปด้านในด้วยความเร็วเห็นเพียงเส้นสีแดงราวสายฟ้าแล่น
ห่างออกมาด้านนอกวิหาร
บนยอดไม้สูงห่างออกมา200 เมตร ปรากฎเงาสามเงากำลังยืนมองวิหารที่พวกศิลาเข้าไปนัยน์ตาของเงาทั้งสามคล้ายคนทอแสงสีทองสกิลตรวจสอบหรือมองทะลุพวกเขากำลังจ้องมองเหตุการณ์การกระทำของพวกศิลาอย่างพิจารณาพร้อมกับนัยน์ตาแข็งกร้าวจากนั้นหนึ่งในเงาทั้งสามก็พูดขึ้น
“ชายที่มีสัตว์อสูรกับเทพีรัตติกาลคอยรับใช้นั่นนะหรอที่ชื่อศิลา ที่คนพวกนี้ถวายสัจเป็นข้ารับใช้และช่วยเหลือเหล่าชาวบ้านทำภารกิจรับสำเร็จจนได้ของรางวัลเป็นกองกำลังนักรบดูท่าแล้วก็ไม่เท่าไหร่เลยนี่หรือนายคิดว่าไงอึบมันจัง” เขาหันไปถามกับเพื่อนข้างกาย
“จากสายสืบบอกมาเช่นนั้นแถมชายที่ชื่อศิลายังเป็นคนพิชิตหอคอยได้อีกแต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นตายจริงหรือกลลวงกันแน่มีแต่พวกสมาพันธ์ฮีโร่เท่านั้นที่รู้” จากนั้นอีกเงาหนึ่งก็พูดขึ้น
“ฉันว่ามันน่าจะตายจริงนะ ดูสิอ่อนแอจะตายไปไม่น่าเชื่อว่าออร่าพลังแบบนี้จะเอาไปสังหารใครได้คิดไก้อย่างเดียวคือมันตายในสงครามพิชิตหอคอยแล้วระดับลดเราเข้าไปเชือดมันเลยดีไหมมันตายไปแล้วครั้งหนึ่งฆ่าอีกไม่กี่ครั้งมันก็เข้าเกมไม่ได้แล้ว” เงาที่สามตอบ
“ใจเย็นๆก่อนตับหวานจุง พวกเราตามจับตาดูอีกระยะก่อนแล้วกัน” ชายคนแรกนามติดคุกยิ่มแฉ่งพูดขัดเพื่อน
“ก็ได้เพราะยังไงซะก็ไม่มีใครหนีพวกเรากิลด์คดีอาญาพ้นหรอก” อึบมันจุงพูดขึ้น
จากนั้นชายทั้งสามก็ใช้สกิลจ้องมองเหตุการณ์ด้านในด้วยความเงียบงัน