อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 59 แผนเอาตัวรอดของสามสาว

    บทที่ 59 แผนเอาตัวรอดของสามสาว




    ซูหยวนเคลื่อนไหวด้วยความเร็วไม่มากไม่น้อย ระหว่างทางก็พยายามตรวจสอบสถานการณ์โดยคาดเดาจากจุดสีต่างๆในนั้นด้วย เธอมองเห็นว่าจุดสีแดงสองจุดนั้นไม่ได้เป็นอันตรายต่อกลุ่มนักล่าที่อยู่บริเวณนั้นเลย แต่ถึงอย่างนั้น...ลูกแก้วที่ถูกเรียกใช้งานก็ยังคงส่งสัญญาณเตือนอยู่ เธอจะไม่ไปก็ไม่ได้อีก 


                


    ซึ่งนอกจากซูหยวนแล้ว ก็น่าจะมีหลายคนที่กำลังมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งนั้น เห็นได้จากจุดสีฟ้าที่กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเหมือนกับเธอ


                


    ใช้เวลาไม่นาน หญิงสาวก็มาถึงตำแหน่งที่ร้องขอความช่วยเหลือ ซูหยวนได้เจอกับนักล่าระหว่างทางด้วย อีกฝ่ายเมื่อเห็นซูหยวนก็ยังพยักหน้าให้ เขาเป็นนักล่าคนหนึ่งที่เคยรู้จักกัน ทั้งยังเคยช่วยเหลือนักเรียนชายทั้ง 5 มาก่อนหน้านี้ด้วย ดูเหมือนว่าพวกเธอจะมีโชคชะตาร่วมกันอยู่ไม่น้อยเลย




    “เจอกันทุกครั้งที่มีเรื่องเลยไม่ใช่รึไง ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะของชายคนนั้นทำให้ซูหยวนอดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มออกมา 




    “ได้ยินว่ากลายเป็นผู้ใช้พลังไปแล้ว พ่อของเธอเล่าให้ฟังเกี่ยวกับองค์กรจากเขตชั้นในที่มารับเธอไป พวกเขาให้เงินสนับสนุนครอบครัวด้วยงั้นหรือ โชคดีจริงๆ ถ้าลูกของฉันสามารถกลายเป็นผู้ใช้พลังงานบ้างก็คงจะดี”




    “นั่นน่ะสิ ตอนนี้พ่อของหนูก็แข็งแกร่งขึ้นไม่น้อยเลย ของที่พวกเขตชั้นในกินกันมันดีแบบนี้แหละ คนถึงอยากจะกลายเป็นคนจากเขตชั้นในกันน่ะ”




    “ทุกวันนี้ได้รับเครดิตเดือนละสี่ห้าหมื่นเลยหรือ? ตอนนี้ก็ยังเป็นนักเรียนจากสถาบันอันดับหนึ่งอีก เก่งจริงๆเลย” เหล่านักล่าที่รู้จักกันเอ่ยทักทายเมื่อเห็นว่าซูหยวนยังคงเหมือนเดิม


                


    ก่อนหน้านี้ พวกเขาอึกๆอักๆ จำซูหยวนได้ตั้งแต่แรกเห็นเพราะว่าความประทับใจที่พวกเขามีต่อเด็กสาวไม่ได้น้อยเลย อีกฝ่ายเป็นเด็กขยันมากๆ และตอนนี้พ่อของสาวน้อยก็ยังกลายมาเป็นนักล่าที่แข็งแกร่งอีกด้วย ได้ยินว่าตามลำพังเขาแล้ว สามารถจัดการกับโคเขาแหลมกลายพันธุ์ได้ง่ายๆเลย พอถามว่าทำไมถึงต่อสู้ได้เก่งกาจแบบนั้น เขาก็บอกว่าลูกสาวสอนมา


                


    ซึ่งในฐานะคนเป็นพ่อ ถึงจะไม่ใช่คนคุยเก่งอะไร แต่พอเป็นเรื่องลูกสาวที่ภาคภูมิใจกลับไม่สามารถหยุดพูดได้เลย ดังนั้นนักล่าหลายคนที่นี่จึงรู้จัก “อันซูหยวน” ลูกของนักล่าโคเขาแหลมอันกันทั้งนั้น 


                


    แต่คนที่เข้าไปอยู่เขตชั้นใน ทั้งยังกลายเป็นนักเรียนจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งอย่างอันซูหยวน พวกเขาจะกล้าทักทายมั่วๆได้อย่างไร 


                


    ตอนนี้เธอไม่ใช่อันซูหยวนที่อยู่เขตชั้นนอกแล้ว แต่เป็นอันซูหยวนที่กำลังจะกลายเป็นคนของเขตชั้นใน เป็นนักล่าที่ทำงานให้กับพวกตระกูลในเขตชั้นใน อนาคตเป็นอย่างไรไม่ต้องพูดถึง...ถ้าหากอันซูหยวนไม่ต้องการพูดคุยกับพวกเขา แล้วพวกเขามีสิทธิที่จะตำหนิงั้นหรือ?


                


    สถานะทางชนชั้นที่กำลังจะเปลี่ยนไปนี้ทำให้พวกเขาเก้ๆกังๆอยู่บ้าง จนกระทั่งเห็นว่าอันซูหยวนยังคงผงกหัวทักทายพวกเขาเหมือนกับที่ผ่านมา


                


    เด็กสาวเป็นคนไม่ชอบพูดมาก เรื่องนี้นักล่าหลายคนที่เคยเจอเธอกับตัวย่อมรู้ดี ดังนั้นการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆที่ยังแสดงให้เห็นถึงความเคารพและเป็นมิตรต่อกันเช่นนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเขายิ้มหน้าบานกันได้


                


    อันซูหยวนตอบกลับพวกเขาเล็กน้อย เรื่องทุนที่ทางองค์กรนักล่าสกุลจางมอบให้ซูหยวนนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้มีเงินสำหรับครอบครัวแต่อย่างใด แต่เพื่อให้ครอบครัวของเธออยู่ดีกินดีอีกสักหน่อย ซูหยวนยังบอกว่าสกุลจางมอบเงินให้พวกเขาเดือนละ 5 หมื่นโดยบอกว่าเป็นเงินสนับสนุนครอบครัว




    ซึ่ง 5 หมื่นนี้ เธอไม่ได้มอบให้เขาจริงๆ และไม่ได้รับมาจากสกุลจางจริงๆ เพียงแค่หาข้ออ้างเพื่อที่จะนำน้ำจากมิติออกมา โดยเธออ้างว่าน้ำจากมิตินี้มีราคาแพงมาก ซื้อมาโดยราคา 5 หมื่นเครดิต ทั้งนี้ก็เพื่อให้พวกเขาไม่นำน้ำดื่มออกไปมอบให้คนอื่นมั่วๆ หากผู้คนรู้ว่าครอบครัวของเธอได้ดื่มน้ำที่มีพลังงานบริสุทธิ์โดยไร้ค่าใช้จ่าย ไม่รู้เลยว่าพวกเขาจะลงมืออย่างไรบ้าง




    เพียงแค่ซูหยวนไม่ได้คิดเลยว่าการโกหกของเธอนั้นจะทำให้คนเป็นพ่อภาคภูมิใจมาก เขาไม่ได้บอกคนอื่นเหมือนที่เธอเคยเตือนเอาไว้ว่าซูหยวนเอาเงินไปซื้อน้ำคุณภาพดีมาหมด ทว่าก็หยุดเขาจากการโม้เกี่ยวกับความประทับใจต่อลูกสาวที่ทำเพื่อครอบครัวไม่ได้




    พ่อของเธอที่ได้ดื่มน้ำคุณภาพดีทั้งยังมีพลังงานสูงทุกวัน ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะแข็งแกร่งมากขึ้นจนทำให้การล่าดีขึ้นตามไปด้วย เวลานี้พ่อของอันซูหยวนแทบจะเป็นนักล่าที่เก่งที่สุดในเขตชั้น A อยู่แล้ว




    ใช้เวลาไม่นาน ทั้งหมดก็มาถึงจุดที่ขอความช่วยเหลือจนได้ ภาพที่ซูหยวนเห็นก็คือกลุ่มนักล่ากลุ่มใหญ่ซึ่งในนั้นมีพ่อของเธออยู่ด้วย ซูหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ น้อยครั้งนักที่จะเห็นพ่อของเธอแสดงท่าทางโกรธจัดได้ขนาดนั้น




    “เกิดอะไรขึ้น” 


                


    เหมือนกับที่ซูหยวนไม่เข้าใจ นักล่าคนอื่นๆที่มาถึงก็ไม่เข้าใจสถานการณ์เหมือนกัน สัตว์กลายพันธุ์ที่อยู่ด้านหลังนั้นถูกจัดการจนจะตายอยู่แล้ว อีกทั้ง ด้วยประสิทธิภาพการล่าของนักล่ากลุ่มที่พ่อเธอร่วมล่าด้วยกันนี้ ไม่น่าจะสร้างความลำบากได้เลย ถ้าอย่างนั้น....ทำไมจึงมีการเรียกใช้ลูกแก้วขอความช่วยเหลือกันล่ะ




    “หยวนเอ๋อร์?” ซูหยวนเห็นพ่อของเธอ แน่นอนว่าพ่อของเธอก็ต้องเห็นซูหยวนด้วยเช่นกัน เขาประหลาดใจเล็กน้อยเพราะไม่ได้คิดว่าจะเจอลูกสาวที่นี่


                


    คนอื่นๆในกลุ่มเองก็ได้เห็นซูหยวนเช่นกัน เมื่อเป็นแบบนั้นก็ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงไปไม่น้อยเลย




    “พ่อคะ เกิดอะไรขึ้นหรอคะ” ซูหยวนเอ่ยถามอย่างสุภาพ ราวกับถูกทำให้นึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ สีหน้าของคนเป็นบิดาเปลี่ยนเป็นไม่พอใจอีกครั้ง




    “ต้องถามพวกนักเรียนกลุ่มนี้นี่แหละ จู่ๆก็เข้ามาขอดูลูกแก้วที่พวกเราได้รับ แรกเริ่มก็ไม่เข้าใจว่าจะเอาลูกแก้วไปทำอะไร คนก็ให้ดูเพราะไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ใครจะไปรู้ว่าเด็กๆพวกนี้กลับเล่นอะไรไม่รู้เรื่อง บีบลูกแก้วแตกไปเสียอย่างนั้น”


                


    พ่ออันกล่าวขึ้นมาอย่างไม่พอใจ ลูกแก้วนี้ถ้าถูกบีบให้แตก นอกจากคนจำนวนมากจะต้องเสียเวลาเพื่อมาช่วยพวกเขาตามกฎหมายแล้ว คนเป็นเจ้าของลูกแก้วก็จะต้องไปรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับทางการฟังหลังจากนี้ด้วย ซึ่งถ้าออกไปแล้วรายงานว่า...ลูกแก้วของพวกเขาให้คนอื่นยืมดูแล้วถูกบีบแตก เจ้าหน้าที่จะมองหน้าพวกเขาอย่างไร? นี่ไม่ใช่เรื่องตลกเสียหน่อย!


                


    อีกอย่าง เด็กๆพวกนี้ทำผิดแล้วยังไม่ขอโทษ กลับบอกว่า “เรื่องเล็กน้อยแต่พวกเขาทำให้เป็นเรื่องใหญ่” นี่ถือเป็นความผิดของพวกเขาเสียอย่างนั้น ถ้าแค่เผลอทำผิดแล้วขอโทษก็จบเรื่องแล้ว คนอาจจะให้อภัยเพราะเด็กๆไม่ได้ตั้งใจ แต่ดูแล้ว...เด็กทั้งสามคนบีบลูกแก้วแตก อย่างไรก็มีเจตนาที่จะทำแบบนั้น




    “พวกเด็กๆจะทำแบบนั้นไปทำไมกัน?”




    “นั่นน่ะสิ นี่ก็เป็นนักเรียนจากสถาบันอันดับหนึ่งเหมือนกับหนูอันหรือเปล่า เด็กๆอายุเท่านี้ที่มาช่วงนี้ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่ามีแค่นักเรียนจากสถาบันเท่านั้น”




    “พ่ออันน่าจะเข้าใจผิดแล้ว เด็กๆคงไม่ได้ตั้งใจหรอก” พวกนักล่าที่มาถึง ได้ยินคำพูดของอันเฉินผู้เป็นพ่อก็พากันช่วยพูดให้คนอารมณ์เย็นลง แต่นักล่าที่อยู่กลุ่มเดียวกับอันเฉินกลับส่ายหน้า




    “ถ้าอย่างนั้นพวกคุณก็ลองไปถามดูก็แล้วกัน พ่ออันไม่ได้พูดเกินไปหรอก เขาน่ะ...ให้เกียรตินักเรียนพวกนั้นด้วยซ้ำไป” นักล่าคนนั้นพูดก่อนจะหันมามองซูหยวน


                


    เพื่อไม่ให้คนในสถาบันเดียวกับลูกสาวเสื่อมเสียเกียรติมากนัก พ่ออันยังคงไม่ต่อว่าต่อขานนักเรียนพวกนั้นอย่างรุนแรง ทว่าคนอื่นๆนอกจากพ่ออันไม่ได้ใจเย็นเหมือนเขา ดังนั้นตอนนี้จึงยังคงเถียงกันไม่หยุด


                


    ซูหยวนหันความสนใจไปยังนักเรียนทุนสามคนที่กำลังโต้เถียงกับนักล่าคนอื่นด้วยความโกรธ แม้ว่าฝูหนี่ย์จะเห็นอันซูหยวนแล้ว ทว่าเธอก็ไม่ทักทายอีกฝ่าย ราวกับว่าซูหยวนคือบุคคลต้องห้ามที่พวกเธอไม่สามารถแตะต้องได้ ความหวาดกลัวต่อซูหยวนในเวลานี้มากกว่านักเรียนจากเขตชั้นในเสียอีก 


                


    อย่างไรก็ตาม เวลานี้พวกนักล่าทั้งหลายยังล้อมไว้ไม่ให้พวกเธอหนีไปได้ ดังนั้นทั้งสามจึงต้องพูดต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด ไม่อย่างนั้นถ้าถูกจับได้ว่ากำลังเล่นแผนสกปรก พวกเธอคงจะเจอปัญหาใหญ่แน่


                


    สำหรับเรื่องที่เธอกล่าวหาซูหยวน และเรื่องที่มีรองเท้าเพื่อนนักเรียนอยู่ในห่อผ้านั้น ทั้งสามคนพูดคุยกันแล้ว บางทีอาจจะขอความเมตตาจากอาจารย์ได้ เปลี่ยนหนักให้กลายเป็นเบา...ถึงอย่างไร ทั้งหมดก็เป็นนักเรียนจากสถาบันเดียวกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ? อาจารย์คงจะเห็นใจกันบ้าง ต่อให้ไล่พวกเธอออกจากสถาบัน โทษที่ได้รับก็ยังดีกว่าการตัดแขนตัดขาและตัดลิ้นล่ะนะ


                


    เมื่อได้รับการปล่อยตัว ทั้งสามคนไม่คิดว่าตัวเองจะต้องอยู่ที่สถาบันแห่งนี้อีกแล้ว พวกเธอเพียงต้องการกลับออกไป ยกเลิกการฝึกฝนนี้และกลายเป็นผู้เก็บขยะเหมือนเดิม 


                


    ครั้งแรก เธอเจอกับพวกนักล่าและขอให้พวกเขาพาเธอกลับกันออกไป ทว่าพวกเขากลับไม่ยินยอมที่จะทำเช่นนั้น บอกว่าจะออกไปจากที่นี่ได้ก็หลังจากล่าทรัพยากรได้เพียงพอและคุ้มค่าแล้ว แต่พวกเธอจะรออยู่ได้อย่างไร


                


    ทั้งสามคนต้องการที่จะกลับไปยังสถาบันให้เร็วที่สุด ยิ่งได้เจออาจารย์เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น เพื่อไม่ให้พวกเพื่อนนักเรียนได้เล่าความจริงทุกอย่างออกไป พวกเธอควรจะต้องเล่าเรื่องแต่งใหม่ของตนเองอาจารย์ฟังก่อน อย่างน้อยๆก็จะสามารถเปลี่ยนหนักให้กลายเป็นเบาได้


                


    พอนักล่ากลุ่มนี้ไม่ยอมทำตามคำขอ พวกเธอก็ไม่อาจจะทำอะไรอื่นได้แล้วนอกจากวางแผนที่จะขโมยลูกแก้วของพวกเขาเพื่อเรียกคนมารวมกันที่นี่ พวกเธอไม่เชื่อหรอกว่าจำนวนคนมากมายขนาดนั้น จะไม่มีใครเต็มใจพาพวกเธอออกจากพื้นที่ล่าที่แสนอันตรายพวกนี้น่ะ!


                


    แน่นอนว่าพวกเธอยังรู้กฎของการใช้ลูกแก้วดี หากไม่มีอันตรายถึงชีวิตแล้วดันบีบลูกแก้วแตก จะต้องชดใช้ให้กับราคาของมันด้วย นี่ก็เพื่อไม่ให้คนใช้ลูกแก้วพร่ำเพรื่อ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นสร้างปัญหาให้คนอื่นเอาได้


                


    ดังนั้นหลังจากที่บีบลูกแก้วแตก ทั้งสามก็ต้องการหนีออกจากบริเวณนั้นให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ไม่ใช่พวกเธออยู่แล้วที่เป็นเจ้าของลูกแก้ว คนที่จะต้องเจอกับปัญหาควรเป็นพวกเธอหรือ? สุดท้ายแล้วเป็นเพราะพวกเขาไม่ระวังเอง นี่ก็ให้เป็นประสบการณ์ที่พวกเขาจะจำไม่รู้ลืมก็แล้วกัน


                


    ทว่า...ทั้งสามคนไม่ได้คาดคิดว่านักล่าพวกนี้ป่าเถื่อนมาก พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้เด็กสาวตัวเล็กๆอย่างพวกเธอจากไปโดยง่าย ทั้งๆที่พวกเธอยังมีตราสัญลักษณ์จากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งอยู่ในมือแล้วแท้ๆ คนที่เป็นแค่นักล่าชั้นปลายแถวจากเขตชั้นนอกยังกล้าที่จะปฏิเสธคำของพวกเธอได้!! นี่คือสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในการคำนวณของพวกเธอ


                


    จากที่รู้มา ไม่ใช่ว่าคนพวกนี้ที่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปเหยียบเขตชั้นในด้วยซ้ำควรจะต้องหวาดกลัวพวกเธอที่เรียนในสถาบันใหญ่โตไม่ใช่หรือ? ก็เหมือนกับตอนที่พวกเธอทำงานเก็บขยะกับครอบครัว พวกเธอได้ยินคำว่า “เขตชั้นใน” ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ก้มหน้าซ่อนตัวเหมือนคนโง่เท่านั้น


                


    แล้วนักล่าพวกนี้มันอะไรกัน! พวกเธอบอกว่ามาจากสถาบันเขตชั้นในแล้วก็ยังไม่สนใจหรือ?!!


                


    ยิ่งตอนนี้มีนักล่ามาเพิ่ม แถมในกลุ่มนักล่าพวกนั้นกลับมีอันซูหยวน นักเรียนทุนสารเลวที่กล้าทรยศพวกพ้องอยู่ด้วยอีก นังผู้หญิงสารเลวคนนี้จะต้องบอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับนักล่ากลุ่มใหม่อย่างแน่นอน ทั้งสามคนยิ่งร้อนรนมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก




    “ยังไม่ยอมหลีกทางอีกหรือไง! ฉันบอกว่าพวกเราไม่ได้ตั้งใจก็ไม่ได้ตั้งใจสิ อยากจะสร้างปัญหานักหรอ หรือคิดว่าพวกเราเป็นเด็กผู้หญิงก็สามารถรังแกกันได้ง่ายๆ ห๊า!!” ฝูหนี่ย์ตะโกนเสียงดังใส่นักล่าตรงหน้า 




    “ไม่ได้ตั้งใจก็ไม่ได้ตั้งใจสิ แค่อยู่รอจนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึงเท่านั้น ทำไมต้องคิดหนีด้วยล่ะ”




    “คิดหนีหรอ? พวกเราคิดหนีหรอ? ทำไมพวกเราต้องคิดหนีด้วย อีกอย่างนะ ที่ลูกแก้วแตกก็เพราะใครล่ะ! เป็นเพราะพวกเราหรอ? คุณเป็นคนได้ลูกแก้วนี้มาก็ต้องดูแลให้ดีไม่ใช่รึไง พวกเราขอดูหน่อยเดียว แต่คุณเป็นคนที่ทำร่วงเองต่างหาก”




    “นักเรียนอย่ามาพูดเล่นเลย ลูกแก้วพวกนี้ไม่ได้ถูกทำมาเพื่อให้ร่วงแล้วเปิดใช้งาน มันต้องใช้มือคนบีบต่างหาก นักเรียนรับมันเอาไว้แล้วก็ค่อยทำว่าร่วงไม่ใช่หรอ? มันถึงเปิดใช้งานน่ะ”




    “อะไร? นี่คิดจะโทษพวกเรางั้นหรอ? พวกเราจะเปิดใช้งานลูกแก้วนี้ทำไม มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยไม่ใช่หรอ!!” ทั้งสามคนช่วยกันพูดช่วยกันเถียง สถานการณ์ยิ่งดูวุ่นวายมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก


                


    ซูหยวนหรี่ตาลงเล็กน้อย ถึงเธอจะไม่ได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ไม่เข้าใจเหตุผลของนักเรียนทุนทั้งสามที่ทำเรื่องแบบนั้น แต่เธอก็รู้ว่าท่าทางของทั้งสามคนนั้นผิดปกติ 


                


    ต่อให้คนโง่ก็ยังรู้เลยว่าท่าทางแบบนั้นมีพิรุธ!




    “หรือว่า...ทั้งสามคนต้องการออกจากเขตพื้นที่ล่าอย่างปลอดภัยกันล่ะ” ซูหยวนเดินเข้าไปด้วยท่าทางนิ่งเฉย เห็นความสงบของเธอแล้ว นักล่าทั้งหมดที่กำลังโกรธกับนักเรียนทั้งสามคนก็แหวกทางให้โดยไม่รู้ตัว พวกเขามองเด็กสาวรุ่นเดียวกับอีกสามคนด้วยความประหม่า


                


    ออร่าของซูหยวนไม่เหมือนกับทั้งสามคนเลย บางที...นี่อาจจะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ทั้งสามคนไม่ได้รับความเคารพ แม้ว่าจะบอกว่าตนเองมาจากเขตชั้นในแล้วก็ตาม...




    “นะ นักเรียนทุนอัน”




    “ใช่ ฉันเอง...ว่าแต่เรื่องลูกแก้วน่ะ ไม่ว่าใครจะถูกหรือผิด แค่รอเจ้าหน้าที่ทางการก็ได้แล้วไม่ใช่หรอ? ทำไมต้องคิดหนีด้วยล่ะ หรือว่า...กำลังสร้างปัญหาที่อาจจะทำให้ตัวเองต้องถูกลงโทษอีกแล้ว?” ซูหยวนเลิกคิ้วเช่นนี้ ทั้งสามที่มีประเด็นอยู่ก็ชะงักไปตามๆกัน




    ……………………………….

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน