การที่หลินอวิ๋นสละสิทธิ์นั้น ก่อให้เกิดคลื่นลมขึ้นไม่น้อย
การประลองของเขากับจางหาน เดิมนั้นควรจะเป็นการประลองที่น่าตื่นเต้น บวกกับเรื่อง “การโกง” ก่อนหน้านี้
ทำให้ศิษย์ฝ่ายนอกมากมาย ต่างก็พากันสนใจหลินอวิ๋นในกลุ่มที่หก
การต่อสู้ที่ถูกตั้งตารอเช่นนี้ แต่กลับมาสละสิทธิ์ไปเช่นนี้ แน่นอนว่าย่อมต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์
แต่ว่าในงานกลางปีที่ดุเดือดเช่นนี้ คลื่นลมก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
อย่างไรแล้วทุกคนต่างก็มีคู่ต่อสู้ของตนเอง แต่ละกลุ่มต่างก็มีการประลองที่ยอดเยี่ยม สถานการณ์ที่ดุเดือดยังคงดำเนินต่อไป
หลินอวิ๋นประลองต่อไปอีกสามสนาม
ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ต่างกันนัก เมื่อพบกับหลินอวิ๋นแล้ว ก็เลือกที่จะสละสิทธิ์ก่อนเพื่อรักษาพลังเอาไว้
“ยินดีด้วย ตามคะแนนพิเศษที่ได้จากการชนะติดต่อกันก่อนหน้านี้แล้ว ก็สามารถเข้ารอบได้ล่วงหน้าแล้ว ไม่จำเป็นต้องประลองอีก”
หลังจากที่ได้รับชัยชนะสนามที่สิบเจ็ดแล้ว ผู้ตัดสินก็เอ่ยออกมากับหลินอวิ๋น
การประลองอีกสิบสามสนามไม่จำเป็นต้องประลองแล้ว แน่นอนว่าย่อมเป็นเรื่องดี
หลินอวิ๋นเมื่อมีเวลาว่างแล้ว ก็เริ่มที่จะเดินไปรอบ ๆ ดูกลุ่มต่าง ๆ ทำความเข้าใจกับคู่ต่อสู้ในรอบถัดไป
หลังจากที่คอยดูคู่ต่อสู้แล้ว ทำให้เขาเข้าใจในศิษย์ฝ่ายนอกทั้งหมด
แต่ละกลุ่มต่างก็มีผู้แข็งแกร่ง และบางส่วนในนั้น แม้แต่เขาเองยังรู้สึกกลัว
เหตุผลก็ยังคงเป็นเพราะว่า ระยะเวลาที่เขาเป็นศิษย์ฝ่ายนอกนั้นสั้นจนเกินไป
พลังยุทธ์ไม่มีทางที่จะเทียบผู้อื่นได้ และสามอันดับแรกของแต่ละกลุ่มนั้นก็มีวรยุทธ์อยู่ในระดับเจ็ดทั้งสิ้น และก็ไม่แน่ว่าอาจจะซ่อนไพ่ลับเอาไว้เหมือนกันกับเขา
เมื่อคิดมาจนถึงตอนนี้ ที่เขาซ่อนไพ่ลับอย่างทักษะกระบี่วายุเชี่ยวขั้นบรรลุเอาไว้ จางหานก็ไม่แน่ว่าอาจจะไม่มีไพ่ลับก็เป็นได้
“ไพ่ลับของข้านี้ ไม่แน่ว่าจะดูเหมือนจะยังไม่พอแฮะ”
หลังจากที่คอยดูการประลองอยู่หลายครั้งแล้ว หลินอวิ๋นก็ได้ข้อสรุปออกมา
ด้วยพลังของเขาในตอนนี้ เกรงว่าคงจะไม่มีความมั่นใจที่จะเอาชนะชิงตำแหน่งศิษย์ฝ่ายในได้อย่างมั่นคง
ประการแรกคือพลังยุทธ์ต่ำจนเกินไป ประการที่สองคือไพ่ลับไม่พอ
สองเหตุผลนี้ล้วนแต่ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในเวลาอันสั้น ต้องการใช้เวลาที่จะฝึกฝน
ส่วนพวกของจางหานและหวังหนิงที่แข็งแกร่งเหมือนกัน ล้วนแต่ฝึกฝนอยู่นอกสำนักอย่างน้อยแล้วสองถึงสามปี
สามารถเป็นศิษย์ฝ่ายนอกด้วยเวลาเพียงแค่สองเดือน กลับได้คะแนนเช่นในตอนนี้ หลินอวิ๋นก็นับว่าเป็นหนึ่งในเรื่องมหัศจรรย์ภายในสำนักชิงอวิ๋นแล้ว
โดยเฉพาะเขาที่ก่อนหน้าเป็นเพียงทาสกระบี่ชั้นต่ำต้อย ก็เป็นเรื่องที่คนไม่คาดคิดแล้ว แต่ว่าแค่เพียงแค่นี้ยังไม่พอ หลินอวิ๋นตกอยู่ในห้วงความคิด
เมื่อตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า ยามราตรีกำลังจะมาเยือนนั้น ผลการประลองในรอบแบ่งกลุ่มทั้งหมดก็ประกาศออกมาจนเสร็จสิ้น
ผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าสู่การประลองเป็นศิษย์ฝ่ายในทั้งแปดสิบคนต่างก็ยืนอยู่ภายใต้แท่นประลองสูง รอจนเมื่อเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสเอ่ยให้กำลังใจจนเรียบร้อยแล้วผู้ที่ได้อันดับสี่สิบคนสุดท้าย ก็เริ่มทยอยกันไปจับสลากเลือกคู่ต่อสู้
หลินอวิ๋นที่สละสิทธิ์ไปสนามหนึ่ง บวกกับพลังยุทธ์ที่ไม่ได้โดดเด่น ก็ถูกจัดอันดับอยู่ในสี่สิบคนสุดท้ายด้วยเช่นกัน
และตามวิธีการของสำนักแล้ว คนที่ขึ้นไปจับสลากจะต้องรู้สึกกระวนกระวายอยู่บ้าง ยิ่งหากว่ามีคนจับสลากได้ศิษย์ฝ่ายนอกอันดับหนึ่งอย่างหูจื่อเฟิงแล้ว ก็คงจะโง่งมลงตรงสนามนั้นเป็นแน่
“ยินดีกับเจ้าด้วยหวังหล่าง จับได้ศิษย์ฝ่ายนอกอันดับหนึ่งหูจื่อเฟิง!”
หลินอวิ๋นที่กำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่ บนแท่นประลองสูงก็มีผู้อาวุโสอ่านชื่อของคนผู้หนึ่งที่จับสลากเลือกคู่ต่อสู้ได้
ตึง!
เห็นใบหน้าของคนผู้นั้นซีดขาว โซเซอยู่สองสามก้าว อีกเพียงนิดเดียวก็จะล้มลงแล้ว
รอบตัดสินมีทั้งหมดสี่รอบ หากว่าแพ้หนึ่งสนามก็จะตกรอบไปในทันที
หากว่าจับได้ผู้อื่นที่ต่อให้จะแข็งแกร่ง ก็ยังจะมีโอกาสชนะได้ แต่เมื่อจับได้หูจื่อเฟิงก็เท่ากับว่าประกาศความพ่ายแพ้ออกไปแล้ว
ความน่าละพรึงกลัวของพลังยุทธ์ขั้นแปด ที่ไม่อาจก้าวข้ามผ่านไปได้
ศิษย์คนอื่นที่ยังไม่ได้ขึ้นไปบนแท่นประลองเพื่อจับสลากนั้น เห็นได้ชัดว่าสีหน้าดูผ่อนคลายลง เผยยิ้มออกมาแล้วมองไปยังคนที่โชคร้ายนั้น
“ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสขอรับ”
หวังหล่างเดินจากไปด้วยท่าทีล่องลอยดูหดหู่ ดูเหมือนความพยายามในปีนี้คงจะสูญเปล่าไปเสียแล้ว
หากว่าอยากจะกลายเป็นศิษย์ฝ่ายใน คงต้องไปรอเอาปีหน้า
“หลินอวิ๋น ขึ้นมาจับสลาก”
เมื่อได้ยินผู้อาวุโสบนแท่นประลองส่งเสียงเรียก หลินอวิ๋นก็รีบก้าวไปด้านหน้า มายังกล่องจับสลาก
เห็นเพียงแค่เบื้องล่างของแท่นประลองที่มีศิษย์ฝ่ายนอกที่ยืนเรียงแถวกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ
ส่วนด้านหลังไกลออกไปกว่าร้อยเมตรคือศิษย์ฝ่ายนอกมากกว่าสองพันคนที่ไม่ได้ผ่านเขารอบยืนอยู่อย่างหนาแน่น
สามารถยืนอยู่บนแท่นประลองดึงดูดสายตาของผู้คนก็นับว่าเป็นเกียรติแล้ว
เขาส่งสลากที่เขาจับขึ้นมา ให้แก่ผู้อาวุโส หลินอวิ๋นก็ยืนรออยู่อย่างนิ่งเงียบ
หลังจากที่ผู้อาวุโสดูแล้ว สีหน้าก็ดูแปลกประหลาดไป หลังจากที่หยุดไปชั่วขณะก็เอ่ยออกมา “ยินดีกับเจ้าด้วยหลินอวิ๋น เจ้าจับได้ศิษย์ฝ่ายนอกหมายเลขห้า โจวอวิ๋น!”
เมื่อประโยคนี้หลุดออกมา ทั่วทั้งสนามก็เกิดเสียงเอะอะดังขึ้นมา
“เป็นไปไม่ได้ บังเอิญอะไรเช่นนี้?”
“ฮ่าฮ่า เจ้าทาสกระบี่นี้โชคดีอะไรเช่นนี้ รอบแรกของรอบตัดสินก็จับได้โจวอวิ๋น”
“หากว่าจำไม่ผิดแล้วละก็ ในตอนต้นเคยถูกโจวอวิ๋นฉีกหน้าในโถงค่ายกลมาก่อน แล้วยังบอกอีกว่าสองเดือนหลังจากนี้จะมาถ้าประลองกับเขา”
“นี่นับว่าขอความเมตตาก็ได้รับความเมตตาจริง ๆ ฮ่าฮ่าฮ่า คราวนี้ข้าจะดูว่าเจ้าจะสละสิทธิ์อย่างไรกัน รอบตัดสินนี้ไม่อาจจะสละสิทธิ์ได้ด้วย”
ผู้ใดก็ไม่คาดคิดกันว่า หลินอวิ๋นจะจับได้คู่ต่อสู้มือฉกาจเช่นโจวอวิ๋นเข้า
จางหานที่อยู่ไม่ไกลไปจากโจวอวิ๋นนั้น เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มจาง ๆ “ศิษย์พี่โจว ไม่คิดเลยว่าท่านจะถูกเจ้าทาสกระบี่นี้จับสลากได้ ได้ยินมาว่าท่านกับเขาเคยมีเรื่องกันมาไม่น้อย?”
“ไม่มีปัญหา ไม่ว่าเจ้าทาสกระบี่นี้กับข้าก่อนหน้านี้จะเคยมีเรื่องอะไรกันมาก่อน ล้วนแต่ไม่อาจแก้ไขได้แล้ว อย่างไรเสียข้าก็จะทำให้ผลลัพธ์เป็นเหมือนเดิม”
สีหน้าของโจวอวิ๋นไม่ได้เปลี่ยนไป เอ่ยออกมาด้วยความเรียบเฉย
“เหอะ ประโยคนี้ไม่ค่อยเป็นมงคลนัก หม่าขุยที่ก่อนหน้านี้คุกเข่าอยู่ก็เอ่ยออกมาเช่นนี้ด้วยเช่นกัน”
จางหานที่เห็นว่าเรื่องสนุกยังคงไม่ใหญ่พอ ยังคงเอ่ยเยาะเย้ยต่อไป
ฮึ!
เมื่อเอ่ยจบก็เห็นเพียงแค่สายตาเย็นชาที่พุ่งตรงมายังตัวเอง
เป็นโจวอวิ๋นที่จ้องมองมาด้วยสีหน้าอึมครึม
ชั่วขณะนั้น แรงกดดันอันแข็งแกร่ง ราวกับภูเขาใหญ่คลื่นทะเลยักษ์กระทบลงบนจางหานอย่างแรง
แข็งแกร่งยิ่งนัก!
เจ้าหนุ่มนี้ เกรงว่าจะอยู่ห่างจากพลังยุทธ์ขั้นแปดเพียงแค่เส้นบาง ๆ แล้ว
“เจ้าเอาข้าไปเปรียบเทียบกับเศษสวะอย่างหม่าขุย? กำลังหัวเราะเยาะที่พลังของข้าไม่เพียงพอ หรือว่ากำลังเสียดสีว่าข้าเองก็จะต้องคุกเข่าลงด้วย?”
โจวอวิ๋นเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
จางหานยิ้มเยาะแล้วรีบร้อนเอ่ยออกมา “มิกล้ามิกล้า ศิษย์พี่โจวกล่าวเกินไปแล้ว”
“เช่นนั้นก็อย่าได้เอ่ยออกให้มากอีก หึ!”
โจวอวิ๋นพ่นลมหายใจเย็นชาออกมา แล้วก็ไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก
ศิษย์ฝ่ายนอกที่อยู่ไกลออกไป ต่างก็รู้สึกได้ถึงไอสังหารของโจวอวิ๋น แม้แต่หูจื่อเฟิงที่ยืนอยู่ในอันดับหนึ่งเองก็อดไม่ได้ที่จะมองมาด้วยความสงสัย
และเมื่อรู้ว่าโจวอวิ๋นมีพลังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ คนเหล่านี้ก็มองไปยังหลินอวิ๋นบนแท่นประลอง แล้วพากันส่ายหัวออกมาเล็กน้อย
หลินอวิ๋นที่ถือสลากอยู่ก็คาดไม่ถึงเช่นกัน
แต่ทว่าในใจของเขานั้นไม่ได้แย่มากนัก ที่ควรมาถึงอย่างไรก็ต้องมาถึง ทำอย่างสุดพลังก็พอแล้ว
ผู้แพ้หรือผู้ใดชนะ ก็ยังไม่แน่ชัด!
หึ!
นาทีที่เงยหน้าขึ้นมานั้น สายตาก็หลินอวิ๋นก็ปะทะเข้ากับโจวอวิ๋นพอดี
ทั้งสองคนต่อสู้กันโดยที่ไม่มีใครยอมให้ใคร
ยังไม่ทันได้ประลองฝีมือ ก็เกิดการเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือด ทำให้บรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ตรงสนามต่างก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศอันตึงเครียด
“เจ้าทาสกระบี่ชั้นต่ำ!”
ในใจของโจวอวิ๋นเกิดความกรุ่นโกรธขึ้นมา เจ้าทาสกระบี่นี้ช่างหยิ่งผยองเสียจริง ถึงกับกล้ายั่วยุตนเองขึ้นมาทันที
เดิมการท้าประลองเมื่อสองเดือนก่อนหน้านั้น เขาเห็นมันเป็นเพียงแค่เรื่องตลกขบขันเท่านั้น
ในวันนั้นหากไม่ใช่เป็นเพราะว่าซูจื่อเหยาเองก็อยู่ด้วยเขาก็คงจะกำจัดหลินอวิ๋นทิ้งได้อย่างง่ายดาย
ไม่คิดว่าหลังจากนั้นเพียงสองเดือน อีกฝ่ายกลับจับสลากได้ตนเองในการประลองรอบตัดสินต่อหน้าของผู้คนทั้งระดับบนล่างของสำนัก
ต่อหน้าของผู้คนระดับบนล่างของสำนักนับพัน กลับถูกหลินอวิ๋นมองอย่างเหยียดหยาม ทำให้เขารู้สึกไม่พึงใจนัก
“เอาหล่ะ เจ้าลงไปเถอะ”
ผู้อาวุโสที่อยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนลอบเตรียมพร้อมสะสมพลังโจมตี ผู้ใดก็ไม่ยอมแพ้ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยจะดีนะ ก็รีบส่งเสียงขัดจังหวะการประลองพลังกันในคราวนี้
ในใจของหลินอวิ๋นรู้ดีว่า การประลองครั้งนี้เกรงว่าคงจะไม่ดีนัก
หากว่าพ่ายแพ้ไป อาจจะไม่เพียงแต่เป็นการถูกคัดออกจากรอบตัดสินเท่านั้น
และเมื่อการจับสลากเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้อาวุโสของสำนักก็เอ่ยออกมาว่า “เอาล่ะ การจับสลากเสร็จสิ้นแล้ว ในวันนี้การประลองรอบแบ่งกลุ่ม ทุกคนสามารถประลองกันมาทั้งวันแล้ว เหน็ดเหนื่อยกันจนไม่ไหวกันแล้ว มีบางคนกระทั่งได้รับบาดเจ็บมาไม่น้อย เพียงแค่ระยะเวลาอันสั้นไม่อาจที่ฟื้นตัวกลับคืนมาได้ ทางสำนักเลยตัดสินใจว่าหลังจากนี้อีกสิบห้าวันถึงจะเริ่มการประลองรอบตัดสินกัน หวังว่าทุกคนจะรักษาฟื้นฟูพลังกันจนถึงขั้นสูงสุดเพื่อเข้าร่วมการประลอง โดยไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง”
สิบห้าวัน?
หลินอวิ๋นตกตะลึงเล็กน้อย แต่เดิมนั้นควรจะมีเวลาพักผ่อนเพียงแค่ห้าวันเท่านั้นถึงจะถูก ดูเหมือนว่าครั้งนี้คงจะเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นแล้ว
ไม่รู้ว่าผู้ใดได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงได้เพิ่มเวลาไปถึงสิบวัน
เช่นนี้แล้ว ก็ทำให้เขาได้รับโอกาสเช่นกัน
หลังจากที่กลับมายังห้องไม้ หลินอวิ๋นก็เริ่มครุ่นคิดถึงกลวิธีต้านทานศัตรู
ในการประลองรอบแบ่งกลุ่ม โจวอวิ๋นไม่ได้แสดงฝีมือออกมามากนัก ดังนั้นจึงมองไม่ออกว่ามีความสามารถเพียงใด
สามารถตัดสินได้เพียงอย่างเดียว คือพลังระดับวิถียุทธ์ขั้นแปดนั้นอยู่ห่างเพียงแค่เส้นบาง ๆ เท่านั้น
เขาในตอนแรกที่ก้าวเข้าสู่พลังยุทธ์ขั้นหก เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ที่มีพลังยุทธ์ขั้นเจ็ดก็ยากมากพอแล้ว
เมื่อเผชิญหน้ากับโจวอวิ๋นที่เกือบจะมีพลังยุทธ์ขั้นแปด เกรงว่าแรงกดดันคงจะยิ่งมากขึ้นไปอีก
พลังกดดันอันมหาศาลที่มาพร้อมกับระดับที่สูงขึ้นนั้นต่างระดับราวกับต่างฟ้า พลังกดดันที่แม้แต่ขยับก็ไม่อาจจะขยับได้
และต่อให้มีทักษะกระบี่วายุเชี่ยวขั้นบรรลุ เกรงว่าคงไม่อาจจะชนะได้เต็มสิบส่วน
“ไม่ได้การแล้ว ข้าจะต้องมีไพ่ลับอีกใบหนึ่งเพื่อใช้รับมือเขา”
เมื่อเอ่ยถึงไพ่ลับแล้ว หลินอวิ๋นก็คิดได้ขึ้นมาในทันทีว่าในมือยังมีเศษบางส่วนการฝึกวรยุทธ์ของเซียนเทียน หมัดมังกรพยัคฆ์
-โปรดติดตามตอนต่อไป-