The Possible Man

    ตอนที่ 69 : ความช่วยเหลือจากทั่วโลก

    ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น การโจมตีจากสึนามิก็สิ้นสุดลง คลื่นยักษ์ที่เคยสาดซัดกลืนกินชายฝั่งเมื่อครู่ ค่อยๆ ไหลย้อนลงกลับคืนสู่ทะเล หลงเหลือไว้เพียงความเสียหายที่เกิดขึ้น
    ระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวในครั้งนี้รวมไปถึงคลื่นสึนามิที่เกิดขึ้น ถือได้ว่าเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปีของญี่ปุ่น โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากคลื่นยักษ์ที่สาดพัดพาแทบทุกสิ่งตามทางที่มันผ่านไป
    พื้นที่ส่วนใหญ่ต่างถูกคลื่นยักษ์ครั้งนี้ทำลายเสียหายเป็นอย่างมาก พื้นที่บางแห่งได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง บางพื้นที่ก็ถูกคลื่นยักษ์ลูกนี้ซัดเข้าไปบนพื้นดินไกลถึง 14 กิโลเมตร บางพื้นที่ก็ถูกคลื่นสึนามิยักษ์ที่สูงมากถึง 40.5 เมตร สาดซัดทำลายจนเสียหายย่อยยับ บางพื้นที่ก็ถูกสึนามิซัดจนราพณาสูรจนไม่อาจนึกภาพออกว่า เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าที่แห่งนี้เคยเป็นเมืองที่มีผู้คนอยู่อาศัย
    เมืองริคุเซนทากาตะเองก็เป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับความเสียหายรุนแรงมากที่สุดเมืองหนึ่ง เนื่องจากเป็นเมืองที่อยู่ติดกับทะเลจึงทำให้เมืองนี้เป็นเมืองแรกๆ ที่ต้องรับแรงปะทะคลื่นแบบเต็มๆ
    หลังจากที่คลื่นทะเลกลับคืนสู่ปกติ ชาวเมืองริคุเซนทากาตะเองก็ทยอยออกมาจากพื้นที่หลบภัย เพื่อที่จะกลับไปดูบ้าน ที่พักอาศัยของตนว่าพอจะมีของที่ยังพอใช้ได้หรือไม่ รวมไปถึงของที่สำคัญต่างๆ ที่พวกเขาไม่ได้นำไปด้วยเมื่อตอนวิ่งขึ้นไปบนภูเขาเพื่อหลบภัย
    พวกเขาต้องเผชิญกับความลำบากจากเศษซากที่ระเกะระกะขวางทางเดินของพวกเขา กว่าที่พวกเขาจะไปถึงยังจุดหมายก็ใช้เวลาไปพอสมควร ทว่าเมื่อพวกเขามาถึงกลับได้พบแต่เพียงเศษซากที่หลงเหลืออยู่เท่านั้น
    ถนนหนทางถูกลบหายออกไปโดยเฉพาะ สถานอาคารที่อยู่หน้าหาด มันถูกสาดซัดหายไปจนไม่สามารถบอกได้ว่าก่อนหน้านี้นั้นเป็นสิ่งก่อสร้างอะไรหรือบ้านเรือนของใคร ทุกอย่างถูกกลืนกินหายไปหมด เมืองแทบทั้งเมืองเหลือเพียงเศษซากอาคารไม่กี่หลังเท่านั้น
    ฮิโระ คิกุตะ ก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้เดินกลับมายังบ้านของตัวเอง บ้านของเธออยู่ใกล้ป่าสนที่อยู่ติดหน้าหาด
    แต่ในตอนนี้ ป่าสนที่เคยมีมากกว่า 70,000 ต้น ซึ่งเคยทำหน้าที่ปกปักรักษาเมืองคิรุเซนทากาตะ จากคลื่นลมทะเลมามากกว่า 300 ปี กลับมลายหายไปจนสิ้น มันไม่แปลกเลยที่เธอจะมองไม่เห็นบ้านของเธออีก มันคงถูกซัดหายไปกับสึนามิเองเช่นกัน
    “หมดสิ้นแล้วทุกอย่าง...ไม่เหลืออะไรแล้ว” ฮิโระเอ่ยขึ้นมาด้วยความสิ้นหวัง สึนามิยักษ์ครั้งนี้ไม่ได้พรากไปเพียงแค่ที่อยู่อาศัยหรือชีวิตผู้คนเท่านั้น แต่มันยังนำพาซึ่งความสิ้นหวังมาสู่พวกเขาอีกด้วย แต่ในขณะนั้นนั่นเองสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นต้นสนต้นหนึ่งที่ตั้งตระหง่านเพียงต้นเดียวท่ามกลางซากปรักหักพังมากมาย
    ต้นสนต้นนี้อยู่ห่างจากเธอพอสมควร แต่ไม่รู้เพราะความรู้สึกอะไรบางอย่างมันทำให้เธออยากเดินเข้าไปใกล้ๆ ต้นสนต้นนี้ เธอจึงเดินฝ่าสิ่งกีดขวางมากมายเพื่อจะเข้าไปให้ถึงต้นสนต้นที่ว่า เธอใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งจึงเดินมาถึงมันได้สำเร็จ
    ทว่านอกจากเธอแล้ว ยังมีผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ อีกเช่นกัน ที่มายืนมุงล้อมรอบต้นสนที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวต้นนี้ มันตั้งอยู่ท่ามกลางเศษซากอาคารและเศษซากต้นสนอื่นๆ ที่ถูกสาดซัดซะจนต้นหักรากโผล่พ้นขึ้นมาบนพื้น
    สิ่งที่ทำให้ทุกคนสนใจก็เพราะท่ามกลางต้นสนมากมายหลายหมื่นต้นที่โดนสึนามิสาดซัดจนล้มไปหมด กลับเหลือเพียงต้นสนต้นนี้ต้นเดียวเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่ ถึงแม้ตามลำต้นของมันจะเต็มไปด้วยร่องรอยมากมายที่เกิดจากสึนามิหรือรอยฟาดฟันจากสิ่งของที่ถูกสาดซัดมา ถึงแม้มันจะเหลือเพียงต้นเดียวก็ตาม แต่ทว่ามันก็ยังคงเป็นสนต้นเดียวยืนอยู่ได้ ตั้งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังมากมาย
    แม้คลื่นจะรุนแรงเพียงใด แม้คลื่นจะสาดซัดทำลายสิ่งก่อสร้างอื่นๆ เพียงใด แม้คลื่นจะสาดซัดต้นสนที่เคยอยู่เคียงข้างมันจนล้มลงไปมากเท่าไร แม้มันจะเจออุปสรรคมากน้อยเพียงใด มันก็ยังคงยืนอยู่ได้
    ดังนั้นสำหรับพวกเขาแล้ว มันไม่เป็นเพียงแค่ต้นสนเท่านั้น มันเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความหวังท่ามกลางสถานการณ์ที่น่าหมดหวังมากที่สุด
    “ขนาดต้นสนต้นนี้มันยังไม่ยอมแพ้เลย แล้วเราจะยอมแพ้ได้ยังไง” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางผู้คนที่ยืนล้อมรอบต้นสน หลายๆ คนที่ได้ยินต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของชายคนนี้
    “ไม่ใช่ว่าเราไม่เหลืออะไรเลย เรายังเหลือความหวังอยู่” ฮิโระพูดขึ้นมาเช่นกัน แม้เธอจะไม่ได้พูดดังมากนัก แต่มันก็ดังพอที่จะให้ทุกคนรอบบริเวณนี้ได้ยินและมันก็ดังมากพอที่จะจุดประกายความหวังขึ้นมาในใจของพวกเขาอีกครั้ง..ย้อนกลับไปไม่กี่ชั่วโมงก่อนขณะที่สึนามิยักษ์กำลังคืบคลานเข้าทำลายผืนแผ่นดินอยู่นั้น การถ่ายทอดสดจากสื่อทั่วโลกก็ได้ทำให้ทุกคนทั่วทั้งโลกได้เห็นแล้วว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมันมากมายมหาศาลขนาดไหน ขนาดที่พวกเขาเป็นเพียงแค่ผู้รับชม ก็ยังสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัว เศร้าโศก เสียใจ หมดหวัง แล้วพวกเขาเหล่านั้นที่เป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั่นล่ะ จะรู้สึกแย่ขนาดไหน?
    “มีทางไหนที่เราพอจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหล่านั้นได้บ้าง?” เกิดคำถามนี้ขึ้นมาในใจพวกเขาหลายคนทั่วโลก ภัยพิบัติไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะควบคุมได้ มันไม่เลือกสถานที่ มันไม่เลือกเวลาเกิด แต่ทุกครั้งที่มันเกิดมักจะสร้างความเสียหายมากมายมหาศาล ไม่มีใครรู้ได้ บางทีในอนาคตมันอาจจะเกิดขึ้นกับพวกเขาเองก็ได้และหากมันเกิดขึ้นมาจริงๆ เขาก็หวังว่าจะมีคนให้ความช่วยเหลือพวกเขาเช่นกัน
    เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติไม่มีใครสามารถป้องกันมันได้ แต่สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือลดความสูญเสียให้มากที่สุดรวมไปถึงการเยียวยาฟื้นฟูหลังจากที่ภัยพิบัติสิ้นสุดลงแล้วและในช่วงเวลานี้ก็คือช่วงเวลาของการเยียวยาฟื้นฟู มันเป็นช่วงเวลาที่ผู้ประสบภัยนั้นรู้สึกเปราะบางและต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
    ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ไม่มีการแบ่งแยกศาสนา ไม่มีการแบ่งแยกใดๆ ในตอนนี้มีแค่คำว่าเพื่อน เพื่อนที่กำลังตกอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพื่อนที่กำลังประสบกับความทุกข์ยากและเพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อน นี่เป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้พิสูจน์แล้วว่าเพื่อนไม่ทิ้งเพื่อน
    ประหนึ่งว่าพระเจ้าได้ยินคำเรียกร้องของพวกเขา ขณะที่ถ่ายทอดสดสึนามิกำลังฉายอยู่นั้น ก็มีประกาศแทรกเข้าไปจาก Enterprise ซึ่งเป็นการขอรับบริจาคช่วยเหลือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขอรับบริจาคเงินช่วยเหลือ รวมไปถึงขอบริจาคเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น ซึ่งนี่ก็เป็นการประสานงานจากฝั่งของ Enterprise ที่มีหินควบคุมดูแลและการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสื่อทั่วโลก
    ช่างเป็นเรื่องน่าแปลกในขณะที่ภัยพิบัติยังไม่ได้สิ้นสุดลงกลับมีการประกาศขอความช่วยเหลือขึ้นมาแล้ว โดยปกติแล้วประกาศขอรับบริจาคมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ภัยพิบัติจบสิ้นลงแล้ว เนื่องจากจะมีการประเมินความเสียหายและตรวจเช็กความต้องการของใช้ที่จำเป็นออกมาเพื่อนำไปขอรับบริจาค แต่นี่กลับมีประกาศออกมาในทันที แต่ที่แปลกยิ่งกว่าก็คือผู้คนทั่วโลกกลับยินดีที่จะบริจาคและให้ความช่วยเหลือในทันที นี่ไม่ใช่เพราะอะไรเลย แต่เป็นเพราะประโยคข้อความที่ขึ้นโชว์บนหน้าจอที่ฉายจากสื่อทั่วโลกต่างหาก ซึ่งหินได้เขียนเอาไว้ว่า
    “เวลานี้มีเพื่อนของเราที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก พวกเขาสูญเสียครอบครัว สูญเสียเพื่อน สูญเสียบ้าน สูญเสียกำลังใจ ในตอนนี้สิ่งที่พวกเขาเหลือมีเพียงแค่ ความหวัง เท่านั้น หวังที่จะมีชีวิตรอด หวังที่จะให้ช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้ผ่านพ้นไปและหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ
    Enterprise ขอเป็นตัวแทนเพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสาร เพื่อขอความช่วยเหลือให้แก่ผู้ที่ประสบภัย ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เชื้อชาติไหน นับถือศาสนาอะไร หรืออยู่ที่ไหนก็ตาม พวกเขาต้องการความช่วยเหลือจากคุณ
    ได้โปรดอย่ารอช้า เพราะทุกนาทีที่พวกเขาต้องรอ มันคือความสูญเสียที่เพิ่มขึ้น คือความหิวโหยที่เพิ่มขึ้น คือความเหน็บหนาวที่เพิ่มขึ้นและกำลังใจของพวกเขาที่ลดลง
    ในวันที่ยากลำบากคุณช่วยเหลือเพื่อน ในวันที่คุณลำบากเพื่อนก็จะช่วยเหลือคุณ
    สามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร xxx เลขบัญชี xxxxxxxxxx
    สามารถบริจาคส่งของได้ตามที่อยู่ xxx xxx xxxxxxx”
    ในบรรทัดสุดท้ายถ้าหากจะมองมันในแง่ดีก็จะหมายถึง เพื่อนที่ควรจะช่วยเหลือเพื่อนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ที่มนุษย์ยังเป็นมนุษย์เพราะว่าเราเป็นสัตว์สังคมที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าหากมีวันนั้นวันที่มนุษย์ไม่ได้หยิบยื่นมือเข้าช่วยเหลือกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากอีกแล้ว ตอนนั้นเราคงไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากว่าเราเป็นมนุษย์
    แต่ถ้าหากจะมองว่ามันเป็นคำขู่หรือคำเตือนก็คงจะได้อีกเช่นกัน มันก็จะตีความหมายได้ว่า ในวันนี้เกิดภัยพิบัติกับคนอื่นถ้าหากว่าแกไม่ช่วยเขา วันหน้าถ้าหากเกิดภัยพิบัติขึ้นกับพวกแก ก็จะไม่มีใครช่วยพวกแกเช่นกัน… ฉะนั้นตอนนี้มีโอกาสช่วยก็จงช่วยซะ!!!
    แม้ผู้คนจะตีความมันไปในแง่ไหน แต่มันก็ได้ผล เพราะทันทีที่ข้อความเหล่านี้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอสื่อทั่วโลก ผู้คนต่างก็รีบบริจาคให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันที แม้พวกเขาจะบริจาคกันไม่ได้เยอะแยะมากมายนัก บางคนก็บริจาคไม่กี่สิบดอลลาร์ บางคนก็บริจาคไปไม่กี่ร้อยบาทกี่สิบบาท บางคนก็บริจาคไปไม่กี่ยูโรเท่านั้น เพราะพวกเขาบริจาคไปตามกำลังทรัพย์ที่พวกเขามี
    แต่ทว่านี่เป็นยอดที่บริจาคจากผู้คนทั่วโลกกว่า 85 % ที่ได้ชมถ่ายทอดสดเมื่อสักครู่ แม้พวกเขาจะบริจาคกันเพียงแค่คนละ 10 ดอลลาร์แต่ยอดผู้ชมถ่ายทอดสดเมื่อสักครู่นั้นมีมากถึงหลายร้อยล้านคน นั่นมันมากพอที่จะทำให้ยอดบริจาคภายใน 5 นาทีแรกพุ่งไปถึง 1000 ล้านดอลลาร์และค่อยทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ นี่ถือว่าเป็นยอดบริจาคที่มากที่สุดในประวัติกาลตั้งแต่มีการรับบริจาคเกิดขึ้นและเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ถูกบันทึกลงกินเนสบุ๊คในภายหลัง..ภายในห้องรับรองของบริษัท Enterprise
    นักข่าวทั้งหมดภายในห้องต่างมองยอดบริจาคที่ฉายอยู่ตรงหน้าของพวกเขาด้วยความตกตะลึง จริงๆแล้วทุกการกระทำทั้งหมดของประธานบริษัทคนนี้ต่างตกอยู่ภายใต้สายตาของพวกเขาทั้งหมดรวมไปถึงหน่วย Protecter ที่ล่องหนอยู่ภายในห้องด้วยเช่นกัน
    “นี่เขาไม่ได้เดินไปไหนเลยด้วยซ้ำใช่ไหม….?” เควินพูดออกมาอย่างเลื่อนลอย
    “อือ” ดุ๊คพยักหน้าตอบเบาๆ เขาเองก็ยังไม่เชื่อเลยว่าเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้ามันเกิดขึ้นจริงๆ
    ตั้งแต่ต้นจนจบ ประธานหนุ่มคนนี้ไม่ได้เดินออกไปจากแท่นพิธีเลย เขาหันมาขอความช่วยเหลือพวกเขาเป็นบางครั้งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องขอความร่วมมือสื่อซะมากกว่าและหลังจากนั้นเขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่วาดมือไปในอากาศและพูดอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว แต่ทว่าเขากลับทำให้ทุกอย่างทั้งหมดนี้เกิดขึ้น
    เขารู้ว่าจะเกิดภัยพิบัติ เขาจึงรีบบอกให้สื่อช่วยแจ้งเตือนประชาชน นี่ยังมีการขอรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือแถมยอดบริจาคที่ได้มานั้น มันยังเยอะกว่ายอดบริจาคไหนๆ ที่พวกเขาเคยเห็นและตัวเลขที่ขึ้นโชว์อยู่ในตอนนี้ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะหยุดวิ่งเลย นี่ยังไม่นับรวมยอดบริจาคสิ่งของที่ไม่ได้ขึ้นโชว์อยู่บนหน้าจออีกด้วย
    นี่ไม่ใช่ว่าหินวาดมือไปในอากาศที่ว่างเปล่า แต่เขาใช้มือวาดโฮโลแกรมที่มีแค่เขาคนเดียวที่มองเห็นต่างหาก ส่วนที่ทุกคนภายในห้องเห็นว่าเขาพูดคนเดียว อันที่จริงแล้วเขากำลังคุยกับเดวิดนั่นเอง
    “เขาทำได้ยังไง?” เควินถามขึ้นมาอีกครั้ง
    “ไม่รู้สิ ง่ำๆ ..ฉันว่าแล้วประธานบริษัท Enterprise ต้องไม่ธรรมดา...ง่ำๆๆ” ดุ๊คตอบพลางเคี้ยวพายสับปะรดไปด้วย เสียงเคี้ยวอาหารของดุ๊คทำให้เควินต้องละสายตาจากหิน มองมายังเพื่อนตนเองอย่างสงสัย
    “เดี๋ยวนะ ดุ๊ค… นี่นายไปเอาพายสับปะรดมาตอนไหน?? ” เควินถามขึ้น
    “ก็เมื่อตะกี๊นี่ไง...ง่ำๆๆ” ดุ๊คตอบไปเคี้ยวไป
    เควินเลิกคิ้วขึ้นมองไปยังเพื่อนด้วยสายตาประหลาด มันทำให้เขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อวันวานที่ดุ๊คมันเคยห้ามเขากินของหวาน แต่ในวันนี้มันกลับชอบของหวานพอๆ กับเขา เผลอๆ ชอบมากกว่าเขาซะอีก
    “อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นสิเพื่อน...ไม่ใช่นายเหรอที่แนะนำให้ฉันกินน่ะ!?” ดุ๊คเอ่ยขึ้นขณะที่เตรียมจะหยิบพายสับปะรดชิ้นใหม่ขึ้นมา
    “....” เควินไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
    “ท่ามกลางเหตุการณ์ที่ตึงเครียดและกดดันแบบนี้ ของหวานมันก็ช่วยได้อย่างที่นายเคยบอกจริงๆ นั่นแหละ อ่ะนี่ ฉันหยิบมาให้นายด้วย” ดุ๊คเอ่ยขึ้นพลางหยิบพายสับปะรดอีกชิ้นให้ดุ๊ค
    เควินยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะรับพายสับปะรดมาจากดุ๊ค พลางหันกลับไปมองหินอีกครั้ง
    “ต่อสายไปหานายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น” หินเอ่ยสั่งเดวิด
    “ดอกเตอร์จะให้ต่อสายปกติหรือสายส่วนตัวครับ” เดวิดถามขึ้น
    “ต่อสายส่วนตัว” หินตอบไป ถ้าหากต่อสายปกติกว่าจะได้คุย ต้องผ่านนั่นผ่านนี่กว่าจะได้คุยคงกินเวลาไปมาก แม้การโทรเข้าไปที่เบอร์ส่วนตัวของนายกฯ มันจะดูไม่มีมารยาทอยู่บ้าง แต่นี่มันเป็นเรื่องเร่งด่วน หินจำเป็นต้องทำแบบนี้
    ตรู๊ด ตรู๊ด ตรู๊ด
    “สวัสดีครับ นี่ใครครับ” เสียงปลายสายเอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นว่าเบอร์ที่โทรเข้ามานั้น เป็นเบอร์ที่เขาไม่รู้จัก เพราะส่วนใหญ่คนที่จะรู้เบอร์ส่วนตัวเบอร์นี้จะเป็นเพื่อนและคนในครอบครัวของเขาเท่านั้น
    “ผมไตรภพ ประธานบริษัท Enterprise” หินเอ่ยแนะนำตัวออกไป
    ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง เขาเป็นถึงนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นย่อมต้องเคยได้ยินเกี่ยวกับ Enterprise มาแล้ว จากข่าววงในของเขา
    “คุณคงรู้แล้วว่าผมเป็นใคร คุณต้องการอะไรจากผม” โฮโซดะ อาเบ ถามขึ้น
    “ผมต้องการความร่วมมือจากคุณ” หินบอกสิ่งที่เขาต้องการออกไป
    “ได้สิ มีอะไรที่คุณต้องการอีกไหม?” โฮโซดะถามขึ้น
    “เอ่อ...การอำนวยความสะดวกของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยกเว้น หรือ ข้อกฎหมายบางประการ...” หินพูดขึ้นมาด้วยความรู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก คำตอบของโฮโซดะทำให้เขารู้สึกติดขัดอยู่บ้าง นี่มันจะง่ายเกินไปหน่อยมั้ง?
    “ได้ตามนั้น มีอะไรที่คุณต้องการอีกไหม?”
    “เอ่อ...เอ่อ...ในตอนนี้ไม่มีแล้ว” หินตอบออกไปด้วยความงุนงง
    “ถ้าคุณต้องการอะไรเพิ่ม โทรมาหาผมได้ทันที” โฮโซดะเอ่ยขึ้น ก่อนที่จะวางสายไป
    ‘มันง่ายเกินไปหรือเปล่า…? ทำไมมันง่ายแบบนี้ล่ะ?’ หินนึกขึ้นด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจ อันที่จริงเขาคิดว่าต้องพูดหว่านล้อม ทำข้อตกลงอะไรมากมาย แต่สุดท้ายมันกลับ ง่าย ง่ายเสียจนเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกโกหกซะมากกว่า
    ‘เสร็จโจร’ เดวิดคิดขึ้นด้วยความสาแก่ใจพลางรีบถ่ายรูปช็อตหน้าเอ๋อๆ งงๆ ของหินเอาไว้ เขารอคอยให้หินทำหน้าเอ๋อๆ แบบนี้มานานแล้ว อันที่จริงมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นจะตกลงง่ายดายขนาดนี้
    นั่นเป็นเพราะโฮโซดะ อาเบ เองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของ DrawkCab เขาเองก็รู้ว่า Enterprise นั้นอยู่เบื้องหลังองค์กรลึกลับนี้และเขาก็ยังเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มถ่ายทอดสดตลอดจนถึงการระดมทุนบริจาค โฮโซดะก็รู้ได้ในทันทีว่า Enterprise กำลังยื่นมือเข้าช่วยเหลือประเทศของเขา
    โฮโซดะไม่ได้โง่ เขารู้ว่า Enterprise นั้นมีข้อมูลทุกอย่างอยู่ในมือ ขนาดเบอร์โทรศัพท์ของเขาที่เป็นความลับสุดยอดก็ยังรู้ ทำให้เขามั่นใจว่าคนที่โทรมานี้น่าจะเป็นประธานของ Enterprise จริงๆ และที่เขามั่นใจไปมากกว่านั้นก็คือไม่มีข้อมูลไหนที่จะเล็ดลอดสายตาของ Enterprise ได้ดูอย่างการปกปิดข้อมูลจาก BlackBox ก็ยังไม่มีใครสามารถตามสืบได้

    ดังนั้นไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะปฏิเสธการหยิบยื่นความช่วยเหลือจาก Enterprise นั่นจึงเป็นเหตุให้ โฮโซดะตอบรับคำขอของหินไปอย่างง่ายดายและแน่นอนว่าเรื่องนี้เดวิดไม่ได้แจ้งแก่หิน ถ้าหินมารู้ทีหลังว่าเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแล้วเดวิดมันทำแบบนี้คงได้เปิดโหมดทรมานเป็นแน่แท้...

    คล้ายกับเรื่องThe Possible Man ที่คุณอ่าน