“แล้วนี่จือเหลียงไปไหนไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอกหรือ?” ซูเจินถามถึงจือเหลียงเมื่อไม่เห็นเขาอยู่ด้วย
เหลียงจือส่ายหน้า เมื่อแรกก็อยู่ด้วยกันนี่แหละแต่ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน เขาเองก็มัวแต่เก็บใบจิตม่วงเลยไม่ทันได้สังเกต อีกอย่างเขาก็ไม่อยากจะรู้หรอกเจ้าคนที่หนีหายในตอนที่เขาถูกทุบตีน่ะ
“คุณหนู ท่านมาแล้ว”จือเหลียงโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ เขารีบเข้ามาหานายหญิงของตนเองทันที เหลียงจือลอบเบ้ปากหนึ่งที
“อือ” นางพยักหน้าหนึ่งที
“คุณหนูขอรับ”จือเหลียงส่งก้อนสีดำขนาดเท่านิ้วโป้งให้ซูเจิน เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไรแต่จากประสบการณ์การเป็นโจรของเขาบอกว่ามันน่าจะเป็นของล้ำค่าเขาจึงเอามาให้นายหญิงดู
“แร่หินเหล็ก?”ซูเจินเอ่ยขึ้นหลังจากพิจารณาดูอยู่ครู่หนึ่ง ฝูเย่วฟางหรี่ตาลงแล้วเข้ามาดูใกล้ๆซูเจินส่งให้นางดูแต่โดยดี
“เป็นแร่หินเหล็กจริงๆ” ฝูเย่วฟางยืนยัน“เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ ถ้ำเช่นนี้ไม่น่าจะมีแร่เช่นนี้ได้”
“ข้าเจอมันกองสุมอยู่ทางด้านโน้นเยอะแยะเลยขอรับ”จือเหลียงบอกซูเจิน
กองสุม? แร่หินเหล็กเอาไว้ใช้ทำอาวุธ หากนำไปผสมโดยผ่านวิธีการทางเวทมนตร์ก็จะกลายเป็นอุปกรณ์เวทได้ ต้องมีคนนำมันมาไว้ที่นี่แน่
“พาข้าไปดูหน่อย”
“ขอรับ”
ซูเจินมองกองแร่หินเหล็กกองใหญ่ตรงหน้าเงียบๆเยอะขนาดนี้เตรียมจะทำสงครามหรืออย่างไร? ซูเจินมองสบตากับฝูเย่วฟาง สังเกตท่าทางตื่นตะลึงเงียบๆดูไม่เหมือนแสร้งแกล้งทำ
หากเสนาบดีฝ่ายซ้ายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแล้วจะเป็นผู้ใดป่าอยู่หลังเมืองหลวงการจะเป็นคนแคว้นอื่นย่อมมีโอกาสน้อยคนของแคว้นหนานเจียงเองย่อมมีโอกาสมากกว่า
“ขอพวกเจ้าอย่าได้บอกเรื่องนี้กับผู้อื่น”ฝูเย่วฟางเอ่ยปากขอร้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากไม่แน่ว่าอาจจะมีคนต้องการก่อกบฏ คงต้องรีบแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านพ่อทราบแล้ว
“อย่าห่วง พวกข้าก็ไม่ได้อยากจะหาเรื่องใส่ตัวเจ้าก็อย่าได้เอ่ยนามของพวกข้าในเรื่องนี้ด้วย” ซูเจินกล่าว
“ข้าจะพยายาม” ฝูเย่วฟางเอ่ยอย่างลำบากใจ“แต่หากว่า...”
“หากต้องการพยานข้าจะเป็นผู้ยืนยันให้เองแต่เป็นต่อหน้าผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวเท่านั้น ให้เจ้าบอกกับเขาคนเดียวก็พอ”ซูเจินเข้าใจและเสนอทางออกให้
“ได้” ฝูเย่วฟางรับปาก เรื่องนี้ไม่ยากแต่คงต้องแต่งเรื่องกับท่านพ่อสักหน่อย ให้เรื่องไปถึงเบื้องบนแล้วค่อยบอกเรื่องนี้กับคนผู้นั้น
“เรื่องที่เกิดขึ้นขอให้ทุกคนลืมมันไปเสีย เสมือนว่าไม่เคยก่อนอะไรขึ้นห้ามหลุดปากออกไปเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่เหลียงจือ?”
เหลียงจือพยักหน้ารัวๆ เข้าใจสิเข้าใจว่านางกำลังข่มขู่เขากับคนอื่นๆอยู่โดยใช้เขาที่เพิ่งโดนนางทุบตีเมื่อครู่นี้อย่างไรเล่า!
“นั่นคงเป็นไข่ของอสรพิษม่วง”ซูเจินเดินไปลูบๆไข่ใบใหญ่เท่าแขนโอบใบหนึ่ง มันอยู่ในรังหญ้าอุ่นอีกด้านหนึ่งมีทั้งหมดสามใบด้วยกัน
“เจ้าจะเอาไปด้วยทั้งสามใบเลยหรือไม่?”ซูเจินถามฝูเย่วฟาง หากเป็นไข่ก็คงทำพันธสัญญาได้เองไม่ยาก ไม่ต้องให้นางช่วยที่ถามว่าจะเอาทั้งสามใบเลยหรือไม่นั้นก็มีเหตุผลอยู่
“เจ้าคิดจะทำลายถ้ำ?”
“ถูกต้อง ข้าคิดจะเผาถ้ำเสีย ดอกไม้พวกนี้อันตรายเกินไปหากปล่อยเอาไว้จะเป็นเรื่องยุ่งในภายหลัง”
“ไม่ได้!” ฝูเย่วฟางค้านเสียงดัง
“ถึงจะทำลายมันแล้วก็ยังเอาแร่หินเหล็กกับไข่ของอสรพิษม่วงไปเป็นหลักฐานได้เจ้าคิดว่ากลับมาอีกครั้งของพวกนี้จะยังอยู่ที่เดิมหรือ? อสรพิษม่วงตนนั้นต้องมีเจ้าของแน่ทันทีที่มันตายเจ้าของของมันก็จะมุ่งหน้ามาที่นี่พวกเราเองก็รั้งอยู่ที่นี่ไม่ได้นานหรอกนะ” ซูเจินเตือน
ฝูเย่วฟางเห็นด้วยแต่ก็ยังหนักใจหากไม่มีหลักฐานเป็นถ้ำนี้ก็คงจะยากสักหน่อย แต่ถ้าพวกมันมาที่นี่จริงๆถึงตอนนั้นก็คงไม่เหลืออะไรอยู่แล้วสู้ทำลายให้พวกมันเอาไปไม่ได้เลยเสียยังดีกว่า
“ได้ เช่นนั้นข้าเอาไปทั้งสามใบ”ฝูเย่วฟางเก็บไข่ทั้งสามใบเข้าอุปกรณ์มิติแล้วเก็บเอาแร่หินเหล็กอีกส่วนหนึ่งให้ได้มากที่สุด
อุปกรณ์มิติของนางเป็นของระดับกลางมีพื้นที่เก็บของภายในมากกว่าของระดับต่ำมากนัก เก็บเอาไปได้มากพอสมควร
ซูเจินบอกว่าจะยกไข่ของอสรพิษม่วงให้ก็ยกให้จริงๆนางไม่เรียกร้องเอาเลยสักใบ นางเก็บเอาสมุนไพรหลายตัวเข้ากำไลมิติอย่างรวดเร็วภายในยังมีหีบที่ใส่หยกม่วงไว้เต็มอีกห้าหีบ ซูเจินให้ทุกคนเก็บเข้าอุปกรณ์มิติไว้คนละหีบ
ภายในยังมีอาวุธระดับต่ำอีกหลายชิ้น แต่ซูเจินว่าอย่าเอาไปเลยจะดีกว่ามันถูกตามเจอง่ายเกินไป นอกจากนี้ก็ยังมีหีบโอสถอีกสองสามหีบ มีหีบเล็กๆหีบหนึ่งใส่ขวดยาเอาไว้สองขวดแต่ละขวดมีโอสถอยู่หนึ่งเม็ด เพียงเห็นลักษณะของเม็ดยาก็บอกได้เลยว่าต้องเป็นโอสถระดับสูงไม่เบาแต่จะเป็นโอสถอะไรค่อยดูกันอีกทีหลังจากนี้
หีบเล็กนั้นซูเจินเก็บเอาไว้เองอุปกรณ์มิติของทุกคนล้วนเหลือพื้นที่อีกเล็กน้อยมีเพียงของจือเหลียงที่ยังพอมีพื้นที่อยู่บ้างซูเจินขอให้เขาเก็บเอาแร่หินเหล็กไปด้วย
ฝูเย่วฟางมองหีบโอสถที่ถูกพวกเขาเก็บเข้าอุปกรณ์มิติแล้วก็อยากจะร้องไห้โอสถมากมายถึงเพียงนั้นนางก็อยากจะได้เหมือนกัน ถ้ำนี้เป็นห้องเก็บสมบัติแท้ๆ
เจ้าของของพวกนี้คงเตรียมการเอาไว้นานแล้วเป็นแน่ของแต่ละอย่างล้วนมีจำนวนไม่น้อย มูลค่ารวมๆแล้วแทบจะเท่าห้องเก็บสมบัติห้องหนึ่งของวังหลวงเลยทีเดียว
เพียงแค่โอสถสองขวดนั้นก็น่าจะมีมูลค่ามากโขแล้ว
ถึงจะอยากได้แต่นางก็ตกลงกับอีกฝ่ายไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่านอกจากไข่และลูกๆของอสรพิษม่วงนางจะไม่เอาสิ่งใดอีกของอื่นๆทุกอย่างจะตกเป็นของพวกเขาทั้งหมด
มาคิดดูตอนนี้แล้วไม่แน่ว่าสตรีนามเฉินซูซูคงคาดการณ์เอาไว้แล้วเป็นแน่แท้ ถึงได้ทำข้อตกลงกับตนเช่นนั้นทั้งยังกีดกันน่าหลันเฟยหยาออกไปด้วย สตรีที่เห็นเงินแล้วตาลุกวาวเช่นนั้น อย่างไรก็ต้องอยากจะได้ส่วนแบ่งแต่ถึงจะไม่มีอะไรพวกนางก็จะไม่เสียอะไรเลย
ถึงนางอยากจะแย่งชิงก็ไม่กล้าอยู่ดีระดับฝีมือของสตรีนามเฉินซูซูผู้เดียวก็เทียบเท่านางแล้วทั้งนางดูจะชำนาญการต่อสู้เป็นอย่างยิ่งด้วย คนอื่นๆที่มากับนางก็มีระดับพลังไม่เบานึกไปถึงเหตุการณ์ที่นางสังหารอสรพิษม่วงง่ายๆ กับทุบตีบุรุษผู้นั้นแล้ว นางก็ปัดความคิดบ้าๆนั่นทิ้งๆไป
อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยจะดีกว่าวันหน้ายังสามารถเป็นสหายต่อกันได้
“รีบไปกันเถอะ ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นมีพลังเท่าใดหากเขาจะมายังที่แห่งนี้จริงๆ เกรงว่าคงใช้เวลาไม่ถึงวัน ลำพังพวกเราสู้เขาไม่ได้”ซูเจินที่รับทรัพย์จนกระเป๋าตุงก็เอ่ยบอกทุกคนทันที “ส่วนนี่ให้เจ้า”
นางโยนขวดยาสามขวดให้แก่ฝูเย่วฟาง
“นี่คือ?” ฝูเย่วฟางรับมาอย่างงงๆ นางไม่ได้งงว่ามันคืออะไรแต่นางงงว่าให้นางทำไมต่างหาก ก็ไหนบอกว่าของทุกอย่างนอกจากไข่ของอสรพิษม่วง เป็นของพวกนางอย่างไรเล่า?
“โอสถที่ใช้เลื่อนระดับมีเพียงข้าที่ใช้ได้ในตอนนี้ แต่ข้าไม่จำเป็นต้องใช้มัน ดังนั้นยกให้เจ้า”ซูเจินพูดอย่างไม่แยแส โอสถพวกนั้นใช้ช่วยเลื่อนระดับสำหรับผู้ที่มีระดับขั้นสีเขียวเท่านั้นแต่ระดับที่แท้จริงของนางคือสีน้ำเงิน ดังนั้นนางไม่จำเป็นต้องใช้มัน
อีกอย่างอุปกรณ์มิติของพวกนางก็เต็มหมดแล้วจะทิ้งไปก็เสียดาย ยกให้นางน่าจะดีกว่า