4.....
ย้อนไปเมื่อสองปีก่อนนัฏนรีได้นำสุนัขพันธุ์ไทยตัวหนึ่งมาฝากให้สิปปกรช่วยเลี้ยง โดยนัฏนรีบอกกับเขาว่ามันชื่อดุ๊กดิ๊ก เป็สุนัขจรจัดที่นัฏนรีขับรถไปชน จึงนำมันไปรักษาและเลี้ยงดูอย่างดีอยู่ที่บ้านของเธอระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็เพียงไม่นาน เธอก็นำมันมาฝากสิปปกรไว้ที่บ้านของยายกันยามาศด้วยเหตุผลที่ว่าอยากจะให้เ้าดุ๊กดิ๊กได้มีเพื่อนเล่น
“ดรีมรักและสงสารมันมากสัญญาว่าจะมาเยี่ยมมันบ่อย ๆ ที่ดรีมฝากปอนด์ เพราะดรีมมั่นใจในตัวปอนด์ ว่าจะให้ความรักความสงสารมันเหมือนที่ดรีมรักมัน”
เพียงคำพูดเช่นนั้นของนัฏนรีก็ทำให้สิปปกรมีความสุขอย่างมากเขาจึงทุ่มเทความรักความเอาใจใส่เ้าดุ๊กดิ๊กให้สมกับที่เ้าของมันรักและฝากฝังเขาไว้เขาจึงไม่ได้ถามถึงเหตุผลอื่นที่ทำให้นัฏนรีจำเป็ต้องเอาเ้าดุ๊กดิ๊กมาฝากเลี้ยง
แต่หลังจากนั้นไม่นานนักเขาก็ทราบจากไปรยาและ ลิลลี่ ว่าเหตุผลที่แท้จริงที่นัฏนรีต้องเอาสุนัขมาฝากเขาเลี้ยงไว้นั้น ก็เพื่อจะให้ชวินสบายใจ เนื่องจากชวินไม่ชอบหน้าเ้าดุ๊กดิ๊กจึงทำร้ายร่างกายมันนัฏนรีรู้สึกสงสารเ้าดุ๊กดิ๊กส่วนหนึ่ง แต่ก็คงอยากจะเอาใจคนรักด้วยจึงยอมที่จะสละเ้าดุ๊กดิ๊กที่เธอเริ่มจะรักและผูกพันกับมันให้มาอยู่บ้านยายของสิปปกรแทน
สิปปกรรับฟังด้วยความเจ็บช้ำใจที่นัฏนรีช่างรักชวินอย่างเหลือเกินความจริงเขาก็รู้และเห็นมาโดยตลอดอยู่แล้วนับั้แ่ชวินกับนัฏนรีเปลี่ยนความสัมพันธ์จากเพื่อนในกลุ่มเดียวกันแล้วก็คบหาเป็คนรักกันมาั้แ่เรียนอยู่ปีสอง ทำให้สิปปกรได้แต่เก็บความขมขื่นผิดหวังนั้นไว้หากเขาใจกล้าพอที่จะบอกรักนัฏนรีก่อนชวิน เขาอาจจะมีความหวังก็ได้คงไม่ต้องแอบรักนัฏนรีเพียงข้างเดียวอยู่อย่างนี้
แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าหากเขาบอกรักนัฏนรีไปแล้วจะได้คำตอบเช่นใดกันมันอาจจะทำให้นัฏนรีเกลียดเขาขึ้นมา ไม่รับเขาเป็เพื่อนอีกก็ได้ซึ่งเป็สิ่งที่เขากลัวอย่างที่สุด เขาคงทนไม่ได้ที่นัฏนรีจะโกรธหรือเกลียดเขาฉะนั้น เขาขอมีความสุขกับการที่ได้แอบรักแอบช้ำอย่างนี้ดีกว่าเพราะถึงอย่างไรเขาก็คงไม่มีทางที่จะเอาชนะชวินได้จึงได้แต่เอาใจช่วยให้นัฏนรีมีความสุขสมหวัง
เช่นเดียวกับเพื่อนสนิทในกลุ่มอีกสองคนคือ ไปรยา กับ ลิลลี่ ที่ต่างก็ลุ้นให้นัฏนรีเป็แฟนกับชวินไปให้นาน ๆ ไม่อยากเห็นนัฏนรีต้องช้ำใจจากความเ้าชู้ปากหวานของชวิน
“นายวิน กะล่อนตอแหลเก่งจะตายยัยดรีมไม่มีทางตามทันหรอก ขนาดนายวินอ้อนขอเงินอ้างว่าเอาไปซื้อของให้แม่เขา ยัยดรีมก็ยังเชื่อเล้ย..ถ้ารู้ว่าเงินที่ให้ไปนายวินเอาไปเลี้ยงข้าวกิ๊กละก้อ ยัยดรีมคงอกแตกตายแน่”
ไปรยามักจะแอบพูดลับหลังนัฏนรีเช่นนี้ให้สิปปกรกับ ลิลลี่ ฟัง แต่ไม่กล้าเล่าให้นัฏนรีฟัง เกรงว่าจะเสียใจ แต่หารู้ไม่ว่าถ้อยคำเ่าั้เสียดแทงหัวใจสิปปกรเพียงใดมันทำให้เขายิ่งเป็ห่วงและสงสารนัฏนรีจับใจ ซึ่งเขาก็ได้แต่แอบไปขอร้องชวินให้เลิกทำตัวเ้าชู้ไปตามจีบรุ่นพี่รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเสียทีแต่ชวินกลับบอกเขาว่า
“ผู้ชายไม่เ้าชู้จะเกิดมาเป็ชายทำไมวะไอ้ปอนด์เสียชาติเกิดว่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็เสียชาติเกิดน่ะสิที่ดันรักผู้หญิงอยู่เพียงคนเดียวไม่คิดจะเปลี่ยนใจ แล้วก็ไม่อยากจะทำให้เธอช้ำใจเลย”
“แกแอบรักใครวะ..เดี๋ยวฉันจะบอกให้เอาไหม”
ชวินถามด้วยความอยากรู้แต่สิปปกรก็ไม่ยอมบอก
“ไม่บอกก็ไม่เป็ไรเพื่อนแต่ฉันคิดว่าพอจะรู้นะ..”
คำพูดของชวินทำให้สิปปกรร้อน ๆ หนาว ๆอยู่เหมือนกัน
“เฮ้ย!..แต่ไม่เป็ไรว่ะเพื่อนต่อให้นายแอบรักดรีมของฉันอยู่ ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก เพราะฉันรู้ว่าในหัวใจดรีมมีแต่ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้นต่อให้ผู้ชายอื่นหล่อกว่าฉันหรือรวยแค่ไหน ดรีมเขาก็ไม่สนหรอกไม่อย่างนั้นเขาจะมาเลือกผู้ชายจน ๆ อย่างฉันทำไมล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะรักใช่ไหมวะ”
คำพูดแสดงความมั่นใจของชวินสร้างความะเืใจให้กับสิปปกรไปหลายวัน แม้จะรู้ว่าเป็ความจริงก็ตาม เขาจึงได้แต่เก็บความรักผสมความช้ำที่มีต่อนัฏนรีเสมอมาจนเรียนจบและเขากำลังจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ จึงได้แต่หวังว่าระยะทางที่ห่างไกลจะทำให้เขาลืมนัฏนรีได้ เขาพยายามตัดใจจากเธอั้แ่วันที่ไปติดต่อเดินเื่ไปอเมริกาซึ่งเป็วันเดียวกับที่นัฏนรีโทรศัพท์มาชวนเขาไปทำบุญทอดผ้าป่าที่วัดต่างจังหวัดกับครอบครัวของชวินและเขาก็ได้ใจแข็งปฏิเสธเป็ครั้งแรก
แต่หลังจากปฏิเสธไปแล้วก็ต้องนอนซึมอย่างคนไม่มีกะจิตกะใจ จนกระทั่งได้ข่าวว่าชวินและนัฏนรีประสบอุบัติเหตุรถตกเหวเขาจึงได้รู้ว่าต่อให้เขาหนีไปให้ไกลสุดขอบฟ้าเขาก็ไม่สามารถที่จะเลิกรักเลิกห่วงใยนัฏนรีได้เลยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับนัฏนรีครั้งนี้มันทำให้เขายิ่งเพิ่มความรักความห่วงหาอาทรมากขึ้นด้วยซ้ำจนการกระทำของเขาที่ไปเฝ้าดูอาการของนัฏนรีที่โรงพยาบาลทุกวันเป็ที่ผิดสังเกตของเพื่อนในกลุ่มอย่างลิลลี่ที่พูดว่า
“ดูปอนด์จะอาการหนักกว่ายัยดรีมอีกนะยังไงก็รู้จักดูแลตัวเองบ้างนะปอนด์หัดรักตัวเองให้มาก ๆแล้วก็ควรที่จะรักคนที่เขารักเราดีกว่า บางทีถ้าปอนด์ลองมองไปรอบๆ อาจจะเห็นคนที่เขาเป็ห่วงอยู่ก็ได้นะ”
ลิลลี่ตั้งใจที่จะพูดให้เขารับรู้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่เพียงแต่เขาไม่พยายามที่จะรับรู้ว่าลิลลี่มีใจให้เขาเท่านั้นเองหากคนเราสามารถบังคับจิตใจตัวเองได้ เขาก็คงบังคับใจให้รักลิลลี่ไปนานแล้ว แต่นี่มันไม่สามารถจะฝืนใจได้ เขาจึงต้องเป็ฝ่ายรักนัฏนรีข้างเดียวอยู่เช่นนี้ ยิ่งห้ามใจตัวเองก็ยิ่งทุกข์ทรมานใจ ยิ่งรู้ว่าคนที่เขารักกำลังสูญเสียคนรักไปก็ยิ่งทำให้เขาเข้าใจความรู้สึกของนัฏนรีจนเขาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลนัฏนรีอย่างเต็มหัวใจ
ที่โรงพยาบาล ดร.นีรนุชเดินทางมาเพียงคนเดียวส่วนดร.ฉันทวัฒน์มีงานสำคัญที่มหาวิทยาลัยทั้งคู่ทำงานอยู่ที่เดียวกันมีตำแหน่งเป็คณะบดีเหมือนกันแต่อยู่คนละคณะวันนี้ดร.นีรนุชสวมชุดเสื้อกระโปรงสีสดใส เข้ากับหุ่นบอบบางเหมือนนางแบบผมยาวสลวยถูกปล่อยตามสบายทำให้สวยแปลกตากว่าวันที่แต่งตัวไปมหาวิทยาลัยในมือของดร.นีรนุชหอบดอกลิลลี่สีขาวที่ลูกสาวชอบเป็พิเศษเพื่อนำมาปักแจกันที่ห้องคนป่วยเธอผลักประตูห้องเข้าไปก็พบว่าเพื่อนของลูกสาวกำลังยืนมองคนป่วยที่กำลังหลับอยู่บนเตียง
“สวัสดีค่ะอาจารย์”
ทั้งไปรยาและลิลลี่ รีบหันไปยกมือไหว้ดร.นีรนุช ในขณะที่สมใจเดินไปรับดอกไม้จากมือของดอกเตอร์เพื่อนำไปปักแจกัน
“มากันนานหรือยังจ๊ะสาว ๆ”
ดร.นีรนุชเอ่ยถามเพื่อนสนิทของลูกสาวด้วยน้ำเสียงเป็กันเอง
“เพิ่งมาถึงเมื่อกี้เองค่ะเห็นป้าสมใจบอกว่าดรีมกำลังหลับอยู่ พวกเราก็เลยแค่มองดูค่ะ” ไปรยาเป็คนบอก
“คุณหมอให้ยานอนหลับหนูดรีมไปอีกสักเดี๋ยวก็คงจะตื่นแล้วล่ะค่ะ”
สมใจบอกกับทุกคน
“เมื่อคืนลูกดรีมเป็ไงบ้างป้า”
ดร.นีรนุชหันมาถามป้าสมใจที่อยู่ดูแลคนป่วยที่ห้องพิเศษตลอดคืน
“ก็สลืมสลือค่ะ แต่ก็ยังถามหาคุณวินอยู่ตลอด”
ป้าสมใจบอกตามจริง
“แล้วป้าบอกลูกดรีมหรือเปล่า”
“ก็อาจารย์สั่งป้าไว้ไม่ให้บอกก็เลยไม่ได้พูดอะไรค่ะ”
“อาจารย์สั่งอะไรป้าสมใจหรือคะ”
ไปรยาถามด้วยความอยากรู้ดร.นีรนุชยกมือจุ๊ปากส่งสัญญานไม่ให้เสียงดัง
“แม่ว่าเราออกไปคุยกันด้านนอกดีไหมให้ป้าสมใจเฝ้าลูกดรีมคนเดียวก็พอ”
สองสาวเห็นด้วย เดินตามมารดาของเพื่อนออกไปด้านนอกเงียบๆ ดร.นีรนุชพาสองสาวไปยังที่นั่งใกล้กับห้องพิเศษ
“ปอนด์ล่ะจ๊ะไม่ได้มาด้วยกันหรือ”ดร.นีรนุชถามขึ้น
“ลิลลี่โทรไปชวนเขาแล้วค่ะ เห็นว่าติดธุระที่บ้านคุณยายแต่เสร็จแล้วก็คงจะมาค่ะ”
“ความจริงปอนด์น่าจะพักผ่อนก็ดีแม่เห็นมาเฝ้าดรีมทุกวันเลย เมื่อวานก็อยู่ทั้งวัน”
ถ้อยคำของดร.นีรนุชกระตุกความรู้สึกของลิลลี่ไม่น้อย ทำไมลิลลี่จะไม่รู้ว่าสิปปกรรู้สึกอย่างไรกับนัฏนรีมันสร้างความช้ำใจ น้อยใจให้กับลิลลี่ทุกครั้งที่เห็นสายตา และการกระทำของสิปปกรที่มีต่อนัฏนรีเมื่อไหร่หนอที่สิปปกร จะมองเห็นความรักที่เธอมีต่อเขาสักทีเธอรู้ว่าสิปปกรต้องเ็ปเพียงใดที่แอบรักนัฏนรีเช่นเดียวกับที่เธอก็ระทมทุกข์กับการแอบรักสิปปกรข้างเดียวเหมือนกัน
“ที่ให้พวกหนูออกมาคุยข้างนอกก็เพื่อจะได้ทำความเข้าใจเื่วินสักหน่อยคือ ตอนนี้แม่ยังไม่อยากจะให้ดรีมรับรู้ความจริงเื่ที่วินเสียชีวิตแล้ว”
ดร.นีรนุชบอกความ้าแต่ไม่ทันที่จะได้พูดต่อทั้งหมดก็เห็นป้าสมใจเปิดประตูห้องออกมาสีหน้าไม่สบายใจ
“อาจารย์ขา..คุณหนูเรียกหาคุณวินคาดคั้นจะให้ป้าบอกให้ได้ค่ะ”
ดร.นีรนุชลุกขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีสองสาวลุกขึ้นเดินตามไปติด ๆ
“ลูกจ๋า..แม่มาแล้วลูก”
ดร.นีรนุชเข้าไปจับมือนัฏนรีที่กำลังนอนร้องไห้น้ำตาไหลพราก
“เมื่อกี้วินมาหาหนู..ฮือๆ”
นัฏนรีบอกเสียงสั่นเครือสะอื้นฮัก ๆ
“วินมาหาหนูไม่ได้หรอกลูก..”
“ทำไมคะ..ทำไมวินมาหาหนูไม่ได้ เมื่อกี้หนูยังเห็นเขาอยู่เลย”
นัฏนรีสอดส่ายสายตาไปมารอบห้อง ลิลลี่รีบขยับเข้าไปใกล้ไปรยาด้วยความหวาดกลัว
“เอ้อ..คืออย่างนี้นะลูกคือว่าวินเขา...”
ดร.นีรนุชแทบจะกลั้นหายใจเธอเว้นระยะเพื่อใช้ความคิดว่าจะบอกลูกว่าอย่างไรดี
“วินอยู่ที่เชียงใหม่ไงคะ”
ไปรยารีบพูดโพล่งขึ้นมา ทำให้ดร.นีรนุชโล่งอกที่เพื่อนลูกสาวคิดคำพูดได้ทันท่วงที
“อือ..ใช่ใช่..วินต้องพักรักษาตัวเหมือนดรีมไง”
ลิลลี่รีบรับลูกต่อจากไปรยาได้เช่นกัน
“ทำไม..เกิดอะไรขึ้นคะ”
นัฏนรีถามสีหน้างุนงงพลางมองหน้าเพื่อนสาวสองคนสลับกันไปมา
“วินกับดรีมเกิดอุบัติเหตุยังไงล่ะลูกจำได้ไหมจ๊ะ”
ดร.นีรนุชบอกเสียงอ่อนโยนพร้อมกับจับมือให้ความอบอุ่นลูกไปด้วยในขณะที่นัฏนรีขมวดคิ้วพยายามใช้ความคิด
“จำได้ไหมดรีม..เธอไปทอดผ้าป่าที่วัดชนบทเชียงใหม่ ไปกับครอบครัวของวินไงล่ะ”
ไปรยาทวนความจำให้ หวังว่าจะกระตุ้นความทรงจำให้เพื่อน
“ใช่...ดรีมไปทำบุญกับพ่อแม่ของวินแล้วก็น้องสาวของเขาด้วย”
นัฏนรีเริ่มนึกออก เธอเล่าช้า ๆ ให้ทุกคนรับรู้
“แล้วยังไงต่อคะคุณหนูขา..”
ป้าสมใจรีบถามเพื่อให้คนเล่าได้ฝึกใช้ความคิดต่อ
“โอย..ปวดหัว..คิดไม่ออกหนูไม่อยากคิดแล้ว”
นัฏนรีนิ่วหน้าบ่งบอกถึงความเ็ปในร่างกาย
“ไม่ต้องคิดแล้วลูก นอนพักผ่อนดีกว่านะจ๊ะคุณหมอให้หนูพักผ่อนเยอะ ๆ”
ดร.นีรนุชลูบศีรษะลูกเบา ๆ
“ถ้าอย่างนั้นเราสองคนออกไปข้างนอกก่อนนะคะ”
ลิลลี่บอกดร.นีรนุชพยักหน้าให้ก่อนจะหันไปตบแขนลูกสาวเบา ๆ เหมือนแม่ลูกอ่อนที่
กำลังจะกล่อมให้ลูกเล็ก ๆ ได้นอนหลับ
“ป้าจะออกไปเดินเล่นข้างนอกก็ได้นะเดี๋ยวฉันจะเฝ้าลูกดรีมเอง”
ดร.นีรนุชหันไปบอกป้าสมใจเบาๆซึ่งป้าสมใจก็ทำตามด้วยการเดินออกไปจากห้อง
เงียบๆ ปล่อยให้แม่ลูกได้อยู่กันตามลำพัง