“เป็นแค่แท่งหินศิลา ริอ่านมาขวางข้าเช่นนั้นหรือ” หนานกงอวิ๋น บีบฝ่ามือในลักษณะคล้าย กรงเล็บหงส์เพลิง เข้าบดขยี้การโจมตีของอวิ๋นซี ในหนึ่งฝ่ามือ แม้กายาช่วงบน จะถูกแรงปะทะจนบาดเจ็บหนัก อาภรณ์ช่วงบน ขาดลุ่ยไม่มีชิ้นดี เผยให้เห็นมัดกล้ามไปทั่วส่วนบนก็ตาม
ทว่าหมู่ชนพวกเขาใจสั่นสะท้านไม่น้อย ครั้นรับรู้ว่าบัดนี้ หนานกงอวิ๋น กายาเขาไปอยู่ในขั้นกายาเซียนแล้ว แม้แต่สตรีน้อยบางคน ยังต้องยกฝ่ามือขึ้นมาป้องปาก เก็บซ่อนใบหน้า ที่แดงซ่านด้วยความเขินอายไว้
ก่อนเสียงปีกจะกระพือลมออกมาดังก้อง พร้อมร่างหนานกงอวิ๋น ที่แหวกมิติพุ่งปราดมาอยู่เบื้องหน้า อวิ๋นซีที่อยู่ในสถานการณ์ ตื่นตระหนกในเสี้ยวพริบตา ราวกับร่างเงาของภูตพราย
ฝ่ามือหนานกงอวิ๋นไม่รอช้า เมื่อดึงคว้าเข้าไปภายในมิติที่ว่างเปล่า ดาบสีดำโพยพุ่ง ด้วยกลิ่นอายความตาย ก็ถูกหนานกงอวิ๋น ดึงแหวกห้วงมิติออกมาสำแดงพลัง ฟาดฟันเข้าใส่ อวิ๋นซีที่ไม่ทันตั้งตัวในฉับพลัน
เสียง ฉัวะ!!ที่ดังออกมาหนักแน่น ส่งให้ตั้งแต่หัวไหล่ลงไปจนถึงหน้าท้อง ของอวิ๋นซี เกิดบาดแผลใหญ่ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็น พร้อมร่างที่ลอยกระเด็น ออกจากสนามประลอง ด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ปัง!!
“อ๊ากกก!! เจ้า!!”
ภาพนั้นถึงกับทำให้อวิ๋นฉินอิน นางน้ำตาร่วงลงมาเป็นสาย ครั้นเห็นสภาพบุตรชายนาง บัดนี้บาดแผลมีปราณพลังความตาย โพยพุ่งขึ้นมาจากบาดแผลที่เปิดออก กำลังเข้าแทรกซึม กลืนกินบุตรชายของนาง ช้าๆ ด้วยความเจ็บปวด
ด้านจักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยาง เขาที่มีใบหน้าเรียบนิ่งมาตลอด ถึงกับขมวดคิ้วมุ่น เข้าหากันเป็นปม แต่ก็ยังพอเก็บความเยือกเย็นเอาไว้ได้
ครั้นได้ยินเสียงแค่นของ จักรพรรดิฟู่เฉิง เอ่ยพูดออกมา ภายในทะเลความรู้ส่วนกลาง “ไอ้เจ้าลูกศิษย์คนนี้ ดันโจมตีด้วยปราณพลังความตายไปเสียได้ จักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยาง เกรงว่าบุตรชายท่าน จะรากฐานเสียหายแล้วกระมัง หากไม่รีบยับยั้ง ปราณพลังความตาย ทว่าคนที่จะยับยั้ง ปราณพลังความตายได้ เกรงว่า จะหาไม่ง่าย ภายในสนามประลองในช่วงเวลานี้”
“เช่นนั้นเดียวจบการประลอง หอคัมภีร์เกียรติยศ ข้าจะส่งของล้ำค่า ช่วยฟื้นฟูรากฐาน ไปให้ท่านถึงหน้าบ้านของท่านเอง ดีหรือไม่?”
จักรพรรดิมนุษย์เกอซูหยาง ที่ยืนมือไพล่หลัง เขาบีบรัดฝ่ามือ ด้านหลังเข้าหากันจนแน่น ก่อนจะเอ่ยพูดเสียงเรียบออกมา “ลูกของข้าอ่อนแอเอง จะโทษลูกศิษย์ของท่านไม่ได้ จักรพรรดิฟู่เฉิง ท่านอย่าได้ใส่ใจ”
“ฮ่าๆ ต้องอย่างนี้ซิ ..จักรพรรดิจ้าววังมังกร เจ้าควรดู จักรพรรดิมนุษย์เกอซูหยาง เป็นตัวอย่าง”
ภาพด้านล่างลานประลอง อวิ๋นซีที่ดิ้นพล่าน ด้วยความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ต่างก็พาให้ผู้เข้าร่วมงานประลอง ถอยห่างจากปราณพลังความตาย ที่แพร่กระจัดกระจาย ออกมาอย่างฉับไว มีแม้บางคนส่งปราณพลัง พยายามจะเข้าไปยับยั้งปราณพลังความตาย ให้อวิ๋นซี ทว่าพวกเขา ต่างก็ส่ายหัวออกมา
ก่อนอี้เฉินจะสืบฝีเท้า ห่อตะบึงเข้ามาหาชายหนุ่มอย่างฉับไว อย่างไรอวิ๋นซีก็ถือว่าดีกับอี้เฉินไม่น้อย เขาจึงไม่ลังเล ที่จะช่วยเหลือชายหนุ่ม
เยว่ชิงเซียนที่เห็นปราณพลังความตาย แผ่กระจัดกระจาย นางพยายามจะเข้าไปห้ามปรามอี้เฉินไว้ กลับถูกเซียงอวี่ จับคว้าหมับ จับฝ่ามือเรียว ขาวนางไว้แน่น “เจ้าจะทำอะไรเยว่ชิงเซียน ไม่เห็นหรือไงว่าบริเวณนั้น อันตรายมากถึงเพียงใด”
ภาพแผ่นป้ายรายชื่อ หนานกงอวิ๋น ที่ลอยเด่นเหนือลานประลอง พุ่งขึ้นสูงสว่างพร่างพราว ขึ้นไปยืนอันดับหนึ่งร่วมกับ แม่นางเมี่ยนจือในทันใด แต่สิ่งที่หลายๆ คนประหลาดใจก็คือ แผ่นป้ายรายชื่อของคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ไม่กี่หยิบมือ บริเวณหน้าลานประลอง แผ่นป้ายรายชื่อพวกเขา ต่างก็ลอยเด่นขึ้นมากันแทบทั้งสิ้น
“หืม!! นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นมาอีกเล่า” หนานกงอวิ๋น เขาแค่นเสียง ขึ้นมาด้วยความไม่พอใจครั้นเห็น คนอื่นๆ ภายในสถานที่แห่งนี้ คะแนนตามตัวเขามาติดๆ เช่นกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งแต้มของอี้เฉิน
ก่อนเสียง วจนะ จะกล่าวขานดังออกมาก้อง “สตรีนามว่าเมี่ยนจือ ได้รับสิ่งสืบทอด ของหอคัมภีร์เกียรติยศทางทิศใต้ คะแนนของทุกคน ภายในสถานที่แห่งนี้ จึงบวกขึ้นมาตามความสามารถ”
เสียงเฮ้อ!! ลอบถอนหายใจของเหล่าอัจฉริยะ ดังออกมายาว “เหมือนว่าเวลาใกล้จะหมดลงไปทุกทีแล้วซินะ เกรงว่าพวกเรา คงต้องไปหา วิชา ระดับ ชั้นฟ้า ภายในหอคัมภีร์แล้วล่ะ ไม่คิดว่าจะมีคนได้สิ่งสืบทอดทางทิศใต้ไปแล้ว”
ศิษย์เอกอัจฉริยะ ของนิกายบรรพกาล ต้าจวน เขาไม่คิดเลยว่าบัดนี้ เมี่ยนจือนางจะกลายเป็นผู้ได้รับ การสืบทอด เกรงว่าเมื่อนางออกจากการสืบทอด ฐานะของนางจะสูงขึ้นมา มากโข ภายในนิกายบรรพกาล “ศิษย์น้อง เหตุใดเจ้าช่างโชคดีเช่นนี้เล่า”
ก่อนพวกเขาที่ไม่มีกะจิตกะใจคิดจะต่อสู้อีกต่อไป จะรับรู้ถึงความเดือดดาลของ หนานกงอวิ๋น ครั้นเห็นแต้ม รายชื่ออี้เฉินพุ่งพรวดพราดขึ้นมาทีเดียว 400แต้ม จากการที่ วจนะ มองว่าอี้เฉินมีศักยภาพ หนานกงอวิ๋นแค่นเสียงแข็ง กร้าวออกมาดังก้องทันที “ข้าท้าประลองกับเจ้าอี้เฉิน เจ้ารีบขึ้นมาเสีย อย่าทำให้ข้าต้องเสียเวลา ปล่อยอวิ๋นซีไว้อย่างนั้นแหละ”
อี้เฉินที่นั่งชันเข่าอยู่ต่อหน้าร่างอวิ๋นซี คลี่ยิ้มออกมากว้าง จนชายหนุ่มต้องเอ่ยพูดขึ้นมา ด้วยความยากลำบาก “เจ้าคิดจะทำอะไรอี้เฉินไปเสีย”
ทว่าเมื่อหมู่ชนเห็นภาพ วงแหวนวัฏจักรชีวิต หมุนวนบนฝ่ามืออี้เฉิน พร้อมด้วยปราณพลังชีวิต ที่ไหลทะลักทลาย ก่อนมันจะค่อยๆ สูบกลืนปราณพลัง ความตายเข้าไปช้าๆ ก่อนอีกสักครู่ใหญ่ อี้เฉินจะแค่นเสียงดุออกมา ครั้นเห็นว่า เขาสามารถขจัดปราณพลังความตาย ออกไปจากกายา ของอวิ๋นซีได้ “เจ้ารอข้าสักครู่ได้หรือไม่ไอ้เวร อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำสอง”
สายตาที่เฉียบคมของอี้เฉิน ต่างก็ทำให้ผู้คนรับรู้ ถึงบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง แม้แต่อวิ๋นซีเขายังเอ่ยทักท้วงอี้เฉิน ทว่าก็เหมือนจะไม่เป็นผล
หมู่ชนที่เห็น วงแหวนวัฏจักรแห่งความตาย ด้านหลังอี้เฉินก่อร่างขึ้นมา จนเด่นชัดอีกชนิด พวกเขาต่างก็เบิกอ้าดวงตาออกกว้าง จนรูม่านตาขยายกว้างอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็น วงแหวนวัฏจักรแห่งความตาย แฝงไว้ด้วย เต๋า ธรรม วิชาต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่วิชาสังสารวัฏ ส่วนหนึ่งที่อี้เฉินเรียนรู้ มันก็ทำให้เหล่าจักรพรรดิบางคน มีสายตาโลภขึ้นมา
ทว่าพวกเขาเองก็รับรู้ ผู้ที่จะสำแดง วัฏจักรแห่งความตาย ขึ้นมาได้เช่นนี้ ต้องรับรู้ตระหนักถึงความตายจนถึงแก่นแท้ ไม่เช่นนั้นมันไม่อาจก่อร่าง เป็นวัฏจักรแห่งความตาย ขึ้นมาได้ “เกรงว่าชายผู้นี้ เขาจะผ่านความตาย มาหลายครั้งหลายครา”
ผู้อาวุโสอีกท่านเองก็กล่าวพูดขึ้นมาเช่นกัน “เหมือนว่าพวกเราคนดินแดนจักรพรรดิ จะดูถูกดูแคลน จักรพรรดิหนุ่ม ผู้ปกครองดินแดนเทพ ผู้นี้มากเกินไปแล้วกระมัง” ครั้นหลายคนได้ยิน พวกเขาต่างก็พยักหน้าขานรับ เมื่อเห็นวงแหวน วัฏจักร ของอี้เฉินรวมทุกอย่างที่เขาตระหนักรู้ สลักสร้างเป็นวงแหวนวัฏจักร ขึ้นมาจนเด่นชัด
ด้านอี้เฉินที่ดูดซับปราณพลังความตาย ออกจากกายาอวิ๋นซี ทำให้ใบหน้า ฮูหยินอวิ๋นฉินอิน ที่ดูแก่ชราลงไปไม่น้อย ค่อยๆ กลับมายิ้มได้อีกครา ครั้นรับรู้ว่าบุตรชายของนางในยามนี้ ถูกอี้เฉินช่วยเหลือเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที
หนานกงอวิ๋น ชายหนุ่มที่ยืนมือไพล่หลังรออี้เฉิน อยู่บนสนามประลอง ด้วยความโดดเด่น อย่างใจเย็น ฝ่ามือเขาบีบรัดเข้าหากันจนแน่น แค่นเสียงชิ!!ดังขึ้นมาในลำคอ ด้วยความไม่สบอารมณ์ เมื่อเห็นอวิ๋นซีบัดนี้ เขาอาการดีขึ้นมาตามลำดับ
ผู้คนบริเวณรอบลานกว้าง หน้าสนามประลอง พวกเขาเองก็เหมือนจะตกลงกันได้แล้ว ที่จะเข้าไปศึกษา ค้นหาตำรา ระดับ ชั้นฟ้า ภายในหอตำรา ไม่อาจมัวชักช้าได้อีกต่อไป
แม้แต่คุณชายวังจิน ยังปรายตามามองอี้เฉิน ด้วยสายตาอาฆาตแค้น อี้เฉินอยู่แวบหนึ่ง ก่อนเขาจะสืบฝีเท้า เหยียบโซ่เส้นใหญ่ ขึ้นไปตามทางเดิน ไปยังหอตำราที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ทิศทางมารพุทธ ทงอี้ ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง พวกเขาเองก็สืบฝีเท้าไปเช่นกัน ครั้นพยักหน้า มาให้อี้เฉินอยู่แวบหนึ่ง พวกเขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป