บทที่ 63
รีออนมองไปยังสมรภูมิรบที่มีแต่เลือด และศพของศัตรูอย่างสลดใจ โลกก่อนตามหน้าประวัติศาสตร์ถึงจะมีสงครามกันหลายครั้ง และทุกๆครั้งจะมีคนตายเป็นกองเหมือนอย่างนี้ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอยู่ดี มนุษย์ไม่ควรที่จะมาเข่นฆ่ากันเองอย่างป่าเถื่อนเช่นนี้“จัดการทำพิธีศพของพวกเขาอย่างสมเกียรติชายชาติทหาร เมื่อสงครามจบลงแล้ว อย่าได้คิดว่าเขาเป็นศัตรูอีกต่อไป เราทุกคนต้องให้เกียรติพวกเขาในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่ง และก่อนหน้าที่จะทำอะไรต่อจากนี้ ขอให้ทุกคนในเมืองเลบานอนแห่งนี้ยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ตายในวันนี้เป็นเวลา 1 นาทีด้วย..” รีออนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังของเขา ประชาชนที่ได้ยินเสียงของรีออนพวกเขาก็ต่างทำตามกันอย่างไม่มีข้อสงสัย ทั้งเมืองต่างก็หยุดนิ่งเป็นเวลาหนึ่งนาที ในความคิดของพวกเขาเหล่าทหารเองก็รู้สึกสงบใจขึ้นมาบ้างที่ได้ทำอะไรให้กับบุคคลที่พวกเขาเพิ่งจะเข่นฆ่าไป มันเหมือนเป็นการชำระ และคำอวยพรให้ไปยังที่ที่ดีกว่าในภพภูมิหน้า“ขอให้พวกเจ้าไปเกิดใหม่ในที่ที่ดีกว่านี้ อย่าได้มาเข่นฆ่าเผ่าพันธุ์เดียวกันเช่นนี้อีกเลย..” รีออนกล่าวขึ้นพร้อมกับลมวนที่พัดผ่านไป ราวกับเหล่าวิญญาณที่ตายในสนามรบต่างก็หมดอาลัยอาวรณ์แล้วในโลกใบนี้ รีออนสั่งให้รถม้าทุกคันช่วยกันขนย้ายศพของทหารดีไวท์มารวมกันที่ชายป่า เพื่อทำพิธีเผาร่างเนื้อเป็นครั้งสุดท้าย แน่นอนว่าเขาไม่ลืมที่จะกำชับให้ทุกคนที่ทำงานไม่ว่าชาวบ้านหรือทหารจากที่ไหน ขนศพพวกนี้ด้วยความระมัดระวัง เพราะเขาก็เป็นคนเหมือนกันกับเราทั้งนั้น ทุกๆคนที่ได้รับเจตนารมณ์ของรีออนแล้วก็ต่างทำตามหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี พวกผู้หญิง และเด็ก รวมถึงผู้คนที่สูงอายุบางคนก็ช่วยกันตกแต่งเมืองรอไว้สำหรับการเฉลิมฉลองจากชัยชนะสงครามในค่ำคืนนี้ ถ้าไม่นับรวมเรื่องศพของศัตรูที่ต้องเผาทำลายมันก็เป็นเรื่องที่น่ายิ่งดีที่สุดเท่าที่จะมีมาได้ เพราะตอนนี้เมืองของพวกเขาได้ติดอันดับสุดยอดการสงครามในประวัติศาสตร์เรียบร้อยแล้ว แล้วไหนจะเป็นเรื่องอาวุธชนิดใหม่ที่ไม่มีใครจะมีได้ รวมถึงตัวตนของผู้ที่เขียนหน้าใหม่ให้กับประวัติศาสตร์ในครั้งนี้อย่างเจ้าชายรีออน ที่ได้รับขนานนามใหม่ว่า ‘จักรพรรดิเวทย์แห่งแสงคนใหม่’ เองก็ด้วยที่เป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วแผ่นดิน หลังจากงานพิธีกล่าวอำลาของรีออนที่ชายป่าเสร็จ พวกเขาก็เริ่มจุดไฟเผาร่างของทหารดีไวท์ทันที เหตุผลที่ต้องจัดการเผานั้น มนุษย์เป็นสัตว์ที่พิเศษหากทำการฝังมันอาจจะทำให้เกิดโรคระบาดจากการเน่าเปื่อยของศพมนุษย์จำนวนมากได้ ทั้งพืชและสัตว์ก็ต่างจะได้รับผลกระทบที่ตามมานับไม่ถ้วน จากนั้นพวกเขาก็ไปจัดการกับพวกเศษกับดักถอนการติดตั้งทั้งหมด ก่อนจะกลบดินที่ขุดมาหลายวัน แต่การกลบมันกลับใช้เวลาไม่นานเท่าไรนัก แต่เท่านั้นยังไม่พอรีออนที่รู้ดีว่าทั้งป่าที่ถูกทำลายไปด้วยการเผา และพื้นดินที่เพิ่งจะกลบไปมันยังหนาไม่พอ พวกมันต้องการน้ำเพื่อให้หน้าดินกลับมาทรงตัวหนาแน่นเหมือนเมื่อก่อนได้ รวมถึงต้นไม้ที่โดนเผาไปในป่า ตามธรรมชาติแล้วการเผาทั้งต้น ต้นไม้จะไม่ตายในทันที หากพวกมันได้น้ำได้ทันกาลมันก็จะสามารถแตกใบ และกิ่งก้านของมันออกมาได้อีก มันทำให้เขานึกถึงโครงการหนึ่งในโลกก่อนมันเป็นหลักการง่ายๆอย่างฝนเทียม หลักการของมันตามปกติแล้วจะใช้จำพวกเกลือแกงที่เป็นรูปแบบของสารเคมีโปรยไปทั่วท้องฟ้า แต่สำหรับรีออนแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ขั้นตอนที่ยุ่งยากขนาดนั้น เขาสั่งการให้อลิสตรวจสอบเมฆบริเวณนี้ว่ามีความชื้นสัมพัทธ์เพียงพอหรือไม่ที่จะทำ และจากการตรวจมันสามารถทำให้เกิดฝนเทียมได้ เขาจึงใช้เจ้าเครื่องย้อนเวลาที่มันมีหลากหลายฟังก์ชันให้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าประมาณ 7000 ฟุต เครื่องนั้นทำการดูดก้อนเมฆพวกนั้นให้มารวมตัวกันมากขึ้น แล้วก็ทำการเพิ่มความร้อนให้กับก้อนเมฆนั้น แน่นอนว่ามันก็ทำให้ความชื้นที่เมฆก้อนนั้นระเหยขึ้นไปเป็นไอน้ำอุ่นๆกระทบกับก้อนเมฆที่อยู่สูงขึ้นไปที่เป็นก้อนเมฆเย็นๆ จากนั้นพวกมันก็ทำปฏิกิริยากันเองเมื่อความร้อนกับความเย็นมาเจอกัน เหมือนกับเครื่องปรับอากาศที่จะมีหยดน้ำตกลงมาจากการคลายความร้อน ทำให้เกิดฝนที่ไม่ได้หนักเหมือนกับพายุ แต่มันก็สามารถเรียกว่าฝนได้อยู่ เม็ดฝนเม็ดแรกตกลงมาบนพื้นดิน“เจ้าชายรีออน..ท่าน!!... ท่านสามารถเรียกฝนมาได้!!” ทหารที่อยู่ใกล้ๆสังเกตรีออนมานาน เพราะเห็นว่าท่านเอาแต่จ้องมองไปยังท้องฟ้า แล้วบ่นเหมือนจะพึมพำอะไรสักอย่าง แน่นอนว่ารีออนเองก็ยิ้มออกมาไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด จากนั้นรีออนก็ได้พูดขึ้นต่อไป“เอาล่ะ งานของวันนี้ก็จบลงแล้ว ฝนก็กำลังจะตกลงมา ทุกคนกลับเมืองกันได้แล้ว...” รีออนกล่าวพร้อมกับเดินไปควบม้าของตัวเอง อลิสแจ้งให้กับรีออนทราบว่าเครื่องย้อนเวลาอเนกประสงค์นี้พลังงานตกต่ำไปมากแล้ว จะต้องใช้เวลาชาร์จแบตของตัวเองอีกนาน 4-5 วันจากพลังงงานแสงอาทิตย์ ซึ่งรีออนก็เข้าใจดีว่าในสงครามนี้เขาได้ใช้งานมันหนักมากจริงๆ ให้มันได้พักบ้างก็ดีเหมือนกัน ข่าวเรื่องที่รีออนเรียกฝนมาได้นั้นมันดังไปทั่วทั้งเมือง ท่านพ่อท่านแม่ที่ได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างภูมิใจที่ลูกกชายตัวแสบเมื่อครั้งก่อนเคยไม่เอาไหนจะมีวันนี้ได้ และบทบาทในวันนี้ของพวกเขาทั้งสองที่เป็นราชวงศ์ของอาณาจักรมีเพียงอย่างเดียวคือ ออกเงินทุกเหรียญกับงานเฉลิมฉลองจำนวนหลายหมื่นเหรียญทองสำหรับงานเลี้ยง 3 วัน 3 คืนมานี้ มันก็ทำให้ผู้คนภายในเมืองมีความสุขกันอย่างทั่วหน้า แต่ในขณะที่เมืองเลบานอนสนุกไปกับเสียงดนตรีและเสียงเพลง ผู้คนจำนวนหนึ่งในเมืองหลวงกับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย เป๊ก!!! เสียงของแก้วที่มันตกกระทบบนพื้นด้วยความไม่พอใจของหญิงสาวนางหนึ่ง และคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเบลล่าพระสนมเอกขององค์ราชาฟรีลิม แน่นอนว่าเธอรู้ข่าวของรีออนเจ้าปัญหาว่ายังมีชีวิตอยู่ ทำให้พระราชาต้องออกทัพหน้าไปด้วยตัวเอง แทนที่จะให้ลูกชายของเธอได้สร้างผลงานบ้าง เธอจึงวางแผนจัดการกับรีออนเอาไว้ เมื่อได้ยินว่าเจ้านั่นเป็นผู้บัญชาการรบของเมืองเลบานอน จากสงครามที่มันควรจะหวานหมู แต่กลับกลายเป็นว่ารีออนได้รับการยกย่องเข้าไปอีก “ข้าน่าจะกำจัดมันให้ตายด้วยมือของตัวเอง เจ้าพวกนักฆ่าอะไรนั่นมันใช้การไม่ได้จริงๆ สงครามที่ไม่น่าจะชนะได้ มันก็ชนะมาแถมยังไม่มีทหารของมันสักคนที่ตาย มันเก่งอย่างนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ จักรพรรดิเวทมนตร์อะไรกัน!!.. แผนที่ข้าวางเอาไว้กลับป่นปี้ไปหมด.. เพราะแก ไอ้องค์ชายขยะ..” เบลล่าที่ตอนนี้เปรียบเสมือนพระราชาที่มีอำนาจล้นมือ เธอส่งสาสน์ในนามของราชาให้กับกองทัพจากดยุคคนอื่นๆในดินแดนให้รออยู่เมืองใกล้ๆ ชะลอการเข้าร่วมสงคราม เมื่อสงครามจบ เจ้าชายนั้นก็คงไม่น่าจะรอดจากนั้นคอยสั่งให้ตีเมืองเลบานอนกลับมาทีหลังก็ยังไม่สายจนเกินไป แต่เหตุที่ไม่คาดคิดตามแผนการณ์ก็เกิดขึ้น และมันก็เปลี่ยนไปมากกว่าเดิมในความคิดของเธอ“ใจเย็นๆก่อนท่านสนมเอก.. ท่านหลงลืมไปแล้วหรือว่ายังมีข้าอยู่ทั้งผู้.. จักรพรรดิเวทย์ที่ยังไม่ได้รับการยืนยันเช่นนั้น มีหรือจะมาต่อกรกับข้าได้..” ชายคนนี้คือผู้ที่ได้รับการยกยอให้เป็นจักรพรรดิเวทย์แห่งความมืดมิด เขามีนิสัย และความชื่นชอบที่แปลกประหลาด ชอบเห็นระบบหรืออะไรก็ตามพังพินาศไปตามสิ่งที่เขาได้กำหนด ถึงครั้งนี้มันจะพลาดไปหน่อย แต่มันก็ยังไม่ถึงกับขึ้นวิกฤติใดๆ เขาจึงนิ่งๆไม่ลงมือทำอะไร“เจ้าค่ะท่านอาจารย์... ท่านเก่งกาจที่สุดในผืนแผ่นดินนี้แล้วเจ้าค่ะ...” เบลล่ากล่าว...