ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 107 ศักดิ์ศรีของฮันเตอร์

              หลังสถานการณ์สงบลงพวกเขาทั้งสองช่วยฮันเตอร์กลุ่มดังกล่าวอพยพพลเรือนที่ติดอยู่ออกมาได้เป็นผลสำเร็จบรรยากาศรอบ ๆ เต็มไปด้วยเสียงขอบคุณและเสียงสะอื้นของผู้รอดชีวิตที่เต็มไปด้วยความดีใจและความโล่งใจใบหน้าของพลเรือนหลายคนยังคงแสดงออกถึงความเหนื่อยล้า หวาดกลัวบางคนกอดกันแน่นขณะที่บางคนยังคงมองหาครอบครัวที่สูญหายไปเด็กเล็กบางคนถูกอุ้มอยู่ในอ้อมแขนของพ่อแม่ขณะที่บางคนยังคงร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของคนแปลกหน้าที่ช่วยดูแลพวกเขา


              ระหว่างพักฟื้นร่างกายเรย์ก็ไม่ปล่อยเวลาสูญเปล่าเขาไล่ถามหาเบาะแสของคางูยะผ่านทุกคนที่พบอย่างมีความหวัง


              “คุณเคยเห็นผู้หญิงคนนี้บ้างไหมครับ”


              เขายื่นรูปของคางูยะให้พลเรือนที่อยู่ใกล้ๆ ชายตรงหน้าส่ายหัวตอบเรย์ไม่แน่ใจว่าคนที่เขาถามอยู่นั้นนับเป็นจำนวนเท่าไหร่แล้วของวันนี้แม้จะยังไม่มีความคืบหน้า แต่ก็ไม่เคยละความพยายาม


              ขณะที่เขากำลังไล่ถามคนถัดไปได้มีชายแก่คนหนึ่งผ่านมาและเห็นรูปจึงเอ่ยทักขึ้น


              “ฉันคิดว่าเคยเห็นหน้าแม่สาวคนนี้อยู่นะพ่อหนุ่ม...แต่นั่นก็เมื่อหลายชั่วโมงที่แล้ว”


              อีกฝ่ายจำได้เพราะความสวยสง่าอันโดดเด่นไม่เหมือนใครของเธอ


              “รบกวนช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ”


              เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง


              “ฉันเห็นเธอวิ่งจูงมืออยู่กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งตัวประมาณเท่านี้”


              ชายแก่คนดังกล่าวเล่าพร้อมกับทำมือวัดขนาดเทียบกับตัวเองให้ดู


              “ตอนนั้นมันวุ่นวายมากเพราะทุกคนต่างก็กำลังหนีตายจากอสุรกายพวกนั้น ครั้งสุดท้ายที่ฉันเห็นแม่สาวคนนั้นก็คือตอนที่เธอวิ่งหลบเข้าไปอีกเส้นทางหนึ่งพร้อมกับผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ เอ่อ...ต้องขอโทษด้วยที่ฉันก็ไม่รู้อะไรมากกว่านี้”


              ที่ชายแก่จำได้ดีเพราะเธอดูสวยสง่าโดดเด่นกว่าใคร แม้จะอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย


              เรย์ค้อมหัวแสดงความขอบคุณให้กับชายตรงหน้า


              “มันช่วยผมได้มากเลยล่ะครับ”


              จนถึงตอนนี้เรย์กำลังพยายามระงับความรู้สึกกระวนกระวายใจที่เกิดขึ้นเอาไว้จากคำบอกเล่าของชายคนดังกล่าว อย่างน้อยตอนนี้ก็มั่นใจได้ว่า ช่วงแรกของวิกฤตการณ์เธอยังสามารถหลบหนีไปได้


              จากปากคำของชายคนดังกล่าวช่วยทำให้เขาใจชื้นขึ้นทันทีไม่มากก็น้อย


              ‘ที่เหลือต้องรีบแข่งกับเวลาเท่านั้น’


              เขาเคยเสียคนสำคัญเพราะความอ่อนหัดของตัวเองมาแล้วครั้งหนึ่งและเขาจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด


              หลังได้เบาะแสสำคัญเขารีบกลับไปสมทบกับกาโต้ ขณะที่กาโต้กำลังแนะนำเส้นทางปลอดภัยให้กับกลุ่มฮันเตอร์ซึ่งจะทำหน้าที่คุ้มกันพลเรือนเพื่อส่งต่อให้เจ้าหน้าที่เป็นลำดับถัดไป


              พวกเขาแยกตัวออกมาและมุ่งหน้าออกค้นหาต่อทันทีอย่างมีความหวัง





     

              04:52 AM


              “ข้อเท้าเป็นอย่างไรบ้างคะคางูยะซัง...ถ้าไม่เป็นเพราะคุณช่วยหนู—”


              อิซึมิเอ่ยถามด้วยความรู้สึกผิดจนน้ำตารื้นหลังได้เห็นรอยฟกช้ำบริเวณข้อเท้าข้างซ้ายของหญิงสาวที่ช่วยเธอไว้ เสียงของเด็กสาวสั่นไหวด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อาจเก็บซ่อน


              เวลานี้พวกเธอทั้งสองคนกับผู้ประสบภัยคนอื่นๆ ทั้งหมดหลายสิบชีวิต ต่างกำลังอาศัยหลบอยู่ในห้องกว้างขนาดประมาณ 900 ตารางเมตร ลักษณะของห้องนั้นเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่พื้นผิวของผนังบางส่วนถูกปกคลุมด้วยรากไม้หนาทึบที่ยึดติดอยู่ตามผนังและเพดานห้องนี้เต็มไปด้วยอุปกรณ์คอนโทรลต่าง ๆ เช่นแผงสวิตช์และปุ่มกดหลายแถวที่ดูซับซ้อนมีหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่บางจอที่ยังคงแสดงผลเป็นภาพแตก ๆ หรือมีสัญญาณขาด ๆ หายๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บรรยากาศในห้องนั้นทั้งมืดมัวและหนักอึ้งจากอากาศชื้นของรากไม้ที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วห้อง

     

              คางูยะนึกย้อนกลับไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อนหลังจากแยกตัววิ่งขึ้นบันไดออกมาจากกลุ่มผู้รอดชีวิตพวกเธอได้พบเข้ากับเส้นทางอุโมงค์รถไฟลักษณะเหมือนกันไปหมดเส้นทางสลับซับซ้อนดั่งเข้าวงกตทำให้พวกเธอหลงทิศ


              ซึ่งระหว่างนั้นก็ได้พบเจอผู้ประสบภัยคนอื่นๆ ที่กำลังหนีตายเช่นเดียวกันมากมาย แต่ด้วยการถูกไล่ล่าจากพวกแมงมุมจำนวนมากทุกคนต่างไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้นาน วิ่งแตกกระจายอย่างไร้ทิศทาง


              ท้ายที่สุดคางูยะก็ถูกความวุ่นวายนั้นเล่นงานเข้าจนได้เมื่อเธอใช้ร่างกายเข้าปกป้องอิซึมิจากคนที่พยายามวิ่งหนีเข้ามาชนจนล้มลงเธอเกือบโดนแมงมุมตัวหนึ่งจู่โจมซ้ำแต่ก็ได้อิซึมิใช้ดาบที่สะพายอยู่ด้านหลังมาตลอดจัดการลงได้ทันเวลา


              เด็กสาวช่วยประคองพาเธอฝ่าฝูงชนออกมาจนพบกับฮันเตอร์กลุ่มหนึ่งทว่าพวกเขาเองก็อยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก ไม่รู้ว่าไปเจอเข้ากับอะไรมา เห็นได้จากบาดแผลที่มีอยู่ตามร่างกายและใบหน้าสภาพชุดเกราะป้องกันยับเยินไม่มีชิ้นดี


              ฮันเตอร์กลุ่มดังกล่าวคุ้มกันพวกเธอและผู้ประสบภัยคนอื่นๆ เข้าสู่พื้นที่ชานชาลา จนมาพบห้องที่ดูพอใช้สำหรับให้พักหลบภัยได้ชั่วคราว และบอกให้รอความช่วยเหลืออยู่ที่นี่พวกเขาจะรีบแจ้งข้อมูลส่งต่อให้ทีมของสมาพันธ์เข้ามารับตัว


              มีหลายคนโวยวายไม่พอใจที่ฮันเตอร์กลุ่มดังกล่าวจะทิ้งพวกเขาไว้แต่อีกฝ่ายก็อธิบายอย่างใจเย็นว่าทีมของตนทั้งบาดเจ็บและมีจำนวนน้อยเกินกว่าจะรับรองความปลอดภัยของทุกคนได้หากยังเดินหน้าต่อด้วยจำนวนคนที่มากขนาดนี้


              “—มันไม่หนักหนาขนาดนั้นหรอก ไม่ต้องห่วงนะคะ”


              คางูยะกล่าวพลางใช้มือลูบหัวปลอบเด็กสาวแล้วฝืนยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้


              ทันใดนั้นมีเสียงบางอย่างหนัก ๆเหมือนของตกกระทบดังขึ้นมาจากบริเวณภายนอกห้องที่พวกเขาใช้หลบภัยอซึมิผุดลุกขึ้นตั้งท่ากำดาบสองมือในสภาพตื่นตัวสายตาจับจ้องไปยังบริเวณหน้าประตูที่ถูกล็อกอย่างแน่นหนา บรรยากาศเงียบงันชวนอึดอัดทั้งหวาดระแวง เคลือบแคลงและบางเสี้ยวก็หวาดกลัว


              เมื่อผ่านไปสักพักก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทุกคนในห้องจึงค่อยคลายใจ ผ่อนปรนท่าทีตื่นตระหนกลง


              “ไม่มีอะไรแล้วนะคะพวกมันไม่รู้สึกถึงเราหรอก”


              คำพูดประโยคนี้ของอิซึมิเกิดขึ้นเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ


              แต่ว่ามีบางคนยังไม่สามารถผ่อนคลายอารมณ์ตามคำพูดนั้น


              “เฮ้นี่เด็กน้อย... เธอเองก็เป็นฮันเตอร์ด้วยใช่หรือเปล่า”


              ชายที่นั่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยพูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจากการแต่งตัวค่อนข้างภูมิฐานน่าจะเป็นชายมีอายุพอควรและมีฐานะทางสังคมอยู่ไม่น้อย


              “ถ้าใช่แล้วยังไงคะ”


              พอถูกถามอย่างกะทันหันทำให้อิซึมิตอบกลับด้วยน้ำเสียงอึดอัดปนอารมณ์เคลือบแคลงได้ยินแบบนี้ชายคนจึงพูดต่อด้วยท่าทางโอ่อ่า ที่คงจะอวดเบ่งไปอย่างนั้นเอง


              “ถ้าอย่างนั้นออกไปดูหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้นอาจเป็นความช่วยเหลือที่ฮันเตอร์ขี้ขลาดพวกนั้นส่งมาช่วยพวกเราก็ได้...เพราะนี่มันผ่านมาตั้งหลายชั่วโมงแล้วนะที่ฉันต้องรออยู่ในนี้โดยไม่รู้อะไรข้างนอกนั่นเลย ฮันเตอร์อย่างพวกเธอมัวแต่ทำอะไรกันอยู่”


              ‘…พูดอะไรน่ะของเขาน่ะ? นี่มันเหมือนพูดกับคนรับใช้เลยนี่นา’


              เด็กสาวแสดงความไม่พอใจผ่านสีหน้า


              “แต่ตราบเท่าที่เรายังไม่รู้สถานการณ์ก็ไม่ควรจะทำเรื่องเสี่ยงให้เกิดอันตรายต่อห้องนี้นะคะด้วยความสามารถของหนูในตอนนี้ เกรงว่าจะไม่สามารถปกป้องทุกคนได้”


              อิซึมิตอบกลับอย่างมีอารมณ์ขึ้นมาบ้างหลังจากได้ฟังคำพูดของคางูยะจากเรื่องที่เคยเกิดขึ้นทำนองเดียวกันก่อนหน้าทำให้เด็กสาวมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น


              หากเขาไว้วานด้วยท่าทีเป็นมิตรเธอคงยอมทำตามที่พูดให้ได้อยู่หรอกแต่กับคนที่ไม่รู้จักไม่เกี่ยวข้องมาพูดด้วยน้ำเสียงออกคำสั่งจะเป็นธุระให้ก็ใช่เรื่อง


              ทว่าเหตุผลที่แน่ชัดของเด็กสาวดูท่าจะใช้กับชายคนนี้ไม่ได้ผล


              “ก็แล้วยังไงล่ะยังไงเธอก็เป็นฮันเตอร์ไม่ใช่เหรอ หรือไง... เธออยากได้ค่าจ้าง? ถ้ารอดออกไปได้ฉันจะจ่ายให้เธออย่างงามก็ได้”


              “ก็บอกแล้วไงคะว่ามันอันตรายฮันเตอร์พวกนั้นลงอาคมป้องกันกลิ่นและเสียงของพวกเราไว้ที่บานประตูหากเปิดออกมันจะเสื่อมลงได้นะคะ”


              ชายคนนั้นไม่ได้คิดจะฟังที่เด็กสาวพูดเลย


              “แต่เธอก็มีหน้าที่กำจัดภัยอันตรายของดันเจี้ยนและช่วยเหลือพวกเราอยู่แล้วนี่”


              เด็กสาวอึ้งไปเพราะไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนพูดประโยคนี้ออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย


              “—คิดอย่างนั้นอยู่ จริงหรือคะ”


              เสียงของคางูยะที่เอ่ยถามขึ้นมาบ้างอย่างราบเรียบเย็นชาจ้องมองไปที่ชายคนนั้นด้วยแววตาเย็นยะเยียบดุจแม่น้ำในฤดูหนาวจนทำให้อีกฝ่ายผวาไปเหมือนกัน แต่คำพูดไร้สติของเขายังไม่จบลงแค่นั้น


              “ก็ที่จริงพวกฮันเตอร์น่ะเป็นกลุ่มที่ทำเพื่อเงินอยู่แล้วนี่นาเพราะงั้นจะอันตรายหรือเปล่าก็ไม่เกี่ยวกันหรอก อยากได้เท่าไหร่ว่ามาเลย”


              อิซึมิทั้งโกรธทั้งตกตะลึงหนักเกินไปจนพูดอะไรไม่ออก


              เรื่องที่ชายคนนี้พูดออกมาเป็นคำพูดที่ไม่ควรเกิดขึ้น


              แต่นั่นก็คือความเป็นจริงส่วนหนึ่งผู้คนบางส่วนที่ไม่ใช่ฮันเตอร์ล้วนมีความเข้าใจแบบนี้กันมาตลอด เพราะโลกที่พวกเขาอยู่คือโลกใบเดียวกันแต่โลกที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


              “ความคิดคุณนี่น่าขยะแขยงจริงๆ เลยนะคะ”


              เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนพูดคำพูดอันน่าสะอิดสะเอียนแบบนี้ออกมาคางูยะจึงตอกกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แฝงอารมณ์เหยียดหยามที่ซ่อนไว้ไม่มิดไร้ซึ่งอารมณ์โกรธหรือหวั่นไหว


              “พวกเขาอาจจะทำเพื่อเงินก็จริงแต่ไม่ได้มีหน้าที่ต้องมารับใช้คุณนี่คะ”


              “หา!?”


              “พวกเขาเป็นฮันเตอร์เพื่อแสวงหาความมั่งคั่งก็จริงแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากไม่มีพวกเขาคอยช่วยกำจัดดันเจี้ยนเหล่านี้บนโลกคุณก็คงไม่มีทางได้มายืนออกคำสั่งอยู่แบบนี้หรอกค่ะ”


              รอยยิ้มเยือกเย็นสงบราบเรียบของคางูยะดูจะช่วยปรามอารมณ์ฝ่ายตรงข้ามได้


              ‘…อึก!’


              ชายคนดังกล่าวสะอึกไปด้วยคำพูดของคางูยะจนใบหน้าแดงก่ำก่อนจะหันกลับไปมองผู้คนรอบตัว ที่ใช้สายตามองดูเขาด้วยความเวทนา


              “ถ้าไม่มีใครกล้างั้นฉันไปเองพวกเขาอาจกำลังตามหาพวกเราอยู่ก็ได้ ฉันจะไม่ยอมเน่าตายอยู่ในนี้แน่”


              เขาเดินไปยังประตูอย่างไม่ยอมแพ้ในความเชื่อของตัวเอง


              “เป็นการกระทำที่ไม่ชาญฉลาดเลยนะคะข้างนอกอาจมีมอนสเตอร์รออยู่ก็ได้—!”


              อีกฝ่ายไม่คิดที่จะฟังคำพูดของอิซึมิเลยเอื้อมมือปลดล็อกเหล็กที่กั้นพร้อมกับดันประตูออกไปพบเข้ากับความว่างเปล่า


              “เหอะ! พวกเธอก็ตื่นตูมเกินเหตุ ไม่เห็นจะมีตัวอะไรอย่างที่ว่—!”


              ยังไม่ทันสิ้นเสียงประโยคสุดท้ายก็มีขาขนาดใหญ่ยื่นออกมาจู่โจมจากด้านบนเพดานตรงช่องท้องของอีกฝ่ายถูกแทงจนเป็นรูขนาดใหญ่ ลำไส้ห้อยออกมาชายคนนั้นทำได้เพียงอ้าปากพระงาบ สีหน้าว่างเปล่า ช่วยอะไรไม่ได้


              อิซึมิหัวใจหล่นวูบลงทันที


              ระหว่างที่ทุกคนกำลังรู้สึกประหวั่นพั่นพรึงกับสภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าแมงมุมยักษ์เหวี่ยงชายคนนั้นกลับเข้ามายังด้านใน ร่างตกลงบนพื้นอย่างหนักหน่วงกระอักเลือดออกมาหนัก ๆ อีกคำ ศีรษะพับงอไม่รู้เป็นหรือตายภายในห้องเกิดความโกลาหลแตกตื่น


              ด้วยพื้นที่ปิดตาย มีทางเข้าออกเดียวพวกเขาจึงไม่อาจหนีผ่านประตูที่มีเจ้านั่นขวางอยู่ได้และด้วยขนาดตัวอันใหญ่โตของมัน ก็ทำให้ไม่สามารถผ่านประตูเข้ามาได้เช่นกัน


              แมงมุมยักษ์พยายามตะเกียกตะกายผ่านเข้ามาจนผนังด้านข้างเริ่มแตกร้าวพร้อมกับแมงมุมขนาดเล็กซึ่งเล็ดลอดเข้ามาได้จำนวนหนึ่ง


              อิซึมิใช้ดาบฟันสวนจนร่างของมันขาดเป็นสองซีกพยายามไล่ฟันตัวอื่น ๆ ที่เหลือเพื่อปกป้องทุกคน


              ผู้ใหญ่คนอื่น ๆ เห็นความห้าวหาญของเด็กสาวเช่นนั้นจึงไม่อาจอยู่เฉยได้อีกต่อไปเมื่อความตายมาเยือนถึงตรงหน้าหยิบจับอะไรฟาดได้ก็หยิบจับ


              พริบตานั้นภายในห้องที่เดิมสงบเงียบมาหลายชั่วโมงพลันเดือดพล่านขึ้นมา


              อิซึมิไล่จัดการเหล่าแมงมุมตัวเล็กที่มุดผ่านเข้ามาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจำกัดวงแคบ และพร้อมกันนั้นก็ต้องพยายามรักษาระยะห่างระหว่างแมงมุมยักษ์ที่ลำตัวติดอยู่หน้าประตูไปด้วย


              ด้วยความอ่อนประสบการณ์ก็ทำให้มีพวกมันเล็ดลอดผ่านเด็กสาวไปบ้างแต่มันก็ถูกหยุดไว้ด้วยความช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ


              อิซึมิต้านแมงมุมที่กรูกันเข้ามาอย่างต่อเนื่องได้เพียงครู่เดียวผนังกำแพงต่างเริ่มพังทลายฉีกออก จนร่างของแมงมุมยักษ์หลุดเข้ามาได้ถึงครึ่งลำตัว


              มันใช้ขาหน้าอันแหลมคมกวาดจู่โจมใส่เด็กสาว


              อิซึมิตั้งดาบรับสองมือทว่าด้วยกำลังภายในอันน้อยนิดเมื่อเทียบกับอีกฝ่ายทำให้เด็กสาวถูกหน้าขาของมันผลักปลิวจนตัวล้มกลิ้งไปด้านหลัง


              ท้ายที่สุดเจ้าแมงมุมยักษ์ผลักดันตัวเองเข้ามาภายในห้องกว้างได้สำเร็จเกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ เปิดทางให้เหล่าลูกแมงมุมจำนวนมากไหลทะลักเข้ามา


              อิซึมิพยายามยันตัวเองขึ้นเธอเจ็บและแน่นหน้าอกเหมือนหัวใจจะวายอาการชาจากแรงกระแทกทำให้เธอไม่สามารถประคองตัวลุกขึ้นได้ทันที


              แมงมุมยักษ์ยกขาหน้าขึ้นอีกครั้งหมายเจาะทะลุกะโหลกศีรษะของเด็กสาว ขาแปดข้างมีขนยุ่บยับ ใต้ท้องมีลวดลายเป็นวง ๆเมื่ออยู่บนตัวที่มีขนาดใหญ่ก็ยิ่งแลดูน่าขยะแขยง พะอืดพะอม


              คางูยะเห็นเช่นนั้นรีบวิ่งเอาตัวเข้ามาบังร่างของอิซึมิไว้เธอทำทั้งหมดไปด้วยสัญชาตญาณ


              เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเวลาเหมือนจะหยุดนิ่ง เธอมองเห็นขาอันแหลมคมที่สะท้อนแสงสีเงินของเพียงทิ่มแทงลงมา เธอก็จะตายอยู่ตรงนี้ทันที


              ‘มันจบลงแล้ว’


              ร่างกายคางูยะหดเกร็งขึ้นมาเพื่อรอรับความเจ็บปวด...