สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 10 บทที่ 277 ศูนย์กลางของฝูงชน

        “นี่มัน...อาตราประทับและมิติจองจำในตำนานนี่ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าข้าจะมีโอกาสได้เห็นสิ่งที่อยู่ในตำนานกับตาตัวเอง”

        ตาเฒ่าเคนลูบเคราสีขาวของตัวเองอย่างตื่นเต้นก่อนที่ร่างจะสั่นสะท้านเล็กน้อยในขณะที่ลูบผนังหินสีเหลืองอ่อนด้วยมืออันเหี่ยวย่นของเขาจากนั้นเขาก็หันกลับมาอธิบายทุกอย่างให้ซุนเฟยฟังพลังสีเงินที่โคจรอยู่บนผนังเป็นสิ่งโบราณพวกมันได้รับการขนานนามว่าเป็นอักขระแห่งทวยเทพมันสามารถสร้างมิติจองจำและข่ายอาคมได้ ห้องลับนี้อาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในกระแสห้วงมิติแห่งกาลเวลาและดำรงอยู่ได้ด้วยพลังของอักขระสีเงิน

        ซุนเฟยพยักหน้า

        ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องอักขระแห่งทวยเทพแต่สิ่งนี้ก็คล้ายกับการคาดการณ์ของเขาในตอนแรก ผนังทั้งสี่ด้านที่ส่องแสงสีเหลืองอ่อนโครงสร้างของมันไม่ได้ทำมาจากหินและดินหรือวัสดุธรรมชาติอื่นๆแต่มันเป็นพลังงานที่ถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบของผนัง

        “น่าเสียดาย ทักษะเหล่านี้ซับซ้อนเกินไปและอักขระที่ไหลเวียนอยู่บนผนังก็ไม่แน่นอนทำให้ข้ามองเห็นรูปแบบที่สมบูรณ์แบบของพวกมันไม่ได้”

        ตาเฒ่าเคนถอนหายใจออกมาอย่างเสียดายด้วยความสามารถของเขาในปัจจุบัน เขาไม่สามารถคัดลอกอักขระทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์อาศัยแค่การมองอักขระที่เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่บนกำแพงสีเหลืองอ่อนเขาคงไม่สามารถคัดลอกแกนหลักและสาระสำคัญของตราประทับและมิติจองจำได้แน่ๆคงต้องค่อยๆ ศึกษากันไป

        หากใครมีความรู้ในอักขระแห่งทวยเทพนี่อย่างลึกซึ้งและมีความแข็งแกร่งมากพอพวกเขาก็สามารถเปิดช่องว่างระหว่างมิติขึ้นมาได้แม้แต่สร้างปราสาทในมิติของตัวเองก็สามารถทำได้

        เพราะไม่ว่าจะเป็นโลก Diablo หรือแผ่นดินอาเซรอท ต่างก็มีตำนานและเรื่องเล่าที่พระเจ้าเปิดช่องว่างในมิติเพื่อเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้นซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้พลังและอำนาจที่มากมายมหาศาลถึงจะทำได้ เรียกได้ว่าการเปิดช่องว่างมิติเป็นของตัวเองก็เหมือนกับการสร้างโลกขึ้นมานั่นเอง

        “พวกเราค่อยๆ ศึกษาอักขระสีเงินพวกนี้อย่างช้าๆ ก็ได้อย่างไรเสีย ห้องลับนี้ก็ไม่หายไปไหนหรอก”

        ซุนเฟยรู้สึกตลกมากที่เห็นตาเฒ่าเคนทำตัวเหมือนเด็กที่กำลังงอแงต้องการของเล่นสุดโปรดซุนเฟยได้บอกผู้เฒ่าเคนกับแม่ชีอาคาร่าว่าตัวเองได้ตั้งจุดอัญเชิญสำหรับเปิดประตูมิติส่งพวกเขากลับไปยัง 'ค่ายโร้ก' ให้แล้ว

        ด้วยวิธีนี้จะทำให้พวกเขาสามารถเข้าออกห้องลับนี้ได้ทุกวัน เพื่อมาศึกษาค้นคว้าอักขระสีเงินในช่วงเวลาหนึ่ง มันก็คล้ายกับที่พวกเขาสามารถทะลุมิติไปยัง 'เมืองวีรบุรุษ' เพื่อไปรับหน้าที่สอนเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดในเขาวงกตใต้ดินทุกวัน แน่นอนว่าด้วยพลังจิตของซุนเฟยในปัจจุบัน ทำให้ทั้งสองคนสามารถออกมาจากโลก Diablo ได้นานถึงสี่ชั่วโมงสามสิบนาที ซึ่งขีดจำกัดสูงสุดของเวลาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นพวกเขาทั้งสองคนจะต้องแบ่งเวลาในการไปสอนที่ 'เมืองวีรบุรุษ' และเข้ามาศึกษาอักขระสีเงินในห้องลับนี้ให้ดี

        แม่ชีอาคาร่ายังคงจ้องไปที่หนังสือ 'ภูมิปัญญาของราชาปีศาจ' ที่ลอยอยู่กลางอากาศ

        “โอ้ พระเจ้า นี่เป็นหนังสือที่มหัศจรรย์มากจะเรียกมันว่าเป็นสารานุกรมวิเศษก็ยังได้ความรู้มากมายที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้มันกว้างใหญ่ไพรศาลราวกับมหาสมุทรนอกจากนี้ยังมีทักษะที่น่าเหลือเชื่อหลายอย่างที่บันทึกไว้ในนั้น...ภูมิปัญญาหนังสือเล่มนี้คู่ควรกับคำว่าภูมิปัญญาจริงๆ แต่ข้าไม่รู้ว่าทำไมถึงเรียกมันว่า 'ภูมิปัญญาของราชาปีศาจ' ข้าคิดว่า ควรจะเรียกมันว่า 'ภูมิปัญญาของพระเจ้า' น่าจะเหมาะสมกว่า!”

        ในช่วงเวลาสั้นๆแม่ชีอาคาร่าก็อ่านเนื้อหาในหนังสือเล่มนั้นได้แปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว

        นางไม่เหมือนซุนเฟยที่มีความรู้ความเข้าใจในด้านภาษาโบราณต่ำในโลก Diablo นางเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านภาษาโบราณที่ยอดเยี่ยมและไม่นานมานี้นางก็ทำความเข้าใจภาษาโบราณของแผ่นดินอาเซรอทได้แล้ว สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้ว่านางมีความสนใจในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งโบราณนอกจากนี้ โลก Diablo และแผ่นดินอาเซรอทยังมีบางส่วนที่คล้ายกันนอกจากทฤษฎีในด้านเวทมนตร์และทักษะการต่อสู้ที่คล้ายกันแล้วแม้กระทั่งภาษาโบราณก็ยังมีบางส่วนที่คล้ายกันมากดังนั้นแม่ชีอาคาร่าจึงทำความเข้าใจเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้

        ในที่สุด ตาเฒ่าเคนก็ละสายตาของเขาออกจากผนังสีเหลือง

        อย่างไรก็ตามชายชราไม่ได้มีความสนใจในเรื่องสถาปัตยกรรม กลไก การสร้างอาวุธชุดเกราะหรือการทำเหมืองแร่ที่บันทึกไว้ในหนังสือ 'ภูมิปัญญาของราชาปีศาจ' ด้วยสัญชาตญาณของวิชาชีพสิ่งที่เขาให้ความสนใจก็คือโคมไฟหินและโซ่หินที่ล่ามหนังสือ 'ภูมิปัญญาของราชาปีศาจ'

        “โอ้ พระเจ้า นี่ข้ากำลังเห็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่ออีกครั้ง...” มือเหี่ยวย่นลูบคลำไปตามโซ่หินที่ขรุขระในขณะที่สายตาของเขาจับจ้องไปที่อักขระที่ส่องประกายอยู่บนพื้นผิวของโคมไฟหิน ร่างกายของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “อา...นี่คือ อักขระแห่งการจองจำขนาดเล็ก ฮ่าๆๆ อักขระในตำนานมันมีอยู่จริงๆ ที่ตำนานกล่าวไว้ มันเป็นความจริง...”

        เมื่อเห็นตาเฒ่าเคนเริ่มสติแตกขึ้นมาซุนเฟยก็รู้เลยว่าเขาคงไม่สามารถถามเอาข้อมูลจากตาเฒ่าคนนี้ได้อีกแน่ๆ

        ทุกครั้งที่ตาเฒ่าเคนตกอยู่ในสภาวะนี้เขาจะพูดไม่รู้เรื่องและพ่นภาษายากๆ ที่มีแค่ตัวเองเข้าใจคนเดียวออกมาด้วยสภาวะที่บ้าคลั่งนี้ สมองของเขาทำงานได้ดีแต่ทักษะในการสื่อสารของเขาจะลดลงจนถึงระดับของเด็กทารก

        เมื่อเห็นสภาพแบบนี้แล้วซุนเฟยก็ตัดสินใจหยิบเอาประตูหินที่แกะสลักอักขระลึกลับและแผ่นหินที่แกะสลักตัวอักษรลึกลับทั้งเก้าตัวที่ซุนเฟยไปแงะออกมาแล้วนำมาวางแถวๆ นี้เพื่อให้ทั้งสองคนได้ศึกษาค้นคว้ามัน จากนั้นเขาก็หันหลังเดินทะลุมิติออกมา

        “อา...พระเจ้า นี่คือ…”

        “ฮ่าๆๆ นี่เป็นของจริง!”

        ก่อนที่ซุนเฟยจะเดินเข้าไปในประตูมิติเขายังคงได้ยินเสียงหอบหายใจและเสียงตะโกนของแม่ชีอาคาร่าและผู้เฒ่าเคน‘สองผู้เชี่ยวชาญผู้บ้าคลั่ง’ ดังออกมาเป็นระยะ

        ……

        หลังจากที่ซุนเฟยกลับมายังโลกDiablo เขาก็เรียกเอเลน่าออกมาเพื่อพาไปยังแผนที่ที่สาม 'ท่าเรือคูแรสท์' ก่อนจะเริ่มต้นฆ่าล้างบางเหล่ามอนสเตอร์เพื่ออัพเลเวล

        ก่อนหน้านี้ ซุนเฟยได้ทำเควส 'นกสีทอง' ที่เป็นเควสแรกในแผนที่ที่สามเสร็จสิ้นแล้ว

        รางวัลสำหรับการทำเควสนี้ก็คือ น้ำยาวิเศษที่สามารถเพิ่มพลังชีวิตได้อย่างถาวรยี่สิบจุด ซึ่งซุนเฟยก็ไม่ได้ใช้มันในทันที เขาเก็บน้ำยานี้ไว้ชั่วคราว

        ตอนนี้ตัวละครคนเถื่อนมีเลเวล45 จอมเวทเลเวล 41 นักรบอเมซอนเลเวล40 ส่วนมือสังหาร พาลาดิน ดรูอิด และเนโครแมนเซอร์มีเลเวล 39นอกจากตัวละครเนโครแมนเซอร์และนักรบอเมซอนแล้วตัวละครทั้งห้าตัวของเขาได้เคลียร์เควสทั้งหมดของแผนที่ที่สองอย่าง 'ลุกค์ โกลไลน์' หมดแล้ว ตอนนี้ตัวละครเนโครแมนเซอร์และนักรบอเมซอนเหลือแค่ทำเควสสุดท้ายนั่นก็คือการสังหารดูเรียลหลังจากที่ทำเควสนี้เสร็จสิ้นก็จะถือว่าตัวละครทั้งหมดของซุนเฟยได้เคลียร์แผนที่ที่สองของโลกDiablo เสร็จสิ้น

        แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากสถานการณ์ที่เซนิทค่อนข้างวุ่นวายอีกทั้งศัตรูที่แข็งแกร่งก็เริ่มปรากฏตัวออกมาทีละคนทำให้ซุนเฟยต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้เร็วที่สุด ด้วยแรงกดดันที่มากมายทำให้เขาเปลี่ยนกลยุทธ์ในการอัพเลเวล ซุนเฟยทิ้งแผนที่จะทำให้ตัวละครของเขาเลเวลเท่ากันไปรวมทั้งแผนที่จะเคลียร์เควสแผนที่ที่สองให้ครบทั้งเจ็ดตัวเพื่อรอรับรางวัลที่ไม่รู้ว่าจะได้จริงหรือเปล่าไปด้วย ตอนนี้ซุนเฟยมุ่งเน้นไปที่การใช้เวลาของเขาทั้งหมดในการอัพเลเวลตัวละครคนเถื่อนให้สูงยิ่งขึ้นเพื่อจะขึ้นสู่ตำแหน่งนักรบระดับจันทราให้เร็วที่สุด

        ใช้เวลาไปสามชั่วโมงกว่าๆในที่สุดซุนเฟยก็สามารถทำเควสที่สองของ 'ท่าเรือคูแรสท์' สำเร็จตอนนี้ตัวละครคนเถื่อนของเขาก็เลเวล 46 แล้ว

        ส่วนเอเลน่าก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกันตอนนี้นางเลเวล 40 แล้วและสามารถควบคุมลูกศรเวทมนตร์ทั้งสี่ธาตุได้อย่างคล่องแคล่วนอกจากนี้ การร่วมมือกันระหว่างนางกับซุนเฟยก็ยิ่งราบลื่นมากขึ้นในตอนที่พวกเขากำลังต่อสู้กับพวกปีศาจหรือมอนสเตอร์เพียงแค่มองตากันพวกเขาก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ด้วยระดับความรู้ใจที่สูงแบบนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นคนคนเดียวกัน

        ความรู้สึกระหว่างพวกเขาทั้งสองคนก็เปลี่ยนไปเช่นกัน

        ถึงแม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นในห้องหินที่เมืองแซมบอร์ดขึ้นแต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ไม่ได้ก้าวหน้าอย่างที่คิดอย่างไรก็ตาม ซุนเฟยก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า 'ดอกไม้โร้ก' คนนี้ไม่ใช่ลูกน้องคนสนิทของตัวเองเหมือนเมื่อก่อนแล้วซุนเฟยรู้สึกได้ถึงความรักที่เอเลน่ามีให้ต่อตัวเองอย่างชัดเจนดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนจึงสนิทสนมกันมากขึ้นราวกับวัยรุ่นหนุ่มสาวที่สนิทกันมากและอาจพัฒนาไปยังความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น

        ในช่วงพักการต่อสู้ซุนเฟยจะจับมืออันนุ่มนวลของเอเลน่าไว้แล้วเดินจูงมือกันอย่างช้าๆ ท่ามกลางซากศพของเหล่ามอนสเตอร์และแม่น้ำโลหิตที่ไหลเจิ่งนองไปทั่วพื้นดินถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ท่ามกลางแสงจันทร์อันอ่อนโยนและรายล้อมด้วยดอกไม้ที่สวยงามนานาพันธุ์ทว่าเพียงเดินจูงมือกันอย่างเงียบๆ แบบนี้ก็ทำให้พวกเขาทั้งสองคนรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมา

        เวลาในวันนี้ได้หมดลงแล้วพวกเขาทั้งสองก็ออกจากโลก Diablo ไปพร้อมๆ กัน

        .............

        “ทุกอย่างปกติดี ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น อัศวินของวิหารอัศวินก็ไม่ได้มาป้วนเปี้ยนแถวนี้ขอรับ”

        เมื่อซุนเฟยกลับมาที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดเฟร์นันโด ตอร์เรส องครักษ์ส่วนตัวของเขาก็เข้ามารายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสี่ชั่วโมงที่ผ่านมาให้กับซุนเฟยฟังทุกอย่างเป็นเหมือนกับที่ซุนเฟยคาดการณ์เอาไว้หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนเช้า ทางวิหารอัศวินก็เงียบไปไม่ได้คิดที่จะกลับมาล้างแค้นอย่างที่ใครหลายๆ คนนึกกังวล

        ซุนเฟยเดินเล่นรอบค่ายทหารอย่างช้าๆ ตอนนี้พวกเขาได้รับอนุญาตให้สามารถออกมาเดินเล่นในค่ายทหารอาณาจักรบริวารได้ตามปกติแล้ว ในขณะเดียวกัน องค์จักรพรรดิยาซินก็ได้ประกาศว่าการค้นหานักฆ่าได้สิ้นสุดลงแล้ว และการแข่งขันการซ้อมรบจะเริ่มต้นขึ้นในอีกสองวัน

        ในที่สุด ความสนใจของทุกคนก็กลับไปที่การแข่งขันการซ้อมรบในครั้งนี้

        ซุนเฟยอนุญาตให้เหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดออกไปเดินเล่นรอบๆ ค่ายทหารอาณาจักรบริวารเพื่อผ่อนคลายได้ส่วนตัวเองก็เดินไปยังที่ตั้งของค่ายทหารอาณาจักรไบแซนไทน์สถานที่ตั้งค่ายที่เคยเงียบเหงาในอดีตตอนนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนหนาแน่นและมีเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวขึ้นมาไม่ขาดสายทุกคนรู้ว่าราชาหนุ่มแห่งไบแซนไทน์ได้รับการสนับสนุนจากราชาแห่งแซมบอร์ดบรรดาขุนนางกับกองกำลังที่ทรงอิทธิพลในเมืองหลวงรวมทั้งราชาอาณาจักรบริวารอื่นๆ ต่างก็พยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรไบแซนไทน์เนื่องจากราชาแซมบอร์ดน่ากลัวเกินไป ทำให้พวกเขาไม่กล้าเสนอหน้าไปหาดังนั้นพวกเขาจึงหวังว่า การได้มีความสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรไบแซนไทน์จะช่วยให้เขาได้รับผลประโยชน์บางอย่างในการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้

        ซุนเฟยมองมาจากที่ไกลๆก็ลอบยิ้มออกมา เมื่อเห็นว่าราชาหนุ่มคนนี้รู้จักคว้าโอกาส ตอนนี้ราชาหนุ่มแห่งไบเซนไทน์ได้กลายเป็นศูนย์กลางของผู้คนไปแล้วเขาพูดคุยกับผู้มาเยี่ยมเยือนอย่างเป็นมิตรด้วยท่าทางสง่างามและมั่นใจ

        อย่างไรก็ตาม ซุนเฟยไม่ได้เดินเข้าไปหาเขาหันหลังกลับและเดินจากไปแทน

        เพราะเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนซุนเฟยรู้สึกแปลกๆ ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังสะกดรอยตามเขาอยู่และแอบดูการกระทำของเขาทุกฝีก้าว แต่ไม่ว่าซุนเฟยจะใช้วิธีใดเขาก็ไม่สามารถค้นหาร่องรอยของคนปริศนาที่สะกดรอยตามเขามาได้

        -----------------------------