เมื่อมอนเต้ล้มลงทั่วทั้งลานประลองก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ ทว่าเพียงสองวินาทีหลังจากนั้นเสียงโห่ร้องกึกก้องก็ดังกระหึ่มขึ้น
โดยเฉพาะสำหรับเหล่านักศึกษาของสุ่ยมู่
พวกเขาเคยคิดไว้แล้วว่าเจียงจืออวี๋จะเป็นฝ่ายชนะแต่นั่นก็อยู่บนพื้นฐานที่ว่าเจียงจืออวี๋ต้องลงมือด้วยในสถานการณ์สองรุมหนึ่ง
ทว่าตอนนี้ไป๋ฉางเซิงกลับสร้างวีรกรรมเอาชนะเมล็ดพันธุ์แห่งชัยชนะของสี่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นยอดได้ด้วยตัวคนเดียวต่อหน้าต่อตาทุกคน!
จะว่าอย่างไรดีก่อนหน้านี้ในสายตาของชาวสุ่ยมู่ไป๋ฉางเซิงก็เป็นเสมือนเครื่องประดับชิ้นหนึ่งข้างกายเจียงจืออวี๋เท่านั้น
ต่อให้ค่าพลังเลือดของเขาจะสูงจนน่าเหลือเชื่อถึงระดับที่ในกลุ่มนักศึกษาปีหนึ่งของคณะควบคุมสัตว์อสูรหาตัวสัตว์อสูรที่มีค่าพลังเลือดสูงกว่าไป๋ฉางเซิงไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเดียวก็ตามที
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าความแข็งแกร่งระดับเหนือมนุษย์ที่เจียงจืออวี๋แสดงให้เห็นตอนเข้าเรียนต่อให้ค่าพลังเลือดจะสูงแค่ไหน ก็เป็นได้เพียงฉากหลังเท่านั้น
ก่อนการต่อสู้ครั้งนี้ไม่มีใครคิดมาก่อนว่า ไป๋ฉางเซิงจะมีฝีมือทัดเทียมกับยอดอัจฉริยะชั้นแนวหน้า
ดังนั้นเมื่อฉากเมื่อครู่ปรากฏขึ้นทุกคนถึงได้ตกตะลึงกันขนาดนี้
และในตอนนี้นอกจากความตกตะลึงแล้วเสียงตะโกนเรียกชื่อไป๋ฉางเซิงก็ดังกระหึ่มขึ้นมาอย่างกึกก้อง
"นี่ฉันยังไม่ตื่นจากเมื่อคืนใช่ไหมเนี่ย?"
"สัตว์อสูรของเจียงจืออวี๋เอาชนะยอดอัจฉริยะของสี่สถาบันใหญ่ในการสู้ตัวต่อตัวเหรอเนี่ย?"
"ตอนแรกคิดว่ามันมีอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดธาตุไฟอย่างเดียวก็เหนือธรรมชาติพอแล้วคิดไม่ถึงเลยว่ามันยังซ่อนฝีมือไว้อีก!"
"อัสนีบาตนั่น! พอผสานกับเปลวเพลิง อานุภาพของมันช่างน่ากลัวจริง ๆ!"
"ถ้าจำไม่ผิดมอนเต้คนนี้รอบที่แล้วใช้แค่สามกระบี่ก็ฟันเมล็ดพันธุ์แห่งชัยชนะของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจร่วงตกเวทีไปไม่ใช่เหรอ?"
"ฝีมือระดับนั้น กลับแพ้ให้สัตว์อสูรของเจียงจืออวี๋เนี่ยนะ? แถมเจียงจืออวี๋ยังไม่ได้ลงมือเลยตั้งแต่ต้นจนจบ!"
"หึ ก็แค่ฉวยโอกาสพลิกแพลงเท่านั้นแหละ ยังไงก็ไม่ใช่การประลองตัดสินตายแค่สู้โชว์ขำ ๆ เท่านั้น"
"ฉวยโอกาสพลิกแพลงเหรอ? งั้นแกก็ลองขึ้นไปสู้เองดูไหมล่ะ?"
"ดีไม่ดีแกอาจจะแย่กว่าเมล็ดพันธุ์แห่งชัยชนะของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจคนนั้นซะอีกมั้ง?"
"นี่ไม่ใช่แค่การแสดงขำ ๆ แน่ พรสวรรค์สายโจมตีระดับสุดยอดถึงสองสายแถมยังโจมตีใส่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการป้องกันอีก"
"มอนเต้เค้นพลังใช้ปราการศักดิ์สิทธิ์ออกมาแล้วแต่ก็ยังถูกงูเกล็ดขาวตัวนั้นโจมตีจนพ่ายแพ้ในพริบตากระทั่งปราการศักดิ์สิทธิ์ก็ยังถูกทำลายจนแหลกละเอียด!"
"เห็นได้ชัดเลยว่า ความรุนแรงของการโจมตีเมื่อครู่มันทะลุขีดจำกัดสูงสุดของปราการศักดิ์สิทธิ์ไปไกลมาก!"
"การโจมตีที่เทียบเท่าหรืออาจจะเหนือกว่าแม่ทัพยุทธ์ระดับกลางด้วยซ้ำแกยังคิดว่ามันเป็นการฉวยโอกาสง่าย ๆ อีกเหรอ?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้คนที่ตอนแรกพูดถากถางออกไปตามสัญชาตญาณเพราะความอิจฉาก็พลันรู้สึกหน้าชาเขาอยากจะเถียงข้าง ๆ คู ๆ ต่อไปแต่เมื่อสังเกตเห็นสายตาไม่เป็นมิตรจากรอบข้างที่มองมาเขาก็เลือกที่จะหุบปากลงอย่างมีสติ
ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เป็นเพียงเรื่องแทรกเล็กๆ น้อย ๆ เท่านั้น แทบจะไม่ได้รับความสนใจอะไรเลยด้วยซ้ำ
ไฮไลท์สำคัญจริงๆ อยู่ที่อัฒจันทร์รับรองคณาจารย์ต่างหาก
เมื่อเห็นไป๋ฉางเซิงชนะการแข่งขันครั้งนี้คณบดีเฉียนและคณบดีจี้ไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจแม้แต่น้อย
คนหนึ่งมองดูไป๋ฉางเซิงเติบโตมาจนถึงตอนนี้ส่วนอีกคนก็เคยทดสอบด้วยตัวเองแล้วว่าพลังการต่อสู้ของไป๋ฉางเซิงนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน
การเอาชนะมอนเต้ได้จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลอยู่แล้ว
ทว่าเมื่อคณบดีเฉียนสังเกตเห็นว่าคนจากมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์มีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักเขาก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาในใจ
ในบรรดาสี่สถาบันใหญ่มหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์และสุ่ยมู่เป็นคู่ที่ไม่ลงรอยกันมากที่สุด
ยากจะบอกว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเรื่องราวก่อนยุคปราณฟื้นฟูด้วยหรือไม่แต่การที่ทั้งสองสถาบันคอยงัดข้อกันอย่างลับ ๆ และมีความสัมพันธ์ที่แย่ลงเรื่อย ๆนั้นเป็นความจริง
ก่อนหน้านี้เนื่องจากผลงานของสุ่ยมู่ในการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกไม่ค่อยน่าพอใจมาหลายสมัยมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ถึงขั้นเคยเสนอให้เตะสุ่ยมู่ออกจากกลุ่มสี่สถาบันใหญ่มาแล้ว
แต่น่าเสียดายที่'อูฐผอมตายก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า' แม้ผลงานของสุ่ยมู่จะไม่ค่อยดีนักแต่ก็ยังอยู่ในจุดที่ทิ้งห่างสถาบันอื่นอยู่ดี
ดังนั้นข้อเสนอนี้ของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์จึงไม่เคยได้รับการยอมรับจากอีกสองสถาบันที่เหลือ
และตอนนี้เมื่อไป๋ฉางเซิงกับมอนเต้มาเจอกันในสนามแม้จะไม่ถึงขั้นศัตรูคู่อาฆาตที่เจอหน้ากันแล้วต้องตาขวางใส่แต่พอเห็นอีกฝ่ายเสียหน้า ก็อดไม่ได้ที่จะอยากเข้าไปเหยียบซ้ำสักสองสามที
"นี่ตาแก่จี้ ฉันว่านายทำแบบนี้ใจจืดใจดำไปหน่อยนะ"
"ถึงแม้ว่าการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกจะยึดหลักความยุติธรรม โปร่งใสและปฏิเสธการล็อกผลก็เถอะ"
"แต่บางครั้ง นายก็ควรจะไว้หน้าสถาบันอื่นเขาบ้างสิ"
"นายให้เจียงจืออวี๋มาเจอกับนักศึกษาระดับหัวกะทิของเขาเร็วขนาดนี้มันไม่ทำให้เขาเสียหน้าหรอกเหรอ?"
"เกิดเขาต้องรั้งท้ายตารางเพราะการประลองนัดนี้ขึ้นมานายจะไม่อายใจบ้างเหรอ?"
"ก็นะ ถึงชิงสามอันดับแรกไม่ได้ ได้อันดับสี่ก็ยังโอเคยังไงก็ฟังดูดีกว่าอันดับยี่สิบสี่เยอะเลย"
คำพูดของคณบดีเฉียนดูเหมือนจะตำหนิว่าคณบดีจี้แล้งน้ำใจแต่ความจริงแล้วทุกคำพูดล้วนเชือดเฉือน กะจะแทงใจดำคนฟังให้ทะลุ
ส่วนจะแทงใจดำใครคนที่สีหน้าดูแย่ที่สุดก็คือคนนั้นแหละ
ส่วนคณบดีจี้เมื่อได้ยินดังนั้นก็เออออรับลูกทำท่าทีเสียอกเสียใจพลางเอ่ยว่าตัวเองพิจารณาไม่รอบคอบเอง
เมื่อเห็นทั้งสองคนผลัดกันรับส่งมุกราวกับว่ามหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ถูกคัดออกไปแล้วจริงๆ ในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหว
"เหอะ! เมล็ดพันธุ์แห่งชัยชนะของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่มอนเต้หรอกนะ"
ชายชราผมทองคนหนึ่งเอ่ยขึ้นน้ำเสียงค่อนข้างแข็งกระด้าง ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันไปมอง
ชายชราสูงแค่ประมาณหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรไว้เคราแพะสั้น ๆ สวมชุดคลุมยาวสีทองที่ดูหลวมโคร่งไปสักหน่อยแต่กลับไม่มีใครกล้ามองว่าเขาเป็นตัวตลก
นั่นเพราะที่คอของเขาแขวนสร้อยจี้ตราทองคำเอาไว้ในมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่จะครอบครองตำแหน่ง 'เทวทูตตราทองคำ' ได้หากไม่ใช่ระดับราชันยุทธ์ก็ไม่มีสิทธิ์
"โซเฟียต่างหากคือลูกศิษย์ที่ฉันทุ่มเทปั้นมากับมือแถมพรสวรรค์ของเธอก็ยังสูงกว่ามอนเต้มากด้วย!"
"ต้องผ่านด่านของมอนเต้ไปให้ได้ก่อน ถึงจะมีคุณสมบัติพอให้ไปเจอโซเฟียได้"
"หวังว่าถึงตอนนั้น พวกนายสองคนจะยังหัวเราะออกนะ"
"เหอะ!"
หลังจากแค่นเสียงเย็นชาชายชราผมทองก็สะบัดแขนเสื้อคลุมอย่างแรงแล้วสะบัดหน้าเดินลงจากอัฒจันทร์รับรองคณาจารย์ไปทันที
ทางด้านคณบดีเฉียนและพรรคพวกมองตามแผ่นหลังที่จากไปโดยไม่คิดจะรั้งหรือห้ามปรามจนกระทั่งร่างนั้นหายลับไปตรงหัวมุม ทั้งสามคนก็รู้สึกสะใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรหรือทำแบบนี้ไปแล้วได้อะไร แต่อย่างน้อยตอนนี้ พวกเขาก็รู้สึกสะใจสุด ๆ
"เอาล่ะ พวกนายเฝ้าอยู่ที่นี่ไปแล้วกันฉันมีธุระต้องไปหาเจียงจืออวี๋กับเจ้าตัวเล็กนั่นสักหน่อย"
เมื่อเห็นว่าตัวเกะกะสายตาจากไปแล้วประกอบกับเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงก็ลงจากลานประลองยุทธ์ไปแล้วเช่นกันคณบดีเฉียนจึงตบมือเบา ๆ ลุกขึ้นบอกลาเพื่อนร่วมงานทั้งสองแล้วเดินลงจากอัฒจันทร์ไป
ด้วยความรู้ดีว่าเจียงจืออวี๋ไม่มีทางปล่อยโอกาสในการฝึกฝนหลุดมือไปแน่คณบดีเฉียนจึงไปดักรอตรงทางผ่านที่ต้องใช้เดินไปห้องฝึกฝนแล้วเขาก็ได้เจอเจียงจืออวี๋เข้าจริง ๆ
"อาจารย์เฉียน อาจารย์กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?"
เจียงจืออวี๋ที่กำลังคิดจะปรึกษาคณบดีเฉียนเรื่องการจัดการงานให้พ่อแม่ของเธออยู่พอดีจึงเป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้นก่อน
"เพิ่งกลับมาได้แป๊บเดียวน่ะทันดูการต่อสู้ระหว่างเสี่ยวไป๋กับมอนเต้จนจบพอดี เจ้าตัวเล็กนี่เก่งใช้ได้เลยไม่เสียแรงที่ฉันทุ่มเทปั้นมากับมือ"
"แต่ที่มาหาครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้หรอกนะ"
"ตัวอย่างยายาสงบวิญญาณทำเสร็จแล้ว ฉันเลยเอามาให้ลองใช้สองสามชุด"