ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 126 เทวทูตตราทองคำ

            เมื่อมอนเต้ล้มลงทั่วทั้งลานประลองก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ ทว่าเพียงสองวินาทีหลังจากนั้นเสียงโห่ร้องกึกก้องก็ดังกระหึ่มขึ้น 

            โดยเฉพาะสำหรับเหล่านักศึกษาของสุ่ยมู่ 

            พวกเขาเคยคิดไว้แล้วว่าเจียงจืออวี๋จะเป็นฝ่ายชนะแต่นั่นก็อยู่บนพื้นฐานที่ว่าเจียงจืออวี๋ต้องลงมือด้วยในสถานการณ์สองรุมหนึ่ง 

            ทว่าตอนนี้ไป๋ฉางเซิงกลับสร้างวีรกรรมเอาชนะเมล็ดพันธุ์แห่งชัยชนะของสี่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นยอดได้ด้วยตัวคนเดียวต่อหน้าต่อตาทุกคน! 

            จะว่าอย่างไรดีก่อนหน้านี้ในสายตาของชาวสุ่ยมู่ไป๋ฉางเซิงก็เป็นเสมือนเครื่องประดับชิ้นหนึ่งข้างกายเจียงจืออวี๋เท่านั้น 

            ต่อให้ค่าพลังเลือดของเขาจะสูงจนน่าเหลือเชื่อถึงระดับที่ในกลุ่มนักศึกษาปีหนึ่งของคณะควบคุมสัตว์อสูรหาตัวสัตว์อสูรที่มีค่าพลังเลือดสูงกว่าไป๋ฉางเซิงไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเดียวก็ตามที 

            แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าความแข็งแกร่งระดับเหนือมนุษย์ที่เจียงจืออวี๋แสดงให้เห็นตอนเข้าเรียนต่อให้ค่าพลังเลือดจะสูงแค่ไหน ก็เป็นได้เพียงฉากหลังเท่านั้น 

            ก่อนการต่อสู้ครั้งนี้ไม่มีใครคิดมาก่อนว่า ไป๋ฉางเซิงจะมีฝีมือทัดเทียมกับยอดอัจฉริยะชั้นแนวหน้า 

            ดังนั้นเมื่อฉากเมื่อครู่ปรากฏขึ้นทุกคนถึงได้ตกตะลึงกันขนาดนี้ 

            และในตอนนี้นอกจากความตกตะลึงแล้วเสียงตะโกนเรียกชื่อไป๋ฉางเซิงก็ดังกระหึ่มขึ้นมาอย่างกึกก้อง 

            "นี่ฉันยังไม่ตื่นจากเมื่อคืนใช่ไหมเนี่ย?" 

            "สัตว์อสูรของเจียงจืออวี๋เอาชนะยอดอัจฉริยะของสี่สถาบันใหญ่ในการสู้ตัวต่อตัวเหรอเนี่ย?" 

            "ตอนแรกคิดว่ามันมีอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดธาตุไฟอย่างเดียวก็เหนือธรรมชาติพอแล้วคิดไม่ถึงเลยว่ามันยังซ่อนฝีมือไว้อีก!" 

            "อัสนีบาตนั่น! พอผสานกับเปลวเพลิง อานุภาพของมันช่างน่ากลัวจริง ๆ!" 

            "ถ้าจำไม่ผิดมอนเต้คนนี้รอบที่แล้วใช้แค่สามกระบี่ก็ฟันเมล็ดพันธุ์แห่งชัยชนะของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจร่วงตกเวทีไปไม่ใช่เหรอ?" 

            "ฝีมือระดับนั้น กลับแพ้ให้สัตว์อสูรของเจียงจืออวี๋เนี่ยนะ? แถมเจียงจืออวี๋ยังไม่ได้ลงมือเลยตั้งแต่ต้นจนจบ!" 

            "หึ ก็แค่ฉวยโอกาสพลิกแพลงเท่านั้นแหละ ยังไงก็ไม่ใช่การประลองตัดสินตายแค่สู้โชว์ขำ ๆ เท่านั้น" 

            "ฉวยโอกาสพลิกแพลงเหรอ? งั้นแกก็ลองขึ้นไปสู้เองดูไหมล่ะ?" 

            "ดีไม่ดีแกอาจจะแย่กว่าเมล็ดพันธุ์แห่งชัยชนะของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจคนนั้นซะอีกมั้ง?" 

            "นี่ไม่ใช่แค่การแสดงขำ ๆ แน่ พรสวรรค์สายโจมตีระดับสุดยอดถึงสองสายแถมยังโจมตีใส่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการป้องกันอีก" 

            "มอนเต้เค้นพลังใช้ปราการศักดิ์สิทธิ์ออกมาแล้วแต่ก็ยังถูกงูเกล็ดขาวตัวนั้นโจมตีจนพ่ายแพ้ในพริบตากระทั่งปราการศักดิ์สิทธิ์ก็ยังถูกทำลายจนแหลกละเอียด!" 

            "เห็นได้ชัดเลยว่า ความรุนแรงของการโจมตีเมื่อครู่มันทะลุขีดจำกัดสูงสุดของปราการศักดิ์สิทธิ์ไปไกลมาก!" 

            "การโจมตีที่เทียบเท่าหรืออาจจะเหนือกว่าแม่ทัพยุทธ์ระดับกลางด้วยซ้ำแกยังคิดว่ามันเป็นการฉวยโอกาสง่าย ๆ อีกเหรอ?" 

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้คนที่ตอนแรกพูดถากถางออกไปตามสัญชาตญาณเพราะความอิจฉาก็พลันรู้สึกหน้าชาเขาอยากจะเถียงข้าง ๆ คู ๆ ต่อไปแต่เมื่อสังเกตเห็นสายตาไม่เป็นมิตรจากรอบข้างที่มองมาเขาก็เลือกที่จะหุบปากลงอย่างมีสติ 

            ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เป็นเพียงเรื่องแทรกเล็กๆ น้อย ๆ เท่านั้น แทบจะไม่ได้รับความสนใจอะไรเลยด้วยซ้ำ 

            ไฮไลท์สำคัญจริงๆ อยู่ที่อัฒจันทร์รับรองคณาจารย์ต่างหาก 

            เมื่อเห็นไป๋ฉางเซิงชนะการแข่งขันครั้งนี้คณบดีเฉียนและคณบดีจี้ไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจแม้แต่น้อย 

            คนหนึ่งมองดูไป๋ฉางเซิงเติบโตมาจนถึงตอนนี้ส่วนอีกคนก็เคยทดสอบด้วยตัวเองแล้วว่าพลังการต่อสู้ของไป๋ฉางเซิงนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน 

            การเอาชนะมอนเต้ได้จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลอยู่แล้ว 

            ทว่าเมื่อคณบดีเฉียนสังเกตเห็นว่าคนจากมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์มีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักเขาก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาในใจ 

            ในบรรดาสี่สถาบันใหญ่มหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์และสุ่ยมู่เป็นคู่ที่ไม่ลงรอยกันมากที่สุด 

            ยากจะบอกว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเรื่องราวก่อนยุคปราณฟื้นฟูด้วยหรือไม่แต่การที่ทั้งสองสถาบันคอยงัดข้อกันอย่างลับ ๆ และมีความสัมพันธ์ที่แย่ลงเรื่อย ๆนั้นเป็นความจริง 

            ก่อนหน้านี้เนื่องจากผลงานของสุ่ยมู่ในการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกไม่ค่อยน่าพอใจมาหลายสมัยมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ถึงขั้นเคยเสนอให้เตะสุ่ยมู่ออกจากกลุ่มสี่สถาบันใหญ่มาแล้ว 

            แต่น่าเสียดายที่'อูฐผอมตายก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า' แม้ผลงานของสุ่ยมู่จะไม่ค่อยดีนักแต่ก็ยังอยู่ในจุดที่ทิ้งห่างสถาบันอื่นอยู่ดี 

            ดังนั้นข้อเสนอนี้ของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์จึงไม่เคยได้รับการยอมรับจากอีกสองสถาบันที่เหลือ 

            และตอนนี้เมื่อไป๋ฉางเซิงกับมอนเต้มาเจอกันในสนามแม้จะไม่ถึงขั้นศัตรูคู่อาฆาตที่เจอหน้ากันแล้วต้องตาขวางใส่แต่พอเห็นอีกฝ่ายเสียหน้า ก็อดไม่ได้ที่จะอยากเข้าไปเหยียบซ้ำสักสองสามที 

            "นี่ตาแก่จี้ ฉันว่านายทำแบบนี้ใจจืดใจดำไปหน่อยนะ" 

            "ถึงแม้ว่าการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกจะยึดหลักความยุติธรรม โปร่งใสและปฏิเสธการล็อกผลก็เถอะ" 

            "แต่บางครั้ง นายก็ควรจะไว้หน้าสถาบันอื่นเขาบ้างสิ" 

            "นายให้เจียงจืออวี๋มาเจอกับนักศึกษาระดับหัวกะทิของเขาเร็วขนาดนี้มันไม่ทำให้เขาเสียหน้าหรอกเหรอ?" 

            "เกิดเขาต้องรั้งท้ายตารางเพราะการประลองนัดนี้ขึ้นมานายจะไม่อายใจบ้างเหรอ?" 

            "ก็นะ ถึงชิงสามอันดับแรกไม่ได้ ได้อันดับสี่ก็ยังโอเคยังไงก็ฟังดูดีกว่าอันดับยี่สิบสี่เยอะเลย" 

            คำพูดของคณบดีเฉียนดูเหมือนจะตำหนิว่าคณบดีจี้แล้งน้ำใจแต่ความจริงแล้วทุกคำพูดล้วนเชือดเฉือน กะจะแทงใจดำคนฟังให้ทะลุ 

            ส่วนจะแทงใจดำใครคนที่สีหน้าดูแย่ที่สุดก็คือคนนั้นแหละ 

            ส่วนคณบดีจี้เมื่อได้ยินดังนั้นก็เออออรับลูกทำท่าทีเสียอกเสียใจพลางเอ่ยว่าตัวเองพิจารณาไม่รอบคอบเอง 

            เมื่อเห็นทั้งสองคนผลัดกันรับส่งมุกราวกับว่ามหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ถูกคัดออกไปแล้วจริงๆ ในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหว 

            "เหอะ! เมล็ดพันธุ์แห่งชัยชนะของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่มอนเต้หรอกนะ" 

            ชายชราผมทองคนหนึ่งเอ่ยขึ้นน้ำเสียงค่อนข้างแข็งกระด้าง ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันไปมอง 

            ชายชราสูงแค่ประมาณหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรไว้เคราแพะสั้น ๆ สวมชุดคลุมยาวสีทองที่ดูหลวมโคร่งไปสักหน่อยแต่กลับไม่มีใครกล้ามองว่าเขาเป็นตัวตลก 

            นั่นเพราะที่คอของเขาแขวนสร้อยจี้ตราทองคำเอาไว้ในมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่จะครอบครองตำแหน่ง 'เทวทูตตราทองคำ' ได้หากไม่ใช่ระดับราชันยุทธ์ก็ไม่มีสิทธิ์ 

            "โซเฟียต่างหากคือลูกศิษย์ที่ฉันทุ่มเทปั้นมากับมือแถมพรสวรรค์ของเธอก็ยังสูงกว่ามอนเต้มากด้วย!" 

            "ต้องผ่านด่านของมอนเต้ไปให้ได้ก่อน ถึงจะมีคุณสมบัติพอให้ไปเจอโซเฟียได้" 

            "หวังว่าถึงตอนนั้น พวกนายสองคนจะยังหัวเราะออกนะ" 

            "เหอะ!" 

            หลังจากแค่นเสียงเย็นชาชายชราผมทองก็สะบัดแขนเสื้อคลุมอย่างแรงแล้วสะบัดหน้าเดินลงจากอัฒจันทร์รับรองคณาจารย์ไปทันที 

            ทางด้านคณบดีเฉียนและพรรคพวกมองตามแผ่นหลังที่จากไปโดยไม่คิดจะรั้งหรือห้ามปรามจนกระทั่งร่างนั้นหายลับไปตรงหัวมุม ทั้งสามคนก็รู้สึกสะใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก 

            ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรหรือทำแบบนี้ไปแล้วได้อะไร แต่อย่างน้อยตอนนี้ พวกเขาก็รู้สึกสะใจสุด ๆ 

            "เอาล่ะ พวกนายเฝ้าอยู่ที่นี่ไปแล้วกันฉันมีธุระต้องไปหาเจียงจืออวี๋กับเจ้าตัวเล็กนั่นสักหน่อย" 

            เมื่อเห็นว่าตัวเกะกะสายตาจากไปแล้วประกอบกับเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงก็ลงจากลานประลองยุทธ์ไปแล้วเช่นกันคณบดีเฉียนจึงตบมือเบา ๆ ลุกขึ้นบอกลาเพื่อนร่วมงานทั้งสองแล้วเดินลงจากอัฒจันทร์ไป 

            ด้วยความรู้ดีว่าเจียงจืออวี๋ไม่มีทางปล่อยโอกาสในการฝึกฝนหลุดมือไปแน่คณบดีเฉียนจึงไปดักรอตรงทางผ่านที่ต้องใช้เดินไปห้องฝึกฝนแล้วเขาก็ได้เจอเจียงจืออวี๋เข้าจริง ๆ 

            "อาจารย์เฉียน อาจารย์กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?" 

            เจียงจืออวี๋ที่กำลังคิดจะปรึกษาคณบดีเฉียนเรื่องการจัดการงานให้พ่อแม่ของเธออยู่พอดีจึงเป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้นก่อน 

            "เพิ่งกลับมาได้แป๊บเดียวน่ะทันดูการต่อสู้ระหว่างเสี่ยวไป๋กับมอนเต้จนจบพอดี เจ้าตัวเล็กนี่เก่งใช้ได้เลยไม่เสียแรงที่ฉันทุ่มเทปั้นมากับมือ" 

            "แต่ที่มาหาครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้หรอกนะ" 

            "ตัวอย่างยายาสงบวิญญาณทำเสร็จแล้ว ฉันเลยเอามาให้ลองใช้สองสามชุด" 

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน