วันเวลาล่วงเลยผ่านมาถึงสี่ปีเต็มในที่สุดเฟยหรง ฮั่วหลิงหลิง และฮั่วหลินเฉินก็มาถึงยังทวีประดับสูงเป็นที่เรียบร้อย ในระหว่างทางเฟยหรงได้สอนเรื่องต่างๆให้กับทั้งสองมากมายโดยเฉพาะฮั่วหลิงหลิง นางได้ฝึกฝนการเป็นนักปรุงโอสถจนในที่สุดเวลานี้นางได้กลายเป็นนักปรุงโอสถระดับสามเป็นที่เรียบร้อย นี่เพียงพอให้นางได้กลายเป็นอัจฉริยะที่ขุมกำลังต่างๆต้องการตัวกันเลยทีเดียว ส่วนในเรื่องของความสัมพันธ์ของนางและเฟยหรงนั้นในเวลานี้เรียกได้ว่านางได้ตกหลุมรักชายหนุ่มอย่างสุดหัวใจส่วนเฟยหรงเองในอตนนี้ก็คิดว่านางเป็นคนสำคัญในหัวใจเช่นกันแม้สี่ปีมานี้จะยังไม่มีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาก็ตาม
ทางด้านฮั่วหลินเฉินนั้นตอนนี้ไม่ใช่เด็กอีกต่อไปและได้รับการฝึกฝนเรื่องวิถีกระบี่และวิชาสังหารกับเฟยหรงทำให้ตอนนี้เด็กน้อยมีตบะอยู่ที่ราชันขั้นสามเป็นที่เรียบร้อยแล้วและยังมีแนวโน้มที่จะทวีคูณความเร็วของการฝึกฝนไปได้เรื่อยๆอีกต่างหากเนื่องจากเส้นลมปราณที่พิเศษของเขา
ส่วนเฟยหรงผู้คอยชี้แนะทั้งสองคนนั้นในเวลานี้ตัวเขาพัฒนาไปก้าวใหญ่ๆเลยทีเดียว พลังปราณอยู่ที่จักรพรรดิขั้นที่หนึ่ง พลังวิญญานอยู่ที่วิญญานสวรรค์ขั้นที่หนึ่งเช่นกันแม้พลังในการต่อสู้ข้ามขั้นจะลดลงเนื่องจากช่องว่างระหว่างปราณของระดับจักรพรรดิมีมากโข แต่ในเวลานี้เฟยหรงมั่นใจมากว่าตนเองรับมือระดับจักรพรรดิขั้นเก้าได้อย่างสบายๆหากเจอระดับนักบุญชายหนุ่มก็มั่นใจว่าหลบนี้ได้อย่างไม่มีลอยขีดข่วน
ส่วนเรื่องการปรุงโอสถนั่นไม่ต้องห่วงชายหนุ่มกลายเป็นนักปรุงโอสถระดับหกแล้วในตอนนี้และสามารถปรุงโอสถที่มีชีพจรโอสถได้อย่างง่ายดายราวกับปลอกกล้วย ด้วยคุณสมบัติทุกอย่างที่ได้กล่าวมาทำให้เขาเหนือล้ำกว่ารุ่นเยาว์ทุกคนไม่ว่าจะทวีประดับสูงหรือทวีปศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน
ทั้งสามคนเมื่อเดินทางมาถึงได้สักพักเบื้องหน้าของพวกเขาคือเมืองขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตา เบื้องหน้าของพวกเขาคือเมืองเพียงหนึ่งเดียวของทวีประดับสูงมีนามว่าต้าเซียน ด้านในถูกปกครองโดยจักรพรรดิแห่งการทำลายหลินหมิงที่เป็นศูนย์กลาง ทั้งสี่ทิศรอบข้างกลับถูกดูแลโดยสี่ตระกูลใหญ่อย่าง หมิง หวัง โจว และเฟย
ด้านนอกเมืองทั้งสี่ทิศคือนิกายยักษ์ใหญ่ทั้งสี่โดยจะประกอบไปด้วยนิกายหิมะสวรรค์ทางทิศเหนือ หอกระบี่ดาวตกทิศตะวันออก สำนักสวรรค์คลั่งอยู่ทางทิศตะวันตก และสุดท้ายคือหุบเขาเทพสุริยันที่อยู่ทางทิศใต้นั่นเอง
"ในที่สุดก็มาถึงทวีประดับสูงเสียทีเราไปหอกระบี่ดาวตกกันเลยดีหรือไม่ขอรับพี่ชาย"ฮั่วหลินเฉินมองเมืองใหญ่ด้วยดวงตาเป็นประกาย เฟยหรงที่ได้เห็นก็อดที่จะเอ็นดูเด็กหนุ่มไม่ได้ สี่ปีมานี้เจ้าเด็กนี่มักจะทำตัวอยากรู้อยากเห็นเสมอเลยทีเดียว
"ไปสิ แต่เป้าหมายของเราจะเปลี่ยนไปนิดหน่อยเพราะข้าไม่จำเป็นต้องทดสอบแล้ว ด้วนอำนาจของนักปรุงโอสถระดับหกการขอเข้าพบเจ้าสำนักนั่นง่ายดาย"เฟยหรงกล่าวพร้อมยกยิ้ม เขาเดินตรงไปยังหอกระบี่ดาวตกที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองในทันที ในเวลานี้เขามีสิทธิ์ที่จะใช้อำนาจของนักปรุงโอสถระดับหกแล้วทำไมเขาจะไม่ใช้ละ หากมีพลังอำนาจแล้วไม่ใช่สำหรับเขานั่นคือคนโง่อย่างแท้จริง
เฟยหรงเดินทางมาได้สองชั่วยามข้างกายของเขามีฮั่วหลิงหลิงเดินอยู่ไม่ห่างกาย ส่วนฮั่วหลินเฉินตอนนี้เขาไปอยู่ด้านหน้าของทั้งสองเป็นที่เรียบร้อยด้วยความตื่นตาตื่นใจในสิ่งต่างๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแม้จะอยู่ในวังของทวีประดับกลางมาแล้วก็ตาม ทั้งสามยังคงเดินไปในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูทางเข้าใหญ่ที่สลักรูปกระบี่เอาไว้พร้อมด้วยตัวอักษรหินว่า หอกระบี่ดาวตก
"ข้ามาขอพบเจ้าสำนัก"เฟยหรงกล่าวออกไปอย่างเรียบเฉยทันทีเมื่อมาถึงพร้อมทั้งยื่นตราของนักปรุงโอสถระดับหกให้คนเฝ้าประตูทำให้พวกเขาอกสั่นขวัญเเขวนเมื่อได้เห็นมันก่อนที่จะรีบหยิบหยกสื่อสารแล้วติดต่อไปทางด้านในทันที
ชั่วครู่นั้นเหมือนสายฟ้าพุ่งออกมาจากประตูใหญ่ชายชุดคลุมสีดำลวดลายสีม่วงมีตรากระบี่สีทองปักอยู่ที่หน้าอกพุ่งมาและหยุดลงที่หน้าประตูในทันทีก่อนจะกล่าวต้อนรับเฟยหรงอย่างสุภาพ "เชิญท่านนักปรุงโอสถระดับหกด้านใน เจ้าสำนักของเราได้ตอบรับคำขอของท่านแล้ว"
เฟยหรงพยักหน้ารับและเดินเข้าไปในทันทีพร้อมกับฮั่วหลิงหลิงและฮั่วหลินเฉินทันทีที่ผ่านประตูเข้ามาเฟยหรงสัมผัสได้ว่ามันประดุจราวคนละโลกกันอย่างสิ้นเชิง ในเวลานี้พวกเราราวกับอยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่และมีเกาะลอยฟ้ามากมายอยู่ด้านหน้าพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างตระการตาที่ทำมาจากหินดูเก่าแก่และงดงามจนเฟยหรงอดมองมันด้วยสายตาชื่นชมไม่ได้
ชายหนุ่มเดินไปตามผู้อาวุโสที่นำทางในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดอยู่ตรง หน้าเกาะลอยฟ้าที่อยู่สูงสุดแสดงให้เห้นว่าที่นี่สูงส่งที่สุดเช่นกัน ผุ้อาวุโสผายมือเข้าไปด้านในเฟยหรงทำตามอย่างว่าง่ายเดินเข้าไปพร้อมกับหญิงสาวและชายหนุ่มสิ่งที่รอเขาอยู่คือชายวัยกลางคนที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ของประมุขและมองมาที่เขาด้วยแววตาสั่นเคลือ
"ฟะ เฟยเทียนงั้นหรือ!!"ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือ เมื่อเฟยหรงได้ยินก็อดใจสั่นสะท้านไม่ได้เขารีบคาราวะชายผู้อยู่เบื้องหน้าในทันทีก่อนจะกล่าวว่า "เรียนท่านเจ้าสำนักข้าไม่ใช่เฟยเทียนขอรับชื่อของข้าคือเฟยหรง"
"เฟยหรง!! เจ้าเป็นอะไรกับเขา??"ประมุขหอกระบี่กล่าวด้วยความแปลกใจแม้จะรู้คำตอบอยู่แล้วแต่เขาก็ยังกล่าวถาม
"หากข้าบอกว่าเป็นลูกชายของเขาท่านจะเชื่อหรือไม่ขอรับ"เฟยหรงกล่าวออกไปในทันทีทันใดนั้นเจ้าหอกระบี่ก็พุ่งเข้ามาวางมือบนหัวของเขาอย่างแผ่วเบาพร้อมด้วยรอยยิ้มจางๆที่ผุดขึ้นมาจากใบหน้าที่ดูแล้วแสนจะอบอุ่น
"แน่นอนข้าเชื่อ เจ้าหน้าเหมือนกันปานนี้ข้าจะไม่เชื่อได้อย่างไร อีกอย่างก่อนที่พ่อเจ้าจะจากไปเขายังบอกอีกว่ามีลูกชายอยู่คนหนึ่ง"ประมุขหอกระบี่กล่าว
"ท่านเจ้าสำนัก...!!"
"เรียกข้าว่าอาจารย์ปู่!!"
"อาจารย์ปู่ขอรับ ท่านรู้หรือไม่ว่าพ่อข้าไปที่ใด ข้าอยากไปหาเขา"เฟยหรงกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้นเจือความกังวลใจ แม้จะรู้ดีว่าพ่อของเขากลายเป็นราชันเทวะแล้วแต่เขาก็อดกังวลไม่ได้อยู่ดี
เมื่อเห็นศิษย์หลานของตนเองร้อนใจประมุขหอกระบี่ก็ยกยิ้มขึ้นมาก่อนจะกล่าวออกไปว่า "ไม่ต้องกังวลเรื่องของพ่อเจ้า ล่าสุดที่เขากลับมาก็สี่ปีที่แล้วเขามาเพื่อขอสร้างขุมกำลังโดยใช้ชื่อหอกระบี่ดาวตกกับข้าที่ทวีปศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นข้าจึงตกตลงกับเขาไปว่าหากศิษย์คนใดถึงขั้นนักบุญแล้วจะมีการคัดเลือกเพื่อไปฝึกฝนที่หอกระบี่ดาวตกที่ทวีปศักดิ์สิทธิ์ในทันทีดังนั้นหากเจ้าอยากไปก็ต้องรอให้เจ้าไปถึงระดับนักบุญเสียก่อน"
"ตะ แต่ข้า!!"
"เด็กน้อยด้วยศักยภาพของเจ้าก็สัตว์ประหลาดเพียงพอแล้ว ตามจริงข้าสามารถส่งเจ้าไปในฐานะของนักปรุงโอสถได้แต่ข้าอยากให้เจ้าแข้งแกร่งกว่านี้หน่อยเพราะเจ้าต้องไม่ลืมว่าทวีปศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สถานที่ที่จะล้อเล่นกับมันได้"
"ขอรับอาจารย์ปู่ข้าจะจำเอาไว้ ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ข้าขอตัวไปเข้ารับการทดสอบก่อนนะขอรับ"เฟยหรงเมื่อได้ยินก็เข้าใจในความหมายที่อีกฝ่ายกล่าวได้อย่างชัดเจน ในตอนนี้เขายังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะยืนหยัดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ในเวลานี้คือเร่งเพิ่มพลังให้ได้มากที่สุดเมื่อถึงเวลานั้นเขาจะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลังอีก
"ช้าก่อน ใครบอกกันว่าเจ้าต้องไปทดสอบน่ะ ด้วยระดับจักรพรรดิขั้นที่หนึ่งเพียงพอแล้วที่จะเป็นศิษย์สายในของสำนักดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องไปทดสอบอีกแล้วรวมถึงหยิงสาวและเจ้าเด็กคนนั้นด้วยพวกเขาสามารถเป็นผู้ติดตามของเจ้าได้ ในหอกระบี่นี้ผุ้ติดตามจะมีสิทธิ์เฉกเช่นศิษย์ของสำนักเลยทีเดียว"ก่อนที่เฟยหรงจะจากไป ประมุขหอกระบี่กล่าวออกมาเช่นนั้นอย่างชัดเจนทำให้เฟยหรงถึงกับหยุดชะงักและมองไปที่ชายวัยกลางคนก่อนจะกล่าวถาม "นี่ไม่ใช่อภิสิทธิ์เฉพาะข้าใช่หรือไม่??"
"แน่นอนว่าไม่ใช่ เหล่าผู้อาวุโสรวมถึงข้าสามารถใช้สิทธิในการเลือกคนเข้าสำนักได้เองอยู่แล้ว แม้ว่าเข้าไปแรกๆจะมีข้อกังขาอยู่บ้างแต่เจ้าต้องไม่ลืมว่าความแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง เมื่อเจ้าแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งย่อมไม่มีใครกล้าต่อว่าเจ้า"ประมุขหอกระบี่กล่าว
"เป็นเช่นนั้นข้าก็ขอรับไว้แต่ว่านะขอรับอาจารย์ปู่ ข้าอยากขอร้องอะไรท่านสักอย่างได้หรือไม่ขอรับ"เฟยหรงหันไปกล่าวอีกครั้ง ประมุขหอแย้มยิ้มก่อนจะกล่าวตอบ "ว่ามา เพื่อสิษย์หลานตัวน้อยๆข้าจะยอมช่วยสักคราก็แล้วกัน"
"ทวีปเปลวเพลิงอาณาจักรฮั่ว ข้าอยากขอให้ท่านช่วยคุ้มครองพวกเขาหน่อยได้หรือไม่ขอรับเพราะหุบเขาเทพสุริยันเหมือนจะเล็งที่นั่นเป็นขุมอำนาจรองของพวกมันอยู่และมันเป็นเมืองของผู้หญิงของข้าน่ะขอรับ"เฟยหรงกล่าวขออย่างเขินอาย ประมุขวัยกลางคนถึงกับระเบิดหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ นึกว่าเรื่องอะไรที่แท้ก็เรื่องผู้หญิงนี่เอง ดูเหมือนเจ้าเด้กน้อยคนนี้จะมีน้ำยาดีกว่าพ่อของเขาเป็นแน่ในสายตาของประมุขหอกระบี่ดาวตก
"ก็ได้ๆไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ทำไมข้าจะทำให้ศิษย์หลานตัวน้อยๆไม่ได้ ฮ่าๆๆ"ประมุขหอกล่าวตอบรับ
"ขอบคุณผู้อาวุโสที่เมตตา/ขอบคุณอาจารย์ปู่ขอรับ"ทั้งสามกล่าวพร้อมทำความเคารพอย่างน้อบน้อมก่อนจะเดินออกไป ขณะที่เดินไปนั้นฮั่วหลิงหลิงเดินเข้ามาข้างๆเฟยหรงมืออันเรียวงามบิดลงที่เอวของเขาอย่างจังก่อนจะกล่าวอย่างเขินอายว่า "เจ้าบ้าใครเป็นผู้หญิงของเจ้ากัน"
"ก็เจ้าไง หรือเจ้าไม่อยากเป็น"เฟยหรงกล่าวถาม ฮั่วหลิงหลิงเมื่อได้ยินดังนั้นก็เขินอายอย่างหนักไม่ได้กล่าวตอบอะไรชายหนุ่มแม้แต่น้อยนางเพียงก้มหน้าอันงดงามของนางลงและเดินตามไปเฟยหรงไปแต่โดยดี ทางด้านประมุขหอกระบี่เมื่อเห็นภาพนี้เขาก็อดที่จะยกยิ้มออกมาไม่ได้ก่อนจะกล่าวออกไปด้วยรอยยิ้ม
"หนุ่มสาวนี่ดีจริงๆ"