เฟี้ยวววว....
“อ้าก..”
ย่อมจะเป็นเสียงหวีดของลูกเกาทัณฑ์พร้อมด้วยเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของโจรร้ายที่เคยกล่าวเจรจาเกลี้ยกล่อมคนที่อยู่ในถ้ำให้จำยอม
..สักพักเดียวก็ต้องนิ่งเงียบสิ้นเสียงไปอย่างถาวรเสียแล้ว!!
ฝ่ายโจรเหนือใต้ แม้จะเห็นพี่น้องตกตายลงกับตาแต่ก็มิได้หวาดกลัวแต่ประการใด เนื่องด้วยทราบดีว่าอีกฝ่ายมีบุรุษคนเดียวกับสตรีอีกเพียงห้านางเท่านั้นจึงไม่คิดเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย จึงต่างก็ดาหน้ากันเข้าไป
หากผู้ใดมีม้าก็ควบทะยานเข้าไปก่อน จึงจำเป็นต้องโดนลูกเกาทัณฑ์จากหยางไคเข้าก่อนผู้ใดเสียอีก
กุบ ๆ ๆ ๆ
เฟี้ยวว....
“อ้ากกก!!”
เนื่องจากพีระมิดพยัคฆ์ซึ่งได้บรรจุทักษะการใช้ลมปราณพื้นฐานเพื่อโจมตีด้วยอาวุธ จึงทำให้การยิงแต่ละครั้งก็เข้าตรงจุดตายอย่างแม่นยำทั้งสิ้น หนำซ้ำยังแฝงปราณประหลาดเข้ามาด้วยซึ่งเพิ่มการทำลายล้างยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นลูกศรหนึ่งดอกย่อมหมายถึงหนึ่งชีวิตที่ตกตายในทันทีเช่นเดียวกัน
ฝ่ายโจรร้ายเมื่อเห็นพี่น้องโจรทั้งฝ่ายเหนือใต้ซึ่งได้ควบขี่ม้าเข้าไปหน้าถ้ำนั้นต่างตกจากหลังม้าลงมาตายทีละรายสองหลายหลายสิบคนก็เริ่มตกใจ จึงแตกกระบวนทัพหนีไปหลบซ่อนตัวตามพุ่มไม้ที่ใกล้ที่สุด
..ครั้นปรึกษาและตกลงกันได้แล้ว จึงชักชวนกันนำเอาหญ้าแห้งมากองไว้เหนือลม แล้วจุดไฟเพื่อให้ควันลอยเข้าไปมาในถ้ำ ด้วยความแยบคายยิ่ง
..
….
ณ ปากถ้ำย่อมเต็มไปด้วยควันไฟ หยางไคและสตรีทั้งหลายย่อมทราบในอันตรายร้ายแรง จึงต้องถอยกลับเข้าไปข้างในถ้ำโดยธรรมดา แต่หากพวกเขาจะต้องคอยหลบลี้อยู่ภายในเช่นนี้ ย่อมต้องมีจุดจบที่เลวร้ายรอคอยอยู่อย่างแน่นอน
หยางไคคิดได้เช่นนั้น จึงนำดินปืนจากกล่องอัดเข้าไปในปล้องไม้ไผ่แล้วจึงเจาะใส่ฝักชนวนออกมาประมาณ 1 ชุ่น ส่วนประสิวที่เหลือนั้นยังมีอีกมานักจนคิดขึ้นว่า
‘หากปล่อยทิ้งเอาไว้เช่นนี้ ย่อมจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่นนัก’
พอเกิดความตั้งใจเช่นนั้น ดินประสิวที่เหลือก็ถูกนำส่งเข้าไปในพื้นที่พิเศษในฉับพลันนั่นเอง !!
แม้หยางไคยังประหลาดใจอยู่ แต่ก็รีบติดประทัดยักษ์ไว้ที่ปลายลูกธนู จากนั้นก็ชักชวนให้ทุกคนดื่มน้ำมะพร้าวและพืชผลวิเศษ เพื่อใช้ในการตระเตรียมพลังกันจนพร้อมแล้วจึงนัดหมายกับสาว ๆ ทั้งห้าคนว่า
“ข้าพเจ้าจะยิงประทัดยักษ์ออกไปให้มันตกใจกลัว พวกเราจะใช้จังหวะนั้นตีฝ่าออกไปที่ชายป่าทางขวามือ ด้วยการที่ทุกคนต้องวิ่งการตามแสงเรืองรองสีแดงของม้าขาวให้ทัน จากนั้นให้พี่สาวทั้งหลายซ่อนตัวอยู่ในป่านั้นจงอย่าได้ออกมาเป็นอันขาด”
ครั้นซักซ้อมกันจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็ไปรอยังปากถ้ำซึ่งเต็มไปด้วยหมอกควันอยู่เต็มพื้นที่ หยางไคซึ่งนั่งบนม้าขาวก็จุดชนวนด้วยเพลิงจากนั้นยิงลูกศรออกไปในทันที จากนั้นทิ้งคันธนูลงเสียแล้วจับเอาทวนถือมั่นรอคอยอยู่
จนเกิดเสียงระเบิดขึ้นดังขึ้น
< < < <ปังงง!!!> > > >
เมื่อสิ้นเสียงประทัด ย่อมเป็นสัญญาณปล่อยตัวของเหล่านักวิ่งฝีเท้าดีทั้งหลาย
หยางไคนั้นควบม้าวิ่งนำหน้าออกไปก่อน ครั้นเห็นศัตรูขวางอยู่ก็ใช้ทวนแทงเข้าที่ซอกคอโดยไม่ลังเล ครั้นสังหารไปราว 5-6 คน ก็บรรลุถึงป่าละเมาะแห่งหนึ่งแล้ว
พอรอสักครู่เดียวเมื่อเห็นสตรีวิ่งตามมาถึง จึงสั่งให้ทุกคนซ่อนตัวตามที่ตกลงกันเอาไว้ แต่พอไล่นับดูกลับพบว่ามีเพียง 4 นางเท่านั้น หยางไคจึงรีบควบม้าย้อนกลับไปยังลานกว้าง ณ ปากถ้ำ ก็พบพี่สาวคนหนึ่งกำลังถูกโจรสามนายล้อมจับตัวไว้
หยางไคจึงขับม้าตรงเข้าไปแทงตายไปเสียหนึ่งคนแล้วรีบดึงเอาสตรีผู้นั้นขึ้นม้า
แต่โจรป่าที่เหลือก็เริ่มรุมล้อมเข้ามาเป็นอันมาก ครั้นจะตีฝ่าออกไปก็กระทำมิได้ หยางไคจึงตัดสินใจกระโดดลงจากหลังม้าจากนั้นพุ่งทวนไปยังทางป่าละเมาะ แล้วจึงฟาดมือไปยังบั้นท้ายของเจ้าขาวเพื่อสั่งให้มันกระโจนข้ามตามทวนบินไปจนถึงป่าละเมาะอย่างปลอดภัยในที่สุด
เมื่อสิ้นไร้ความกังวลแล้ว หยางไคก็เร่งโคจรลมปราณกิเลนเป็นหลักเพื่อเพิ่มพลังป้องกันทั้งกายภาพและป้องกันพลังงานพิเศษ จากนั้นจึงชักกระบี่เข้าปะทะตรง ๆ กับเหล่าโจรหลายสิบคนที่กรูเข้ามาเพื่อทำร้าย
เชี้ยงงง!!!
..ฟ้าบ ๆ ๆ..
เพลงกระบี่ของชายหนุ่มแม้จะยังมิได้บรรลุถึงขีดสุด แต่เมื่อใช้ออกไปด้วยพลังลมปราณแห่งการควบคุม ทั้งการเคลื่อนที่ทั้งวิถีกระบี่ ย่อมสร้างแตกตื่นพร้อมด้วยรัศมีความตายขึ้นมาแล้ว !
หยางไคในตอนนี้ที่เข้าใจโลกในสภาพที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น จึงไม่อาจปล่อยให้โจรร้ายเหล่านี้ไปทำสิ่งไม่ดีอีกต่อไปแล้ว และหากเขาไม่ฆ่าเขาก็ต้องถูกฆ่าอยู่ดีส่วนสตรีอีกห้านางก็ต้องกลับไปตกนรกต่ออย่างแน่นอน
ซึ่งในเสี้ยวนาทีที่กระบี่ปราศจากความลังเลสงสัยและไม่ต้องคอยระวังผู้อื่นจะต้องถูกลูกหลง ย่อมประกอบด้วยความเฉียบคมโดยมุ่งเน้นสังหารผู้คนในปริมาณมากที่สุด ทั้งยังใช้เวลาน้อยให้สุดอีกด้วย
นายโจรทั้งหลายที่ต้องการบีบอีกฝ่ายให้ออกจากถ้ำมา ย่อมรู้สึกไม่ต่างกับการบังคับปีศาจออกมาจากหลุมเพื่อมาอาละวาดฆ่าฟัน ซึ่งจากที่ต่างคนเคยกลุ่มรุมกันเข้ามาบัดนี้ก็เริ่มยั้งเท้าเพื่อรอดูท่าที ครั้งเห็นชายหนุ่มชุดขาวรุกคืบเข้ามาแล้วจึงเริ่มตั้งรับ แต่ท้ายที่สุดเมื่อเห็นว่าแม้แต่หัวหน้าของตนที่พอมีวรยุทธ์อยู่บ้างก็ยังตกตายภายใต้กระบี่เดียวจึงถอยหนีกันเป็นพัลวันโดยมิต้องมีผู้ใดสั่งการแต่อย่างใด
บ้างก็พยายามวิ่งหนีสุดชีวิตแต่ไม่อาจว่องไวไปว่าท่าร่างอันรวดเร็วของชายหนุ่ม จึงต้องตายภายใต้คมกระบี่นั้น
บ้างก็ยอมคุกเข่าร้องขอชีวิตแต่กลับถูกปลิดชีพรวดเร็วยิ่งกว่า จนในที่สุดลานประหารแห่งนี้ย่อมหลงเหลือเพียงหนึ่งชีวิตของเพชฌฆาตหน้าหยกผู้นั้นเอง
หยางไคใช้เสื้อผ้าของศพนายโจรที่อยู่ใกล้ ๆ นั้นเช็ดกระบี่ขาวซึ่งถูกย้อมด้วยสีแดงสดของโลหิตด้วยกิริยาอาการอันนิ่งเชย ดูคล้ายพี่ใหญ่หวงซึ่งอยู่ในภาพจำของหยางไคนั่นเอง!!
จากนั้นจึงตรงไปป่าละเมาะที่ได้นัดหมายกับสตรีทั้งห้านาง
..
…
บรรดาหญิงสาวที่ฟังเสียงต่อสู้กันมาสักระยะ ทั้งยังรอคอยการกลับมาของชายหนุ่มอย่างกระวนกระวายใจ ครั้นเห็นชายหนุ่มชุดขาวผู้หล่อเหลาราวหยกเนื้อดี กลับออกมาได้โดยที่ยังชีวิตก็ดีใจนักจึงเข้าไปสวมกอดด้วยความลืมตัวโดยไม่นึกรังเกียจคราบโลหิตที่เปรอะเปื้อนไปทั้งชุดของเขาเลย
ครั้นเห็นว่าชายหนุ่มปราศจากแม้รอยขีดข่วนและอาการบาดเจ็บใด ๆ เลย ก็ยินดีนัก แต่ใบหน้าของเขาก็ช่างเรียบเฉยยิ่ง ก็พลันได้สติแล้วสำนึกว่าตนไม่คู่ควรจึงต่างขออภัยไปว่า
"พวกเราล้วนห่วงใยผู้มีพระคุณนัก จึงสร้างความลำบากใจแก่ท่านแล้ว"
ฝ่ายหยางไคเห็นกิริยาอาการของพวกนางก็นึกสงสารจึงกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้มีความรังเกียจพวกท่านดอกทั้งยังทราบดีว่าต่างถูกบังคับมา แต่ข้าพเจ้าเพิ่งสังหารผู้คนเป็นจำนวนมาก จึงได้มีความเศร้าใจอยู่เท่านั้นเอง"
กล่าวเสร็จก็เข้าไปจูงมัาแล้วให้พวกนางรอคอยอีกสักครู่หนึ่ง จากนั้นขี่เจ้าขาวขึ้นไปทางทิศเหนือ ครั้นเห็นค่ายโจรฝ่ายเหนือก็ตรงเข้าไปยังที่พักของพวกมันแล้วลงมือสังหารโจรสองคนที่ควบคุมสตรีอีกสี่นางเอาไว้ แล้วจึงช่วยพวกนางมาสมทบกันกับอีกห้าคนที่เหลือ แล้วจึงเดินทางลงจากเขาในคืนนั้นเอง
..
…
ครั้นมาถึงหมู่บ้านก็เป็นเวลาเช้า
ฝ่ายชาวบ้านซึ่งเป็นญาติพี่น้องครั้นเห็นบรรดาหญิงสาวกลับมาแล้วก็จดจำได้ จึงกอดคอร้องไห้กันระงมอยู่
ฝ่ายหยางไคนั้นเหนื่อยล้านักจึงขออาบน้ำล้างรอยเลือดที่ติดอยู่ตามเนื้อตัวออก แล้วล้มตัวลงนอนจากความเหนื่อยล้า ที่สะสมจนเกินร่างกายที่สร้างมาจากเลือดเนื้อของเขาจะทนทานเอาไว้ได้..