ชายชราไม่เอ่ยอะไรอีกแม้แต่น้อย ดวงตาที่เรียบนิ่งของเขากวาดมองพื้นที่นี้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นอย่างแผ่วเบา เรียกพลังบางอย่างมาห่อหุ้มร่างของโจวหลัวเฉินที่กำลังจะหมดสติ ก่อนจะหยิบโอสถบางอย่างออกมาพร้อมโยนลงไปที่สุสานลับแล้วพุ่งออกไปจากที่แห่งนั้นทันที พร้อมทิ้งคำพูดบางอย่างเอาไว้
“ตระกูลโจวพร้อมต้อนรับท่านต้วนหลิงเฉินเสมอหากท่านว่างๆ สามารถมาดื่มชาที่ตระกูลโจวได้เสมอขอรับ”
ในความว่างเปล่าชายชรากำลังพาโจวหลัวเฉินบินไปด้วยความเร็วสูงสุด ในตอนแรกเขามีแผนบางอย่างในใจเกี่ยวกับสุสานลับและเทพเจ้าแห่งสมุนไพรแต่ชายชราสัมผัสได้ถึงพลังของเต๋าจักรวาลที่ใกล้เข้ามาเขาเลยตัดสินใจออกมาก่อน
ภาพตัดกลับมาที่สุสานลับที่เคยครึกครื้นไปด้วยเสียงการต่อสู้ กลับกลายเป็นเพียงเศษซากแห่งความพินาศ ทุกสิ่งนิ่งเงียบลงราวกับโลกทั้งใบจะหยุดหายใจ
แต่ในความเงียบนั้น… เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น มันทั้งแหบแห้ง เหนื่อยหอบ และแฝงไปด้วยความเจ็บปวดและความคับแค้น
“ชิ… ไอ้หงอกนั่นมันจงใจไม่ฆ่าข้ากับเจ้าแน่ๆ …”
ชายชุดทองพูดพลางกัดฟันแน่น ร่างกายของเขาซีกหนึ่งขาดสะบั้นพร้อมเลือดสีทองที่ไหลรินจากบาดแผลที่ฉีกออก แต่สิ่งที่ทำให้เขาทรมานยิ่งกว่าความเจ็บจากบาดแผล ก็คือ พิษ
“อ๊าก… เจ็บชะมัด… พิษมันกำลังกัดกินข้าทั้งเป็น!” เขาร้องด้วยเสียงสั่นๆ “เป็นถึงเทพเจ้าผู้สูงส่ง กลับยังกล้าใช้พิษอีกงั้นเหรอ… ข้าละไม่อยากจะเชื่อจริงๆ!”
เขาแหงนหน้าขึ้นสบถพร้อมหัวเราะปนโกรธ ก่อนจะค่อยๆ หันไปมองชายชุดดำที่นอนอยู่ไม่ไกลจากเขานัก เมื่อน้องชายของเขานั้นเงียบและไม่ตอบคำถามของเขาจนน่าแปลกใจ ก่อนจะยิ้มออกมา
“ตอนแรกข้านึกว่าเจ้ายังโกรธข้าอยู่ซะอีก…ก็เลยไม่พูดกับข้าเลย แต่ดูท่าแล้ว... ข้าจะคิดไปเองสินะ”
ชายชุดทองหัวเราะอยู่ในลำคอ เมื่อเขาเห็นว่ามีชายชุดดำอีกคนนอกจากน้องชายของเขาได้ใช้ดาบแห่งแสงสังหารน้องชายของเขาไปแล้ว ก่อนจะพูดขึ้น
“ถ้าให้พูดเรื่องการหาผลประโยชน์ใส่มือตัวเอง หรือการใช้มีดของคนอื่นแทงศัตรู… เจ้าเองก็เก่งไม่แพ้นายท่านของข้าเลยนี่นะ เทพเจ้าแห่งแสง”
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ พลางกัดฟันด้วยแรงเฮือกสุดท้าย
“ใครจะไปคิดล่ะ ว่าผู้บ่มเพาะระดับเทพเจ้าจะตายด้วยน้ำมือของผู้บ่มเพาะในระดับอมตะสวรรค์…นี้มันคงเป็นเรื่องที่น่าตลกน่าดูถ้าคนนอกได้ยิน”
หานหมิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้ามาหาชายชุดสีทองอย่างช้าๆ
“เทพพระเจ้าแห่งแสงงั้นเหรอ? เจ้าน่าจะจำผิดคนแล้วละ”
ชายชุดสีทองยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่แผ่วเบา
“ไม่ผิดหรอก……”
คำพูดของเขายังไม่ทันจะจบประโยค เสียง “ฉึก” ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
ลำแสงสีทองเจาะทะลุศีรษะของเขา ร่างทั้งร่างกระตุกเล็กน้อยก่อนจะทรุดตัวลงช้าๆ ความรู้สึกสุดท้ายที่หลงเหลือ คือความแค้นเล็กๆ น้อยเท่านั้น
หานหมิงยืนมองศพเหล่านั้นโดยไม่ขยับเข้าไปใกล้ แม้เขาจะมีโอกาสตรวจสอบความทรงจำ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกไม่เสี่ยง เพราะดูเหมือนศัตรูของเขาจะไม่ธรรมดา เขากลัวว่าพวกมันอาจจะซ่อนกับดักบางอย่างไว้ในร่าง เพราะจากคำพูดของมันดูเหมือนว่าจะรู้สึกเขาด้วย
“วุ่นวายอีกแล้ว…” เขาพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา
จากนั้นเขายกมือขึ้น รูปแบบวงกลมขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงกลางอากาศเหนือศีรษะของหานหมิง มันหมุนวนอย่างรุนแรงพร้อมดูดเอาโลหิตที่หลั่งรินจากการต่อสู้เมื่อครู่ไปรวมกันที่ใจกลางของสุสานทันที พร้อมกับเก็บเม็ดยาของชายชราตระกูลโจวมาไว้กับตัวเอง
สีหน้าหานหมิงยังคงเรียบเฉย เขาลอยตัวขึ้นสูง ทะยานขึ้นเหนือชั้นเมฆจนหายขึ้นไปกับท้องฟ้า ทันใดนั้นร่างกายของเขาก็มีออร่าพลังสีทองแผ่กระจายออกมารุนแรง
ออร่านั้นพุ่งขึ้นเหมือนเปลวเพลิงสุริยันสาดแสงผ่านฟากฟ้า มันกระจายไปทั่วทั้งอาณาเขตของสุสานลับจนรอยแยกมิติที่กระจายทั่วพื้นที่เริ่มปิดตัวลงทีละจุดทีละเส้น
พลังนั้นไม่ใช่แค่เพื่อซ่อมแซมสุสานลับเท่านั้น แต่มันถูกใช้เพื่อ กักเก็บสิ่งที่อยู่ภายในไม่ให้หลุดรอดออกไปได้ และไม่ให้ใครจากโลกภายนอกเข้ามาได้อีก
ในเวลาเดียวกัน ในสุสานลับก็ยังคงมีคนที่เหลือรอดอยู่จำนวนหนึ่ง หนึ่งในนั้นก็มีอู๋เวิน
อู๋เวิน ผู้ที่กำลังตามหาสมุนไพรมารักษาลูกชายของเขาอยู่ในอีกมุมหนึ่งของสุสาน ร่างของเขาชะงักทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ไม่อาจต่อต้านได้
ปัง!!
เสียงร่างระเบิดดังก้องอย่างไม่มีการเตือนล่วงหน้า เลือดและเนื้อสาดกระเซ็นปลิวไปตามแรงลม ร่างของอู๋เวินระเบิดออกเป็นหมอกเลือดโดยไม่ทันได้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับตัวเองด้วยซ้ำ และไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น...
ทั่วทั้งสุสาน ทุกพื้นที่ ทุกช่องว่าง ทุกทิศทาง... แรงกดดันที่ไม่อาจมองเห็นได้พุ่งกดทับลงมาใส่ทุกสิ่งทุกชีวิต
ไม่มีเสียง ไม่มีสัญญาณเตือน พวกมันเพียงแค่รู้สึกถึงแรงบางอย่างที่กดหัวลงกับพื้น แล้วจากนั้น ร่างกายก็... ระเบิดกลายเป็นหมอกโลหิตไป
ผู้ฝึกตนทุกคนในอาณาจักรลับเริ่มกลายเป็นหมอกเลือดทีละคน ทีละกลุ่ม
เสียงร้องอันบางเบาแว่วขึ้นในตอนแรก... แต่ไม่นานก็ไม่มีเสียงเหล่านั้นหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
เศษวิญญาณ เลือด เนื้อ กระดูก พลังชีวิต ทั้งหมดล้วนถูกดูดกลืนเข้าไปยังจุดศูนย์กลางของสุสาน
ไม่ว่าจะเป็นยอดฝีมือจากตระกูลจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ อัจฉริยะจากโลกเบื้องบน คนจากพันธมิตรตระกูลอู่ นักล่าสมบัติ หรือผู้ฝึกตนทั่วไป... พวกเขา ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเขาล้วนมีชะตากรรมเดียวกัน
ในขณะที่ด้านในสุสานของเทพเจ้าแห่งสมุนไพรเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและหมอกวิญญาณของผู้ล่วงลับจำนวนมหาศาล โลกภายนอกกลับยังไม่อาจรับรู้ความจริงได้แม้แต่น้อย
หานหมิงมองภาพเบื้องหน้าด้วยความเฉยชา ทันใดนั้นหุ่นเชิดนับหมื่นพุ่งออกไปจากเงามืดรอบตัวของเขา หุ่นเชิดแต่ละตนเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันไปตามพื้นดิน หน้าผา และป่ารกร้างรอบสุสานลับ เป้าหมายของพวกมันคือการเก็บเกี่ยวสมุนไพรที่ยังเหลืออยู่ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันถึงหานหมิงจะทำการซ่อมแซมสุสานลับไปแล้วแต่มันก็แค่ยื้อเวลาเล็กน้อยก่อนที่มันจะพังลงเท่านั้น เมื่อรอยร้าวของมิติเริ่มแตกออกเล็กๆ น้อย
หานหมิงไม่ได้สนใจและไม่ได้รอให้หุ่นเชิดกลับมา ร่างของเขาทะยานขึ้นเหนือกลุ่มหมอกและพุ่งตรงไปยังใจกลางสุสานลับทันที ในระหว่างทางหานหมิงคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
แม้ในตอนนี้จะมีหลายสิ่งที่เกินการควบคุม บางอย่างก็หลุดกรอบจนไม่สามารถทำอะไรได้จนต้องปรับแผนกะทันหัน แต่ผลลัพธ์รวมๆ ก็ยังถือว่าคุ้มค่าอยู่ดี ในตอนแรกสุดหานหมิงจะขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนเลยพร้อมกับสมาชิกคนอื่นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะแต่เขาพบว่าเขาจะตายเลยตัดสินใจไม่ขึ้นไป และรอดูสถานการณ์ก่อน
แต่มู่หนานซือก็มาชวนเขาให้เข้าไปในสุสานลับของเทพเจ้าแห่งสมุนไพร ซึ่งตอนแรกเขาจะตอบปฏิเสธไป แต่เขาแอบทำนายชะตากรรมก่อนที่จะมีความคิดบางอย่างขึ้นมาในใจในตอนนั้นเลยตอบตกลงไป
ตั้งแต่ที่หานหมิงตัดสินใจที่จะไปยังสุสานลับ เขาเฝ้าตามหาร่องรอยของสุสานเทพเจ้าสมุนไพรตลอดเวลา และสุดท้ายด้วยความช่วยเหลือจากเต๋าสวรรค์ของโลกนี้เอง เขาก็เจอมันเข้าเมื่อสองวันก่อน
แน่นอนว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเปิดทางเข้าสถานที่แห่งนี้ เต๋าสวรรค์ของโลกใบนี้ที่โดนหานหมิงข่มขู่ไม่เพียงแต่จะช่วยเปิดทางเข้าให้เขาเท่านั้น แต่ยังผ่อนคลายผนึกให้เขาสามารถใช้การบ่มเพาะที่แท้จริงได้ หานหมิงจึงสามารถเข้าไปในสุสานลับได้อย่างง่ายดาย
แม้จะเห็นสมุนไพรล้ำค่ามากมายอยู่รายทาง แต่เขาก็ไม่แตะต้องแม้แต่ใบเดียว เพราะเขามีแผนของตัวเองและเขารู้ดีว่ามีบางอย่างสำคัญกว่านั้นรออยู่เบื้องลึกของสถานที่แห่งนี้ตามคำทำนายของเขา
เขาใช้เวลาค้นหานานกว่าที่คาด จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูมิติสีเขียวอ่อนแห่งหนึ่งที่แฝงตัวอยู่ใจกลางป่าใหญ่ รูปแบบของมันเก่าแก่จนแทบจะจางหายไป แต่ยังคงสามารถเปิดได้อยู่รางๆ
เมื่อเข้าสู่ประตูนั่น เขาพบกับภาพที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังต้องหยุดมอง
เป็นกระท่อมไม้เรียบง่ายตั้งอยู่กลางทุ่งสมุนไพรที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา กลิ่นของสมุนไพรหอมฟุ้งปะปนไปกับพลังชีวิตที่เข้มข้นจนแทบกลั่นตัวเป็นละออง หานหมิงเดินเข้าไปในกระท่อมอย่างระวัง ไม่มีกับดัก ไม่มีอาคมป้องกัน ไม่มีแม้แต่แรงต่อต้านใดๆ
ที่กลางกระท่อมเล็กๆ นั้น เขาเห็นสิ่งที่รออยู่ นั้นคือ ต้วนหลิงเฉิน หรือที่ถูกต้องกว่านั้นคือ เศษเสี้ยวจิตวิญญาณเทพเจ้าแห่งสมุนไพรที่กำลังสั่นไหวอย่างไม่มั่นคง มันใกล้จะสลายตัวไปเต็มที เหมือนแค่รอให้ลมเบาๆ พัดผ่านก็จะจางหายไปในพริบตา
หานหมิงไม่พูดอะไร เขาเพียงก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะยื่นฝ่ามือออกไปแล้วฝังบางอย่างลงในร่างวิญญาณนั้น
สิ่งที่เขาฝังคือเซลล์สีทอง วัตถุลึกลับที่เป็นทั้งตราควบคุมที่ใช้ควบคุมความเป็นคนตายของคนคนนั้น อาวุธลับสำหรับป้องกันการทรยศจากคนที่เขาไว้ใจ
มันเป็นวิชาที่เขาคิดค้นขึ้นมาเองตั้งแต่ที่เขาหนีออกมาจากครอบครัว ในโลกนี้หรือโลกนั้น เขาไม่สามารถแยกแยะได้ว่ารอยยิ้มของใครมอบให้เขาด้วยความหมายใดๆ ดังนั้นเขาเลือกที่จะเชื่อใจตัวเองและสร้างวิธีการป้องกันปัญหาก่อนที่มันจะเกิดขึ้นได้ เซลล์สีทองมันอาจจะไม่ได้ควบคุมจิตใจของคนคนนั้นได้ แต่สามารถควบคุมความเป็นความตายของผู้ที่ถูกฝังได้ตลอดเวลาและมันยังสามารถเพิ่มความเข้าใจ รวมถึงศักยภาพด้านต่างๆ ของคนที่ได้รับไปด้วย
ผู้ที่จะได้รับเซลล์สีทองจะต้องผ่านการรับรองจากรูปแบบทองคำของเขาที่เขาใช้ทดสอบหาศิษย์ หรือเว้นเสียแต่ว่าตัวของเขาจะมอบให้คนคนนั้นโดยตรง
จนถึงตอนนี้ หานหมิงมอบเซลล์สีทองให้กับคนที่ไม่ใช่ศิษย์ของตัวเองไปแค่สองคนเท่านั้น
คนที่แรกคือ เย่หลิน บุตรแห่งโชคชะตาที่เคยถูกอู๋จ้าวควบคุมจิตใจ จนชีวิตพังทลาย
และคนที่สอง คือ เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของเทพเจ้าแห่งสมุนไพร ที่ในตอนนั้นอ่อนแอถึงขีดสุด พร้อมจะสลายไปได้ทุกเมื่อ
หานหมิงค่อนข้างสนใจต่อพัฒนาการของเย่หลิน แต่เขาก็มีบางอย่างที่ขาดหายไปอยู่ดังนั้นเขาอาจจะต้องรอดูต่ออีกสักพัก และเขาก็มีบางอย่างที่อยากทดสอบอยู่ด้วยเช่นกัน