ระบบ AI พิชิตแดนเซียน

    บทที่ 71 ตระกูลหลี่

            บทที่71

            ตระกูลหลี่

            ฝูงชนที่เคยแน่นขนัดรอบแผงไม้เก่าเริ่มค่อย ๆ ซาลง บรรยากาศที่เคยคลาคล่ำด้วยเสียงจ้อกแจ้กโกลาหล กลับเปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่อึมครึม

            หยุนโม่เตรียมของมาในครั้งนี้ไม่ได้เยอะมากเขาเตรียมลูกแก้วป้องกันระดับ 1 มา 50 ชิ้นแล้วก็ลูกแก้วป้องกันระดับ 2 มา 50 ชิ้น 

            ตัวของเขาสามารถขายได้ทั้งหมดก็เทียบเท่ากับว่าเขาได้หินวิญญาณระดับหนึ่งมา 50 ชิ้นได้หินวิญญาณระดับสองไปอีก50 ชิ้นเป็นจำนวนที่เยอะมาก 

            คนพวกนั้นคงไม่คาดคิดเลยว่าลูกแก้วป้องกันนั้นเป็นเทคโนโลยีที่เขาสร้างขึ้นมาโดยที่แทบจะไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่น้อยการที่ได้เงินจำนวนขนาดนี้มาเป็นของตอบแทนแน่นอนว่าเป็นการลงทุนและเป็นการค้าขายที่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม 

            ภายหลังที่ผู้คนทั้งหลายต่างทยอยกันแยกย้ายออกจากบริเวณแผงขายของจนบัดนี้ทั่วทั้งพื้นที่ตรงหน้ากลับกลายเป็นความเงียบงัน ไร้ซึ่งเสียงจ้อกแจ้กเสียงก้าวเท้าหนักแน่นหรือแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของผู้ฝึกตนจำนวนมากที่เคยรุมล้อมอยู่ก่อนหน้านี้

            แผงไม้เก่า ๆ ซึ่งหยุนโม่ใช้วางสินค้าก็ยังคงตั้งอยู่ตรงนั้นเงียบสงัดราวกับไม่เคยมีผู้ใดมาเยือนมาก่อน รอบด้านเหลือเพียงความว่างเปล่ากับแสงแดดยามสายที่ทอดเงาทาบลงบนพื้นหินกร่อ

            หยุนโม่ยืนนิ่งอยู่หลังแผงใบหน้าที่ปกคลุมด้วยหน้ากากเหล็กยังคงสงบ ไม่มีอารมณ์ใดแสดงออก แต่ในขณะนั้นเองประสาทสัมผัสที่ถูกฝึกฝนมาก็ส่งสัญญาณเตือนบางอย่าง

            เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วค่อย ๆหันศีรษะไปทางขวามือ ดวงตาแน่วแน่กวาดผ่านมุมหนึ่งของตลาดที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

            ท่ามกลางเงาเรือนร้านค้าและม่านผ้าสีซีดร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบเชียบ

            บุรุษผู้นั้นแต่งกายเรียบง่ายร่างกายกำยำเสื้อคลุมผ้าหยาบสีเทาเข้มไร้ลวดลายไม่มีตราสำนักหรืออาวุธใดติดตัวให้เป็นที่สังเกต ใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาเรียบเฉยหากเดินปะปนอยู่ในฝูงชนทั่วไป ก็คงไม่มีผู้ใดให้ความสนใจมากนัก

            หากเป็นผู้อื่นอาจมองว่าเขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนสามัญผู้หนึ่งที่บังเอิญเดินผ่านมา

            ทว่า…หยุนโม่กลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่แฝงอยู่ในเงาร่างนั้นความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจจับต้องได้ คล้ายเงาในเงาหรือม่านลวงที่มีสิ่งใดซ่อนเร้น

            เขาจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

            “มีเรื่องอันใดหรือ?”

            ชายหนุ่มผู้นั้นยืนนิ่งไม่ไหวติงดวงตาสบประสานกับหยุนโม่โดยไม่หลบเลี่ยง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นไร้แววตื่นตระหนก หรือความเป็นศัตรู

            “ท่านผู้ดูแลแห่งหอการค้าเงามายาอยากพบเจ้า”

            คำพูดนั้นแม้จะสั้นหากแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันอันบางเบา 

            หยุนโม่ขมวดคิ้วเล็กน้อยใต้หน้ากากดวงตาฉายแววประหลาดใจ เขาส่งเสียงต่ำในลำคอคล้ายหัวเราะแต่ไม่ถึงกับออกมาเต็มเสียง

            “หืม?”

            หอการค้าเงามายาตัวของเขาเคยไปซื้อของภายในสถานที่แห่งนั้นอยู่หลายครั้งแต่ว่าไม่เคยรู้จักกับผู้ดูแลของหอการค้าเงามายาอะไรนั่น 

            ในครั้งนี้อีกฝ่ายมาเชิญเขาไปเป็นแขกที่สถานที่แห่งนั้นไม่ใช่ว่าจะมีจุดประสงค์บางอย่างหรอกหรือ 

            แม้ถ้อยคำของอีกฝ่ายจะแฝงแรงกดดันไว้ชัดเจนทว่าหยุนโม่กลับมิได้มีท่าทีหวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขาค่อย ๆฉีกยิ้มออกมาใต้หน้ากากเหล็ก เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังลอดออกจากลำคอดวงตาทอประกายเร้นลับ

            “ได้สิ…” เขากล่าวอย่างไม่เร่งรีบ “ข้าเองก็กะจะออกไปซื้อของอยู่พอดี…”

            หยุนโม่ทอดเสียงลากยาว “แต่ว่า...เดี๋ยวข้าตามไปทีหลังก็แล้วกัน”

            คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของชายตรงหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยเขาขมวดคิ้ว ดวงตาหรี่ลงอย่างเฉียบคม รังสีแปลกประหลาดพลันแผ่ออกมารอบกายแม้มิได้เด่นชัดถึงขั้นรุนแรงแต่สำหรับผู้มีฝีมือย่อมสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่คล้ายจะแฝงเจตนาเร่งเร้า

            ทว่า…หยุนโม่กลับยังคงยืนเฉยสีหน้าไม่เปลี่ยน ราวกับมิได้รู้สึกถึงแรงกดดันนั้นแม้เพียงนิดเขายกถ้วยชาเปล่าที่วางอยู่ข้างแผงขึ้น หมุนเบา ๆ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “คือ…ข้ากำลังจะคิดบัญชีเล็กน้อยน่ะ”

            ถ้อยคำธรรมดานั้นกลับทำให้ดวงตาของชายหนุ่มผู้นั้นหรี่ลงอีกคราสีหน้าที่เคร่งขรึมเป็นทุนเดิมพลันฉายความสงสัยปนระแวดระวัง

            “คิดบัญชี...ตระกูลหลี่หรือ?”

            หยุนโม่หัวเราะแผ่วเสียงคล้ายลมพัดผ่านใบไม้
    “อันใด? กลัวว่าข้าจะไม่ไปตามสัญญาหรือ?”
     เขาหยุดเว้นช่วงเพียงเล็กน้อยราวกับปล่อยให้ถ้อยคำคลุ้งอยู่ในอากาศ ก่อนจะกล่าวต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ

            “ไม่ต้องกังวล ข้าไปแน่นอน”

            ชายหนุ่มผู้นั้นเพียงพยักหน้าเบา ๆไม่ได้กล่าวสิ่งใดตอบกลับอีก ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องการเซ้าซี้เลยหันหลังแล้วเดินจากไปในความเงียบๆ 

            … 

            บริเวณด้านหน้าคฤหาสน์ของตระกูลหลี่มีกำแพงสูงใหญ่สีหม่นตั้งตระหง่านทอดยาวสุดสายตาประตูไม้โบราณสีดำทะมึนสลักลวดลายอสูรฟ้าอ้าปากขู่คำรามยามต้องแสงแดดพลันสะท้อนเงาเย็นเยียบแลดูขึงขังดุดันจนผู้คนทั่วไปไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้

            เหนือบานประตูมีป้ายไม้แกะสลักตัวอักษรสามตัวว่า “ตระกูลหลี่” ใช้ลายมือทรงพลังตวัดปลายดั่งมังกรทะยานเวหา อักขระแต่ละตัวแผ่คลื่นพลังอ่อน ๆ ที่แม้เพียงเหลือบตามองก็พอจะสัมผัสได้ถึงรังสีของขุมอำนาจอันยิ่งใหญ่

            ด้านหน้าประตูใหญ่ยืนเงาร่างของชายฉกรรจ์สองคน รูปร่างสูงใหญ่ ราวกับเสาหินคู่ประจำคฤหาสน์

            ทั้งสองล้วนเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นเจ็ดผิวหนังหยาบหนา แฝงกลิ่นอายพลังที่คุกกรุ่นอยู่ใต้ผิวกาย

            แม้จะแต่งกายด้วยชุดยามธรรมดาแต่แววตาเฉียบขาด ขึงขังไม่มีความเกียจคร้านแม้แต่น้อย

            หนึ่งในนั้นมีแผลเป็นยาวพาดข้ามลำคออีกคนหนึ่งมีขวานเหล็กขนาดใหญ่สะพายอยู่ด้านหลัง พวกเขายืนห่างกันราวสามก้าวครึ่งไม่พูดจา ไม่ขยับเขยื้อน เว้นเสียแต่จะมีผู้ผ่านเข้าออกประตู

            แต่ว่าในขณะที่พวกมันกำลังทำหน้าที่ของตนเองอยู่เหมือนกันทุกวันอยู่ๆพวกมันเองก็พบเห็นบางอย่างเป็นชายในชุดคลุมสีดำที่สวมใส่หน้ากากเหล็กอันเรียบง่ายกำลังเดินมุ่งตรงมาทางนี้ 

            “ผู้ใดกัน!” เสียงของชายทางด้านขวาดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดมันยกหอกภายในมือของตนเองขึ้นเหมือนว่าจะสามารถสังหารอีกฝ่ายที่บุกรุกเข้ามาได้ทุกเมื่อ 

            แต่ว่าชายอีกผู้หนึ่งที่อยู่ทางด้านขวา 

            ร่างกายของมันสั่นสะท้านกล่าวออกมาอย่างตะกุกตะกักเพราะจำบุคลิกท่าทางของคนผู้นั้นได้ “จ.. เจ้า..” 

            คนที่ยกหอกภายในมือของตนเองขึ้นสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติของสหายแล้ว 

            เมื่อมันไปพินิจแล้วก็ลองนึกย้อนความทรงจำมันดีๆก็พอจะจำคนผู้นั้นได้แล้ว

            หยุนโม่เดินมาหยุดลงบริเวณด้านหน้าประตูคฤหาสน์ของตระกูลหลี่ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ไปตามคนตระกูลหลี่ออกมาเสีย” 

            หลังจากที่ได้ยินคำสั่งนั้นหนึ่งในพวกมันก็หันหลังแล้ววิ่งเข้าไปภายในตระกูลอย่างรวดเร็ว 

            หลังจากนั้นไม่นานนักก็มีคนอีกสิบกว่าคนเดินออกมาออกมาจากทางประตูหลักของจวนตระกูลหลี่ 

            คนตระกูลหลี่ออกมา 

            พวกมันที่เดินออกมามีทั้งคนหนุ่มคนแก่หรือแม้กระทั่งชายวัยกลางคนแต่ที่สะดุดตามากที่สุดก็คือคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดอีกฝ่ายเป็นชายวัยกลางคนรอบกายแผ่สภาวะของขอบเขตหลอมกายางขั้นปลายออกมา 

            คนผู้นี้คือผู้นำตระกูลหลี่หลี่หยางอี้ 

            ทันทีที่หลี่หยางอี้พบเห็นชายหนุ่มผู้นั้นมาปรากฏกายด้านหน้าตระกูลมันเองก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เจ้ามนุษย์คิดจะทำอันใดที่นี้คือเมืองอวี้หยาง” 

            หยุนโม่ไม่รู้ว่าพวกมันไม่รู้จริงหรือว่าเพียงแค่แกล้งโง่เท่านั้นเขาจึงตอบกลับไป “คิดทำอันใดงั้นหรือ? มาคิดบัญชีอย่างไรละ” 

            ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นหลุดออกมาจากปากของบุรุษที่อยู่ด้านหน้านั่นทำให้ใบหน้าของพวกคนตระกูลหลี่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว 

            “คิดบัญชี?” หลี่หยางอี้ขมวดคิ้ว 

    คล้ายกับเรื่องระบบ AI พิชิตแดนเซียน ที่คุณอ่าน

    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    280K 462
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    218K 196
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.13M 1288