“เผือก”จ้านเจียวตอบพลางเขี่ยหัวเผือกพลิก ขอทานจึงอุทานว่า “เผือกรึ!? มันกินไม่ได้นะ! มันมีพิษ!กินเข้าไปจะคันปากจนตาย”
“เ้าไม่อยากตายก็ไม่ต้องกินข้ากินเอง ไม่ได้ให้เ้ากินซะหน่อย” จ้านเจียวบอกแล้วมองขอทานคนนั้นพลางบอก“เ้าอย่ามาแย่งข้ากินเชียว”
“เฮอะ”ขอทานแค่นเสียงคำหนึ่งแล้วบอกว่า “ของพรรค์นี้ข้าไม่กินหรอก”
พลัน! เขาก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ต่างจากเด็กทั่วไป เด็กน้อยอายุเท่านี้ย่อมต้องร้องไห้งอแงซิ แต่เด็กคนนี้กลับไม่ร้องไห้งอแงเลยซ้ำยังจุดเตาเผาเผือกอีกด้วย เขาจึงมองจ้องเด็กคนนั้นพลางถาม“เ้าเป็คนหรือเป็ผี?”
“เป็คนซิ”จ้านเจียวตอบพลางพลิกเผือกในเตา ขอทานมองดูอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหนจ้านเจียวจึงหันไปถลึงตาใส่เขาพลางบอก “เ้าอย่าแย่งข้านะไม่งั้นข้าจะเอาฟืนนี้ตีเ้าให้ตาย”
นางขู่พลางขยับไม้ฟืนที่ติดไฟในเตาขอทานแค่นเสียง “ชิชะ! ใครจะแย่งของมีพิษพรรค์นี้กัน”
จ้านเจียวเผาเผือกไปเรื่อยๆจนเผือกหัวเล็กๆ สุกแล้วนางจึงเขี่ยพวกมันออกมากองไว้หน้าเตาแล้วนางก็หันไปมองขอทานอย่างระแวง กลัวว่าเขาจะแย่งของกินของนาง
“หึ! ข้าจะคอยดูเ้าคันปากจนตาย” ขอทานเอ่ยอย่างโมโหถึงเขาจะเป็ขอทานแต่ว่าของพรรค์นี้เขาไม่กินหรอก
จ้านเจียวพลิกเผือกหัวใหญ่เผาไปเรื่อยๆจนมันสุกดีแล้วนางจึงเขี่ยมันออกมา จากนั้นนางก็ค่อยๆบิเผือกหัวเล็กที่ไม่ร้อนจัดแล้วกินเนื้อข้างในทีละนิด...ทีละนิด
“หอม”ขอทานเอ่ยเมื่อได้กลิ่นหอมๆ จากเผือกเผา จ้านเจียวมองตาดุวาวขอทานจึงบอกอย่างเย่อหยิ่งว่า “ของพรรค์นี้ข้าไม่กินหรอก ชิ!”
จ้านเจียวกินเผือกหัวเล็กๆ4 หัวจนหมด นางก็อิ่มพอดี ตัวนางยังเล็กนักท้องจึงเล็กกินได้น้อย เผือกเผาหัวเล็กๆ4 หัวนางจึงกินอิ่มเหลือหัวใหญ่นางจะเก็บไว้กินมื้อต่อไปนางเก็บเผือกหัวใหญ่ใส่อกเสื้ออย่างหวงแหนขอทานมองดูรอดูเด็กน้อยร้องไห้เพราะคันปากแต่เขารออยู่นานเด็กนี่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะคันปากเพราะถูกพิษเผือกเลย เขาจึงพึมพำ“หรือมันไม่ใช่เผือก?”
เขามองเด็กน้อยพลางถาม“เ้าไปเอาหัวเผือกพวกนี้มาจากไหน?”
“หลังบ้าน”จ้านเจียวตอบ ขอทานจึงออกจากห้องครัวเดินไปดู เขาเห็นร่องรอยขุดดินข้างๆ กอเผือกเขามองดูกอเผือกใหญ่ๆ กอนั้นแล้วจับใบพิศดู “ก็เผือกนี่นาแล้วไยเด็กนั่นกินจึงไม่ถูกพิษล่ะ?”
จ้านเจียวที่กินอิ่มแล้วก็ง่วงนอนขึ้นมานางจึงล้มตัวลงนอนขดข้างๆ เตาไฟที่ยังมีไฟลุกอยู่ความอบอุ่นจากเตาไฟทำให้นางผล็อยหลับไปขอทานเดินกลับไปที่ห้องครัวเห็นเด็กน้อยหลับอยู่หน้าเตาไฟ เขาจึงปลุกนาง “เ้าๆ”
“อือ...”จ้านเจียวส่งเสียงอย่างสะลืมสะลือ ขอทานจึงบอก “คนในหมู่บ้านนี้ตายหมดแล้วเ้าก็ตามข้าไปขอทานเถอะวันหน้าข้าแก่ตายเ้าก็ฝังศพข้าเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้าล่ะกัน”
“อือ...”จ้านเจียวส่งเสียงสะลืมสะลืออีกครั้งขอทานคิดว่าเด็กน้อยตกลงแล้วเขาจึงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา
“อือ...”จ้านเจียวหลับจึงไม่รู้ตัวเลยว่านางกำลังถูกขอทานพาตัวไปขอทานอุ้มเด็กน้อยออกจากหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยศพ เขามุ่งหน้าไปยังสำนักยาจกที่ซึ่งเขาเป็เ้าสำนัก
ครั้นค่ำมืด ขอทานก็หยุดพักเขาวางเด็กน้อยลงนอนบนพื้นดินแล้วจัดแจงไปหากิ่งไม้แห้งมาก่อไฟให้ความอบอุ่นยามค่ำคืนที่อากาศหนาวเย็นโชคดีที่อากาศเพิ่งเริ่มจะเข้าสู่ฤดูหนาวจึงยังไม่หนาวเท่าไหร่แต่ว่าอีกหน่อยย่อมมีหิมะตก เขาควรจะกลับถึงสำนักก่อนที่หิมะตกจะดีที่สุด
“อือ...”จ้านเจียวลืมตาตื่นขึ้นมา นางพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องครัวก็ใ “อ่ะ!”
นางลุกพรวดขึ้นนั่งครั้นมองไปเห็นขอทานคนนั้นนั่งอยู่ใกล้ๆ นางจึงขยับออกห่างจากเขาทันที “เ้า!”
“มืดแล้วคืนนี้พักที่นี่แหละ” ขอทานบอก จ้านเจียวกระถดตัวถอยหลังไปอีกพลางเอ่ยว่า“เ้าจะเอาข้าไปขายซินะ”
“ขายอะไรกันข้าไม่ใช่โจร” ขอทานบอกพลางโยนกิ่งไม้ใส่กองไฟ จ้านเจียวแค่นเสียง “เฮอะ! คิดว่าข้าจะเชื่อเ้ารึ เ้าลักพาตัวข้ามา คิดจะเอาข้าไปขายแน่ๆข้าเชื่อเ้าข้าก็โง่แล้ว”
“ลักพาอะไรกัน”ขอทานเอ่ย “เ้ารับปากข้าแล้วว่าเมื่อข้าตายเ้าจะฝังศพข้าเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้า”
“รับปากอะไรกันข้าไม่เคยรับปากเ้า” จ้านเจียวเถียงแล้วลุกขึ้นวิ่งหนีทันทีขอทานจึงรีบวิ่งตามไปจับตัวไว้ “อ่ะ! เ้าอย่าหนีนะ!”
แต่ว่าจ้านเจียวอายุแค่ขวบกว่าๆนางจึงวิ่งหนีไม่พ้น นางวิ่งไปได้ไม่ไกลก็ถูกขอทานตามทันจับตัวไว้ได้นางจึงดิ้นสู้ “ปล่อยข้า! ปล่อยข้านะ!ปล่อย!”
“วะ! แรงเยอะจริง” ขอทานบ่นพลางจับเด็กน้อยไว้แน่นจ้านเจียวดิ้นสุดชีวิตทั้งตีทั้งเตะแต่ว่าตัวนางเรี่ยวแรงน้อยนิดจึงไม่อาจทำให้ขอทานเจ็บจนต้องปล่อยนางได้เลยขอทานกดเด็กน้อยลงพื้นแล้วฉีกชายเสื้อตัวเองออกมามัดมือมัดเท้าเด็กน้อยเอาไว้จ้านเจียวถูกมัดเหมือนหมูตัวหนึ่งแล้วก็ถูกขอทานอุ้มพาดบ่ากลับไปที่กองไฟเขาโยนเต็กน้อยลงตุบ!
“โอ๊ย!” จ้านเจียวร้องคำหนึ่ง ถลึงตามองขอทานอย่างโกรธแค้น
“เด็กอะไรไม่น่ารักเอาเสียเลย”ขอทานบ่นแล้วบอกว่า “ข้าไม่ได้เอาเ้าไปขาย เ้าวางใจได้”
“วางใจกับผีซิ”จ้านเจียวด่า ขอทานบ่น “จุ๊ๆ ไม่น่ารักเลยจริงๆ”
เขาบ่นแล้วจับเด็กน้อยมากอดจ้านเจียวดิ้นๆ “ปล่อยข้า! ปล่อยข้านะ!”
ขอทานไม่สนว่าเด็กน้อยจะดิ้นรนอย่างไรเขาล้มตัวลงนอนทั้งยังกอดเด็กน้อยเอาไว้แน่น กันไม่ให้เด็กน้อยแอบหนีไปได้เขาถูกใจเด็กคนนี้แล้วจึงอยากจะให้เด็กนี่เป็ลูกบุญธรรมของเขาวันหน้าเขาตายจะได้มีลูกคอยเผากระดาษเงินกระดาษทองให้เขา
“ปล่อย!” จ้านเจียวดิ้นอยู่ในอ้อมแขนขอทาน มือนางััตัวขอทานก็ชะงักไป “นี่!”
เนื้อตัวใต้เสื้อผ้าขาดๆของเขาไม่ได้ผอมแห้งอย่างที่นางคิดแม้แต่น้อย นางใช้มือที่ถูกมัดคลำๆ เนื้อตัวเขาจึงพบว่าเนื้อตัวเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างคนที่ฝึกวรยุทธ์นางที่เคยจับต้องเนื้อตัวผู้ชายมานักต่อนักแล้วในชาติก่อนจึงรู้ดีว่าขอทานคนนี้ไม่ใช่ขอทานธรรมดาๆ อย่างที่นางเข้าใจ เขาเป็คนมีวรยุทธ์!
เช่นนั้นเขาน่าจะเป็โจร!
บางทีเขาอาจจะเป็โจรพวกเดียวกับที่ปล้นหมู่บ้านนางก็ได้!
‘ข้าจะฆ่าเขาแก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่!’ นางคิดในใจอย่างโกรธแค้น
จนรุ่งเช้า ไก่ขันดังแว่วมา ขอทานจึงตื่น จ้านเจียวก็ตื่นเช่นกันนางดิ้นออกจากอ้อมแขนขอทาน ขอทานจึงรัดตัวเด็กน้อยเอาไว้แน่น พลางบ่น “ดื้อจริง”
“ปล่อยข้า!” จ้านเจียวตะคอก ถลึงตาจ้องเขาอย่างโกรธแค้นขอทานลุกขึ้นนั่งแล้วปล่อยเด็กน้อยนอนอยู่บนพื้นจ้านเจียวถูกลมหนาวก็รู้สึกหนาวทันที “ฮัดชิ้ว!”
“หึ! โดนลมหน่อยก็จามซะแล้วเด็กอย่างเ้าหากข้าปล่อยไว้ที่หมู่บ้านนั้นคนเดียว ไม่เกิน 5วันเ้าก็คงอดตายแล้ว” ขอทานบอกแล้วอุ้มเด็กน้อยเข้ามาในอ้อมกอด จ้านเจียวดิ้นๆ“ข้าไม่มีทางอดตายหรอก”
“รับข้าเป็พ่อบุญธรรมแล้วข้าจะให้เ้ามีกินทุกมื้อ”ขอทานบอก “ขอเพียงเมื่อข้าตายเ้าฝังข้าเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้าก็พอ”
“ฮึ! ใครจะรับโจรเป็พ่อกัน” จ้านเจียวแค่นเสียงอย่างโมโห“เ้ามันก็พวกเดียวกับโจรที่ปล้นฆ่าท่านพ่อท่านแม่ข้านั่นแหละ”
“ข้าเป็ขอทานไม่ใช่โจร”ขอทานบอก จ้านเจียวเถียง “ข้าเชื่อเ้าก็โง่แล้ว”
“วะ! เ้าเด็กนี่นี่!” ขอทานบ่นอย่างระอาใจ“น่าปล่อยให้ตายนัก”
“ก็ปล่อยข้าซิ”จ้านเจียวดิ้นๆ ขอทานยิ้มบางๆ “ข้าไม่ปล่อยเ้าหรอก เ้าต้องเป็ลูกบุญธรรมของข้า”
“มาๆโขกหัวเรียกพ่อซิ” ขอทานกดศีรษะเด็กน้อยลง จ้านเจียวดิ้นสู้แต่ว่าตัวนางจะสู้แรงผู้ใหญ่ได้อย่างไร อีกทั้งยังเป็ผู้ใหญ่ที่ฝึกวรยุทธ์ด้วย!
นางถูกเขากดศีรษะโขกกับอกเขาถึง3 ครั้ง ขอทานปล่อยมือจากศีรษะเด็กน้อยแล้วบอกว่า “เ้าเป็ลูกบุญธรรมข้าแล้ว ไปพวกเรากลับบ้านกัน”
“ข้าไม่เป็ลูกเ้าข้าไม่ไป เ้าปล่อยข้า!” จ้านเจียวดิ้นสู้ ขอทานไม่สนใจเขาอุ้มเด็กน้อยพาดบ่าแล้วลุกขึ้นเดินกลับสำนักไปอย่างอารมณ์ดีจ้านเจียวดิ้นไปตลอดทาง “ปล่อยข้า! ปล่อย!”
จนกระทั่งถึงสำนักยาจก ขอทานทั้งหลายเห็นเ้าสำนักกลับมา พวกเขาก็ร้องว่า“เ้าสำนักกลับมาแล้ว!”
“โอ้...เ้าสำนักกลับมาแล้ว!” ขอทานร้องบอกต่อๆ กัน
จ้านเจียวที่ถูกอุ้มพาดบ่าเหมือนกระสอบข้าวได้แต่มองไปรอบๆอย่างหวั่นกลัว นางเห็นขอทานเต็มไปหมด มองไปทางไหนก็มีแต่ขอทาน!
เ้าสำนักหยุดที่กลางลานดินพลางบอกว่า“นี่คือลูกบุญธรรมของข้า วันหน้าเขาก็คือเ้าสำนักน้อยของพวกเ้า”
เ้าสำนักใช้คำว่า ‘เขา’ เพราะคิดว่าเด็กน้อยเป็เด็กผู้ชาย
“คารวะเ้าสำนักน้อยขอรับ”ขอทานคุกเข่าลงกุมมือกล่าว คนอื่นๆ ก็คุกเข่าลงกุมมือกล่าว“คารวะเ้าสำนักน้อยขอรับ”
“คารวะเ้าสำนักน้อยเ้าค่ะ”
“ฉลองๆ” เ้าสำนักบอกขอทานทั้งหลายลุกขึ้นส่งเสียงโห่ร้อง “เฮ้!”
จากนั้นขอทานทั้งหลายก็รีบไปเตรียมงานฉลองทันที
เ้าสำนักอุ้มเด็กน้อยเข้าบ้านจ้านเจียวมองบ้านหลังนั้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นและไยแมงมุมสภาพเหมือนไม่ได้ปัดกวาดมาเป็ปีๆ นี่มันใช่ที่อยู่คนที่ไหนกัน!
เ้าสำนักวางเด็กน้อยลงบนเก้าอี้ที่เต็มไปด้วยฝุ่นจ้านเจียวกระอักกระไอฝุ่นออกมาเมื่อฝุ่นฟุ้งเข้าจมูก “แค่กๆ”
เ้าสำนักแก้เศษผ้าที่ใช้มัดเท้ามัดมือเด็กน้อยออกจ้านเจียวตั้งท่าจะวิ่งหนี เ้าสำนักจับไหล่หมับ!
“อย่าหนีถ้าเ้ากล้าหนี ข้าจะโยนเ้าลงไปในหลุมที่มีแต่งูพิษ”เขาขู่น้ำเสียงดุดันหน้าตาขึงขัง จ้านเจียวกลืนน้ำลายอึก!
นางไม่กล้าหนี!
“ดีๆ เด็กดี”เ้าสำนักชมแล้วถามว่า “เ้าชื่ออะไร?”
“จ้านเจียว”จ้านเจียวตอบ แม้ว่าตอนแรกนางจะไม่ชอบชื่อนี้แต่ว่านี่เป็ชื่อที่ท่านพ่อในชาตินี้ตั้งให้ นางจึงคิดจะใช้ชื่อนี้ต่อไป
“เขียนอย่างไร?”เ้าสำนักถามต่อ แล้วเขาก็เอ่ยว่า “อ่อ จริงซิ เ้าคงยังเขียนไม่เป็ซินะเด็กอย่างเ้าจะเขียนเป็ได้อย่างไร ข้านี่ก็ลืมไปได้อย่างไร”
จ้านเจียวใช้นิ้วขีดบนโต๊ะข้างๆที่เต็มไปด้วยฝุ่น นางขีดเขียนชื่อตัวเองบนโต๊ะตัวนั้น เ้าสำนักมองอย่างตกตะลึง“เ้า!”
ลายมือเด็กน้อยไม่สวยแต่ว่าทุกขีดนั้นล้วนเขียนได้ถูกต้องเหมือนว่าเคยได้รับการสั่งสอนมาก่อนเขาจึงยิ้มชอบใจ “ดีๆๆ”
“พ่อเ้าเป็บัณฑิตหรือ?”เขาถามต่อ จ้านเจียวส่ายๆ หน้า บิดานางเป็แค่ชาวนาเขาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ด้วยซ้ำ ตัวนางใช้ความทรงจำจากชาติที่แล้วต่างหากนางยังตั้งใจว่าอีกหน่อยโตขึ้นนางจะต้องหัดเขียนตัวอักษรให้สวยๆเหมือนบัณฑิตให้ได้
“เช่นนั้นเ้าคงเรียนกับคนในหมู่บ้านกระมัง”เ้าสำนักเดาต่อ จ้านเจียวพยักหน้า “ในหมู่บ้านมีซิวไฉคนหนึ่ง”
“อืม”เ้าสำนักส่งเสียงคำหนึ่ง หมู่บ้านนั้นมีซิวไฉคนหนึ่งเื่นี้เขารู้ดีเพราะว่าซิวไฉคนนั้นมักจะแบ่งซาลาเปาให้เขาเสมอยามที่เขาไปขอทานที่หมู่บ้านนั้น
“ท่านเ้าสำนักอาหารมาแล้วขอรับ” ขอทานร้องบอกพลางยกอาหารเข้าไปวางที่โต๊ะซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นพวกเขาทยอยเข้ามาแล้วนั่งลงจนเต็มโต๊ะยาวตัวนั้นบางคนไม่มีที่นั่งก็นั่งกับพื้นอย่างไม่รังเกียจสักนิด
“อ่ะไม่เช็ดโต๊ะหน่อยหรือ?” จ้านเจียวถาม ขอทานบอก “เช็ดอะไรกันเ้าอย่าได้ทำลายธรรมเนียมของพวกเราเชียว”
“เอ่อ...”จ้านเจียวชะงักงันไป
“กินข้าวๆฉลองกันได้แล้ว” เ้าสำนักบอก ขอทานทั้งหลายโห่ร้อง “เฮ้!”
แล้วพวกเขาก็คว้าอาหารด้วยมือที่สกปรกคนละหมุบคนละหมับ ยัดใส่ปากอย่างตะกละตะกลาม จ้านเจียวมองอย่างอึ้งงันไป “เอ่อ...”
“กินซิลูกข้า”เ้าสำนักคว้าน่องไก่ส่งให้ จ้านเจียวมองอย่างรังเกียจพลางส่ายๆ หน้า“เอ่อ...ไม่ล่ะ”
“หึ!” เ้าสำนักแค่นเสียงคำหนึ่งแล้วหดมือไปยกน่องไก่นั้นกินเองจ้านเจียวหิวจนท้องร้อง นางลูบๆท้องตัวเองพลันมือสะดุดกับบางสิ่งนางจึงเอาสิ่งนั้นออกมามันคือเผือกเผาหัวนั้นนั่นเอง นางจึงบิเผือกออกแล้วกินเนื้อข้างในอย่างน้อยเผือกนี่ก็น่าจะสะอาดกว่าอาหารพวกนั้นล่ะนะ
ไม่นานนักอาหารบนโต๊ะก็หมดเกลี้ยงจ้านเจียวกินเผือกไปได้ครึ่งหัว ขอทานคนอื่นๆ หันไปมองเ้าสำนักน้อยเห็นเ้าสำนักน้อยกินบางอย่างที่ไม่ใช่อาหารที่พวกเขาเตรียมมาจึงถาม“ท่านกินอะไรรึ?”
“เผือกเผาน่ะ”เ้าสำนักตอบแทน ทุกคนใ “ห๊ะ!”
“เผือกเผา! มันมีพิษนะ!” ขอทานคนหนึ่งอุทานขอทานอีกคนรีบบอกพลางแย่งเผือกเผา “มันกินไม่ได้!ท่านรีบคายออกมา!”
เผือกเผาถูกแย่งไปได้แล้วถูกโยนลงพื้นตุบ!
“อ่ะ!” จ้านเจียวมองเผือกที่ตกพื้นคลุกฝุ่นอย่างเสียดายนางถลึงตาใส่คนที่แย่งเผือกของนางโยนทิ้ง “เ้า!”
“มันมีพิษ กินไม่ได้ๆ”ขอทานคนนั้นรีบบอกอย่างเป็ห่วง จ้านเจียวจึงเถียง “มันกินได้!”
“กินไม่ได้!” ขอทานบอกเสียงดัง เขาจะปล่อยให้เ้าสำนักน้อยกินของมีพิษได้อย่างไร!
“กินได้!” จ้านเจียวเถียงอีก ขอทานบอก “กิน...”
“พอๆ”เ้าสำนักเอ่ยขัดขึ้นมา ขอทานคนนั้นจึงหยุดพูด
“เอาล่ะแยกย้ายกันไปได้แล้ว” เ้าสำนักบอกขอทานจึงถอยออกไปพลางเก็บจานชามออกไปด้วยรวมทั้งเผือกเผาครึ่งหัวที่ตกพื้น
“ห้องข้าอยู่ไหน?”จ้านเจียวถาม เ้าสำนักชี้ไปที่ประตูด้านหลังพลางบอก “เ้าไปเลือกเอาเถอะ”
จ้านเจียวจึงไถลตัวลงจากเก้าอี้แล้วเดินไปที่ประตูนั้นเ้าสำนักเดินตามไปจ้านเจียวเดินผ่านประตูนั้นไปจึงเห็นว่าด้านหลังนี้เป็เรือนสี่ประสานเรือนที่นางอยู่เมื่อกี้คือเรือนหน้า นางจึงเดินไปดูเรือนแต่ละเรือนแล้วนางก็เลือกเรือนหลังหนึ่ง “ข้าเอาเรือนนี้แหละ”
“ได้” เ้าสำนักบอกจ้านเจียวจึงบอก “ให้คนมาปัดกวาดซิ ข้าจะได้นอนซะที”
“ปัดกวาดอะไรกันธรรมเนียมของสำนักเราไม่ปัดกวาดหรอกนะ” เ้าสำนักบอก จ้านเจียวอ้าปากค้าง “หา!”
นางมองเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นแล้วหันไปมองหน้าพ่อบุญธรรมที่นางจำใจรับมาพลางด่าว่า“สกปรกจริงๆ บ้านข้าแม้จะเป็กระท่อมก็ยังสะอาดกว่าที่นี่เสียอีก”
“ตอนนี้เ้าเป็เ้าสำนักน้อยแล้วเ้าก็ควรปฏิบัติตามธรรมเนียมของสำนักเถอะ” เ้าสำนักบอก
“ยี้!” จ้านเจียวยี้ปากอย่างยอมรับไม่ได้ นางจึงเดินไปหาผ้าเก่าๆมาแล้วหาของใส่น้ำ นางหาได้เป็ชามใบหนึ่งที่นางพอจะยกเองได้ส่วนถังไม้นั้นนางยกไม่ไหว มันใหญ่กว่าตัวนางเสียอีกนางเดินไปตักน้ำแล้วใช้ผ้าเก่าๆ ชุบน้ำแล้วค่อยๆ เช็ดถูห้องของนาง
“หึ! เ้านี่นะ” เ้าสำนักแค่นเสียงแล้วเดินไปที่ห้องของเขา
กว่าจ้านเจียวจะเช็ดถูห้องนอนจนสะอาดนางก็เหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัวไปหลายรอบแล้วครั้นมองดูห้องนอนที่สะอาดสะอ้านขึ้นมาหน่อยนางจึงพอใจโยนผ้าลงชามน้ำที่สกปรกดำปี๋ขนาดว่านางเปลี่ยนน้ำไปหลายรอบแล้ว น้ำยังดำอยู่เลยหากว่านางโตกว่านี้คงไม่เหนื่อยขนาดนี้หรอก
นางเหนื่อยจนนั่งพิงข้างเตียงแล้วผล็อยหลับไป“ฟี้---”
เ้าสำนักไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากเรือนข้างๆจึงเดินไปดู เขาเห็นลูกบุญธรรมหลับอยู่ข้างเตียงจึงอุ้มนางขึ้นไปนอนบนเตียงดีๆเขาหยิบผ้าห่มที่ถูกดึงลงจากเตียงขึ้นมาห่มให้นาง
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : @www.readclub.in
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ