สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 ตอนที่ 250 ไม่นานเจ้าก็ต้องตาย

        อันเจิงไม่รู้ว่าเนี่ยชิงมาหาตนที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์และยิ่งไม่รู้ว่าเป้าหมายที่มาคืออะไร

 

        ส่วนเนี่ยชิงก็ไม่ได้ลงมือกับใครในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เลยแม้แต่คนเดียวเพียงแค่ยืนเหม่อลอยอยู่ในสำนักนานกว่าหนึ่งชั่วโมงก่อนจะเดินจากไปเหลือเพียงตู้โซ่วโซ่วและคนอื่น ๆ ที่กำลังประหลาดใจ ไม่มีใครรู้ว่าเนี่ยชิงมาที่นี่เพราะอะไรเพราะคนที่เฉยชาผู้นี้พูดเพียงประโยคเดียวก่อนเดินเข้ามาหลังจากนั้นก็ไม่พูดไม่จากับใครอีกเลย

 

        ภายใต้ความแปลกประหลาดนี้ ทำให้เจินเสี่ยวเตาในตำหนักจิงเซี่ยวตกตะลึงคำสั่งของเขาคือให้เนี่ยชิงไปฆ่าอันเจิงและชิงตัวเสี่ยวชีเต้ามา แต่เนี่ยชิงกลับไม่ได้ลงมือ

 

        ทางด้านสำนักวรยุทธ์ชางอันเจิงมองดูฉางฮวันเดินจากไป แล้วในใจก็มีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

 

        ตอนที่เพิ่งเข้าเมืองฟางกู้ไม่ว่าอย่างไรอันเจิงก็นึกไม่ถึงว่า วันหนึ่งภาระหน้าที่ในสำนักวรยุทธ์ชางจะตกมาอยู่ที่ตัวเขาถึงแม้ก่อนหน้านี้ตัวเขาจะเคยอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญมากก็ตามทว่าตอนนี้อันเจิงก็ยังรู้สึกกดดันอยู่ดี ตอนนั้นองค์จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิต้าซีทรงเคยวิจารณ์ว่า...ตัวเขาไม่คู่ควรจะเป็นขุนนางในราชสำนัก

 

        จักรพรรดิเฉินอู๋นัวเคยตรัสไว้ว่า“หากไม่ใช่ข้า คนอื่นไม่มีทางใช้งานเจ้าแน่นอน และนอกจากข้า คนอื่นก็ไม่มีทางกล้าสั่งเจ้าเช่นกันด้วยนิสัยที่เจ้ามีไม่ต่างไปจากคนวู่วามแล้วจะเหมาะเป็นขุนนางในราชสำนักได้อย่างไร ทว่าข้ากลับชอบใช้คนอย่างเจ้ายังต้องให้คนที่เป็นขุนนางเกรงกลัวเจ้า ฉะนั้นข้าจึงมอบกรมตุลาการให้เจ้าเป็นคนดูแลเมื่อมีเจ้าอยู่ เหล่าขุนนางก็จะไม่กล้าทำเรื่องชั่ว และเมื่อมีข้าอยู่เจ้าก็ไม่มีทางตายอย่างง่ายดายและไม่มีสาเหตุแน่นอน”

 

        แต่สำหรับจักรวรรดิต้าซียามนี้ ใต้เท้าผู้ดูแลกรมตุลาการก็ยังตายอย่างไม่มีสาเหตุอยู่ดี

 

        อันเจิงเคยคิดมาก่อนว่า บางทีจักรพรรดิเฉินอู๋นัวอาจทรงรู้สาเหตุการตายของเขาแต่เพราะคนที่ฆ่าเขาคือโอรสแท้ ๆ ฉะนั้นจักรพรรดิเฉินอู๋นัวจะทรงเลือกอย่างไร? จะทรงฆ่าโอรสของพระองค์เองเพื่ออันเจิงที่ตายไปแล้วหรือ?

 

        อันเจิงยกมือขึ้นกุมหัว

 

        ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องแก้แค้นอยู่ดีอีกทั้งยังไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ จัดการทีละคน

 

       เริ่มจากการกำจัดศัตรูในแคว้นเยี่ยนให้สิ้นซากก่อน แล้วค่อยกลับจักรวรรดิต้าซี

 

       อันเจิงหันไปมองสำนักวรยุทธ์ชางที่กำลังซ่อมแซมอยู่ขณะที่อันเจิงเดินเข้าไป หนึ่งในคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานพูดขึ้นอย่างกะทันหัน“ท่านอัน...”

 

        อันเจิงชะงักไป ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกว่าเสียงนี้คุ้นหูมาก

 

        “เจ้า...อยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”

 

        “ท่านอันท่านให้ข้าเข้าไปจัดการเก็บกวาดด้านในเถอะ ด้านในคนน้อย”

 

        อันเจิงขานรับ จากนั้นก็ชี้นิ้วสั่ง “เจ้าไปเก็บกวาดด้านในหน่อย”

 

        คนงานคนนั้นรีบพยักหน้าแล้ววิ่งเข้าไปด้านในอันเจิงตั้งใจยืนรอครู่หนึ่ง แล้วค่อยเดินเข้าไปด้านในราวกับไม่วางใจ ชั้นหนึ่งยังมีคนอันเจิงจึงเดินขึ้นไปบนชั้นสอง บันไดด้านในหอตำราเพิ่งซ่อมแซมเสร็จหลังจากเดินขึ้นชั้นสองแล้ว อันเจิงก็เห็นใครบางคนที่ไม่น่าจะปรากฏตัวที่นี่เลย...นั่นก็คืออันเฉิง

 

        “อันกงกง ทำไมท่านถึงปลอมตัวเช่นนี้?”

 

        “เพราะกลัวตายอย่างไรเล่า”

 

        อันเฉิงแก้ผ้าที่โพกหัวออก จากนั้นก็พูดขึ้น“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ตัวเองจะไปที่ไหนได้อีกฉะนั้นจึงทำได้เพียงมาหาเจ้า รอบด้านสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เต็มไปด้วยสายลับข้าไม่กล้าไป เมื่อคิดดูแล้ว ตอนนี้สำนักวรยุทธ์ชางดูเหมือนสงบมากกว่า แล้วก็ไม่มีใครมาสังเกตการณ์ที่นี่มากนักฉะนั้นข้าจึงเลือกมาที่นี่”

 

        “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

 

        “ฝ่าบาท...ฝ่าบาททรงแปลกไป”

 

        อันเฉิงถอนหายใจจากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้ “ท่าทางและกิริยาของฝ่าบาทไม่ต่างไปจากเดิมมากแต่ข้ากลับรู้สึกว่าทรงผิดปกติ แววพระเนตร...แววพระเนตรคู่นั้นต้องไม่ใช่ฝ่าบาทอย่างแน่นอนตอนนี้ข้าสงสัยว่าฝ่าบาทอาจทรงถูกควบคุมแล้ว อาจเป็นวิชาด้านมืดบางอย่างหรือพวกเราอาจผิดตั้งแต่แรกแล้ว ไทเฮาอาจไม่ทรงอยากฆ่าแต่อยากควบคุมฝ่าบาทมากกว่าพวกเราถูกหลอกตั้งแต่แรกแล้ว”

 

        หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งอันเจิงจึงส่ายหน้า “อาจไม่ใช่ก็ได้ ด้วยพระนิสัยของไทเฮา ทรงไม่มีทางรอจนถึงตอนนี้แน่”

 

        อันเฉิงชะงักไป “ก็จริง...”

 

        หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งอันเจิงก็พูดขึ้น“การเปลี่ยนแปลงนี้ อาจเริ่มตั้งแต่ตอนที่ไทเฮาทรงพระครรภ์ หลายวันก่อนฝ่าบาททรงตรัสกับข้าว่าไทเฮาน่าจะทรงรอให้กำเนิดทารกในพระครรภ์ก่อน ส่วนเหตุผลที่ไทเฮาทรงอยากควบคุมฝ่าบาทคิดว่าคงเพราะทรงอยากมอบตำแหน่งที่เหมาะสมให้กับเด็ก เมื่อเริ่มควบคุมฝ่าบาทตั้งแต่ตอนนี้อีกหน่อยก็บอกว่าเด็กคนนั้นเป็นโอรสของฝ่าบาท...หากทำแบบนี้แล้วคงไม่มีใครสงสัยอย่างแน่นอน”

 

        อันเฉิงพยักหน้า“สิ่งที่เจ้าสงสัยมีเหตุผลมาก แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือเรื่องนี้ ไทเฮาทรงอยากเป็นผู้ปกครองแคว้นเยี่ยนมาโดยตลอดหลังจากให้กำเนิดทารกในพระครรภ์แล้วต้องทรงกำจัดฝ่าบาทแน่ หากฝ่าบาททรงไม่มีใครคอยช่วยราชสำนักต้องวุ่นวายอย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นเกรงว่าคงมีขุนนางจำนวนไม่น้อยอยากสนับสนุนให้เด็กคนนั้นขึ้นเป็นราชาแล้วล่ะมีใครไม่อยากควบคุมราชาของแคว้นเยี่ยนบ้าง? แต่หากฝ่าบาททรงมีคนคอยช่วยขุนนางเหล่านั้นก็คงหมดหนทาง”

 

        อันเจิงพยักหน้า “ใช่แล้วก่อนที่เด็กคนนี้จะเติบโต ไทเฮาทรงมีเวลาหลายปีในการควบคุมแคว้นเยี่ยนต่อให้จะไม่เรียกว่าเป็นกษัตริย์ แต่ก็ทรงเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถตัดสินพระทัยทุกอย่าง”

 

        อันเฉิงถอนหายใจแล้วพูด “น่าเสียดาย ฝ่าบาททรงมีพระทัยหาญกล้าอีกทั้งยังสามารถอดกลั้น ทว่าสุดท้ายกลับ...”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “อาจยังไม่หมดหนทางก็ได้”

 

        “ช่วงนี้ข้าไม่อาจไปไหนได้อีกแล้ว คงต้องอาศัยเจ้าแล้วล่ะหากฝ่าบาททรงถูกควบคุมละก็ เป้าหมายที่เนี่ยชิงเข้าหาฝ่าบาทก็คงเป็นเพราะเรื่องนี้ที่ข้าสามารถหนีออกมาได้ นั่นเป็นเพราะข้ารู้สึกว่าฝ่าบาททรงอยากฆ่าข้า อีกทั้งหากทรงถูกควบคุมแล้วเรื่องของเสี่ยวชีเต้าก็คงปิดไม่อยู่...ฉะนั้นข้าจึงต้องมาหาเจ้าให้ได้เจ้าต้องปกป้องเสี่ยวชีเต้าให้ดี หากสามารถหนีได้ก็ยิ่งเป็นเรื่องดีข้าเดาว่าตอนนี้ทางด้านไทเฮาคงทรงรู้เรื่องนี้แล้ว”

 

        สีหน้าของอันเจิงเปลี่ยนไปทันทีนี่ต่างหากที่น่ากลัวที่สุด

 

        ในตำหนักวิหารสวรรค์มีเพียงมู่ฉางเยียนและอันเฉิงเท่านั้นที่รู้ว่าเสี่ยวชีเต้าเป็นสายเลือดขององค์รัชทายาทหากมู่ฉางเยียนถูกควบคุมละก็ ความลับนี้ก็คงไม่ใช่ความลับอีกต่อไป และหากไทเฮารู้เรื่องนี้ขึ้นมาจริงๆ นางต้องไม่มีทางปล่อยเสี่ยวชีเต้าแน่นอน

 

        “เจ้ารู้สึกว่าฝ่าบาททรงเปลี่ยนไปกี่วันแล้ว?” อันเจิงถาม

 

        อันเฉิงครุ่นคิดอย่างละเอียด “ประมาณสี่ห้าวันนับตั้งแต่วันที่เนี่ยชิงเข้ามาอยู่ข้างกายฝ่าบาทเป็นต้นมา”

 

        อันเจิงขมวดคิ้ว “อย่างนั้นก็แปลก หากฝ่าบาททรงถูกควบคุมมาหลายวันแล้วแล้วทำไมเพิ่งจะมาลงมือกับเสี่ยวชีเต้าวันนี้? ข้าเดาว่า...คนที่ควบคุมเนี่ยชิงและฝ่าบาทคงไม่ได้จงรักภักดีต่อไทเฮาจริงๆ เขาต้องมีแผนของตัวเองแน่นอน!”

 

        เดิมทีอันเฉิงก็เป็นคนที่ฉลาดอยู่แล้วเมื่อได้ยินการคาดเดาของอันเจิง เขาจึงนึกขึ้นได้ทันที “จริงด้วย...คนคนนี้ต้องมีแผนการของตัวเองแน่นอนฉะนั้นจึงไม่อยากให้ไทเฮาทรงรู้เรื่องของเสี่ยวชีเต้า คนคนนี้น่าจะรู้ดี เรื่องที่เขาเป็นคนควบคุมฝ่าบาทไทเฮาทรงไม่มีทางให้คนอื่นรู้แน่นอน ฉะนั้นหากตัวเขาหมดผลประโยชน์เมื่อไหร่คนแรกที่ไทเฮาจะทรงฆ่าก็คือเขานั่นเอง นั่นแปลว่าคนคนนี้รู้ชะตาชีวิตของตัวเองดีหากฝ่าบาทสิ้นพระชนม์ ไทเฮาต้องทรงฆ่าเขาอย่างแน่นอน”

 

        อันเจิงขานรับ “ใช่แล้วคนคนนี้รู้จุดจบของตัวเองดี ฉะนั้นจึงปิดบังความลับนี้เอาไว้...ปัญหาในตอนนี้ก็คือคนคนนี้คือใคร แล้วคิดจะทำอย่างไรต่อ?”

 

        หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งดวงตาทั้งสองของอันเจิงก็เป็นประกาย “ข้ารู้แล้วว่าจะสืบเรื่องนี้อย่างไร...ซูไทเฮาทรงไม่ได้ควบคุมฝ่าบาทตั้งแต่แรกแสดงว่าทรงไม่รู้จักคนคนนี้มาก่อนแน่นอน และนั่นก็หมายความว่า คนคนนี้เพิ่งรับตำแหน่งในตำหนักจิงเซี่ยวเมื่อไม่นานมานี้หรืออาจเข้าวังนานแล้วแต่ยังไม่มีใครรู้ความสามารถที่เขามี ฉะนั้นหากสืบได้ว่าช่วงนี้ไทเฮาทรงพบใครมากขึ้นแบบผิดปกติก็น่าจะหาตัวคนคนนั้นได้ไม่ยาก”

 

        อันเฉิงเบิกตาโต “จริงด้วยหากพูดอย่างนี้แล้ว เราก็สืบตัวคนคนนี้ได้ไม่ยาก แต่ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้ข้าไม่มีทางกลับเข้าวังได้อีกแล้ว...”

 

        เขาพูดเพียงเท่านี้ก็เงียบไปแล้วมองไปยังอันเจิงด้วยแววตาที่แปลกประหลาด “ข้ารู้แล้วว่าคือใคร...เจินเสี่ยวเตาขันทีข้างกายคนใหม่ที่ไทเฮาทรงแต่งตั้งขึ้น!คนอย่างเจินเสี่ยวเตาชอบเอาหน้า เขาเพิ่งได้เป็นขันทีดูแลตำหนักจิงเซี่ยวและชอบออกมาเดินโอ้อวดทุกวันเขาชอบเวลาคนอื่นให้ความเคารพเขา แต่หลังจากตระกูลเกาลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท เจินเสี่ยวเตาก็ไม่ปรากฏตัวหลายวันแล้วเขาถูกแต่งตั้งหลังจากหลี่ชางหลี่หายตัวไป”

 

        อันเจิงพูดเสริมขึ้น“แน่นอนว่าตอนที่หลี่ชางหลี่ยังอยู่ เขาต้องไม่มีโอกาสปีนขึ้นมาหาไทเฮาแน่ หลี่ชางหลี่คงเก็บเขาไว้แล้วเอามาใช้ในตอนที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น จริงด้วย...หลี่ชางหลี่ตายแล้ว ข้าเป็นคนฆ่าเขาเอง”

 

        อันเฉิงยิ้ม “ข้าเดาได้ตั้งนานแล้ว”

 

        “หากหาตัวเจินเสี่ยวเตาเจอตอนนี้ละก็อาจมีวิธีช่วยฝ่าบาทก็ได้ รวมถึงเนี่ยชิงด้วยนั่นเป็นชายชาตรีที่ดีเยี่ยมคนหนึ่งเชียวนะ หากเขารู้ว่าตัวเองถูกควบคุมต้องเจ็บปวดมากแน่ๆ”

 

        อันเฉิงส่ายหน้า “มันไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิต่อให้จะเข้าตำหนักจิงเซี่ยวได้ ก็คงไม่อาจเจอตัวของเจินเสี่ยวเตาตอนนี้เขาต้องหาที่ซ่อนตัวอยู่แน่ อีกทั้งต้องเป็นที่ที่ปลอดภัย เขาไม่มีทางซ่อนตัวในตำหนักจิงเซี่ยวแน่นอนส่วนทางไทเฮาก็ต้องทรงส่งยอดฝีมือไปคุ้มกัน...วิธีที่จะช่วยเนี่ยชิงและฝ่าบาทก่อนอื่นคงต้องจับตัวเจินเสี่ยวเตาให้ได้ก่อน”

 

        หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งอันเจิงก็พูดขึ้น “ข้าจะเป็นคนคิดวิธีจัดการเรื่องนี้เองช่วงนี้เจ้าอย่าออกไปจากสำนักวรยุทธ์ชางเลย แล้วเจ้าก็ไม่ต้องปลอมตัวเป็นคนงานด้วยเพราะไม่ช้าก็เร็วต้องถูกจับได้แน่ อีกประเดี๋ยวเจ้าก็พักที่นี่แหละ ชั้นสามเป็นสถานที่ต้องห้ามไม่ให้ใครขึ้นไปทั้งนั้น ตอนนี้ข้าเป็นคนจัดการเรื่องภายในสำนักทั้งหมด ข้าจะปกป้องเจ้าเองส่วนเรื่องของกินของใช้ ข้าจะส่งมาให้เจ้าในจำนวนที่มากพอทุกวัน”

 

        อันเฉิงโค้งตัวพร้อมยกมือคารวะ“ขอบคุณท่านอัน”

 

        อันเจิงประคองตัวเขาแล้วพูด“ขอบคุณอะไรกัน เจ้าช่วยข้ามากขนาดนั้น ข้ายังไม่เคยกล่าวขอบคุณเลย”

 

        หลังจากจัดเตรียมเสร็จอันเจิงก็รีบเดินทางกลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ในเมื่อตอนนี้เสี่ยวชีเต้าตกอยู่ในอันตราย อันเจิงจึงไม่อยากรีรอแม้แต่วินาทีเดียว

 

        เมื่อกลับถึงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้วได้ยินว่าเนี่ยชิงมาหาแต่หลังจากรอที่สวนหนึ่งชั่วโมงก็จากไป อันเจิงจึงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันทีระหว่างทางไปสำนักวรยุทธ์ชาง เขารู้สึกเหมือนมีคนมองตัวเองจากที่ลับตลอดเวลาเป็นไปได้อย่างมากที่จะเป็นเนี่ยชิง เนี่ยชิงรอให้ตนออกจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้วจึงเข้ามาเป้าหมายของเขาต้องเป็นตัวเสี่ยวชีเต้าแน่นอน ทว่าทำไมถึงไม่ลงมือ?

 

        อันเจิงรู้สึกหวาดกลัว สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จะต่อสู้กับเนี่ยชิงได้หรือไม่นะหากเนี่ยชิงลงมืออย่างกะทันหัน เสี่ยวชีเต้าคงตกอยู่ในอันตรายแล้วล่ะโชคดีที่ก่อนหน้านี้ตนรู้สึกไม่ดีจึงบอกให้เสี่ยวชีเต้าและแม่นางเยว่เข้าไปอยู่ในตราประทับท้าทายสวรรค์

 

        และในขณะที่อันเจิงกับอันเฉิงกำลังคาดเดาตัวคนที่ควบคุมราชามู่ฉางเยียนกับเนี่ยชิงนั้นเจินเสี่ยวเตาก็กำลังจะตายแล้ว

 

        ผู้อาวุโสสวมชุดดำยืนอยู่ด้านหลังของเจินเสี่ยวเตาเขานิ่งเงียบไม่พูดไม่จา

 

        เจินเสี่ยวเตาลืมตาขึ้นจากนั้นก็หันมามองผู้อาวุโสแวบหนึ่ง “จะลงมือเร็วขนาดนี้เลยหรือ? ข้านึกว่าตัวเองจะได้มีชีวิตต่ออีกสักปีเสียอีก”

 

       ผู้อาวุโสสวมชุดดำพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก“ความจริงเจ้าควรมีชีวิตต่ออีกหนึ่งปี แต่เพราะข้ารู้วิธีการควบคุมกู่ของเจ้าแล้วฉะนั้นเก็บเจ้าไว้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เจ้าควรจะเสียใจหากตอนนั้นตัวเองไม่กระโดดออกมารนหาที่ ใครจะไปรู้ว่าเจ้ามีวิชาฝังเข็มและควบคุมกู่? หรือตอนนี้เจ้าอาจเสียใจอยู่...แต่จะโทษใครไม่ได้นะ”

 

        เจินเสี่ยวเตายิ้มแห้ง ๆ“ข้ารู้สึกเสียใจจริง ๆ ตอนนั้นข้าเป็นคนอยากปีนป่ายขึ้นมาเองตอนที่หลี่ชางหลี่หายตัวไป ข้าเลยคิดว่าโอกาสมาถึงแล้ว ฉะนั้นจึงรีบกระโดดออกมาทันที...แต่ข้านึกไม่ถึงเลยว่าผู้คุ้มกันที่ไทเฮาทรงจัดเตรียมให้ข้า จะอ่านวิธีการควบคุมกู่ของข้าได้รวดเร็วขนาดนี้ฉะนั้น...ต่อให้เจ้าจะปิดบังใบหน้าตัวเอง แต่ข้าก็พอเดาได้ว่าเจ้าคือใครเพราะอะไรเจ้าถึงต้องช่วยนาง? ให้ข้าเดานะ...หรือเด็กเวรนั่นจะเป็นบุตรของเจ้า?”

 

        เจินเสี่ยวเตายิ้มอย่างเบิกบาน “มิน่าล่ะแต่เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ หากข้าตายไปแล้ว ส่วนเจ้าก็มาควบคุมราชาต่อ เมื่อถึงตอนที่ราชาสิ้นพระชนม์ตัวเจ้าเองจะมีชีวิตต่อได้อีกนานเท่าไหร่?”

 

        ผู้อาวุโสสวมชุดดำเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดขึ้น “เจ้ากับข้าไม่เหมือนกัน ไทเฮาทรงไม่มีวันฆ่าข้า”

 

        เจินเสี่ยวเตาหัวเราะอย่างเบิกบาน “ฮ่า ๆๆ...เจ้าช่างไร้เดียงสาจริง ๆ ลงมือเถอะ ข้าจะรอเจ้าอยู่ในนรกก็แล้วกันข้าคิดว่า...ช้าสุดไม่เกินหนึ่งปี พวกเราก็คงได้เจอกันแล้วล่ะ”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน