การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 37 ป้อมปราการธรรมชาติ

           เวลาหนึ่งวันผ่านไป ลี่หลงได้นำทางหวังเหว่ยมาถึงยังประตูทางเข้าของป้อมปราการมังกรทิศตะวันตก ซึ่งป้อมปราการแห่งนี้เป็นป้อมปราการธรรมชาติที่สร้างขึ้นจากภูเขาขนาดมหึมาลูกหนึ่ง ภายนอกป้อมปราการถูกปกป้องไว้ด้วยม่านพลังเวทขนาดใหญ่หลายชั้น 
           ป้อมปราการมังกรทิศตะวันตกมีประตูทางเข้าอยู่เพียงทางเดียว ซึ่งสามารถเข้าไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่หากต้องการจะกลับออกไปนั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ เนื่องจากเส้นทางที่สลับซับซ้อนและการป้องกันที่แน่นหนาของป้อมปราการแห่งนี้
           ภายในป้อมปราการมีทหารของเผ่าพันธุ์มังกรอาศัยอยู่200,000กว่าคน ประกอบไปด้วย นักสู้ระดับเลเวล30ถึง40 เป็นทหารของป้อมปราการ 200,000คน นักสู้ระดับเลเวล41ถึง46 เป็นหัวหน้ากองร้อยของป้อมปราการ 2,000คน นักสู้ระดับเลเวล47 เป็นหัวหน้ากองพันของป้อมปราการ 200คน นักสู้ระดับเลเวล48 เป็นรองแม่ทัพของป้อมปราการ 3คน นักสู้ระดับเลเวล51 เป็นแม่ทัพของป้อมปราการ 1คน
           “ข้างหน้านั่นคือป้อมปราการมังกรทิศตะวันตกของพวกเรา” ลี่หลงได้กล่าวออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
           “ช่างเป็นป้อมปราการที่ใหญ่โตและดูทรงพลัง !” หวังเหว่ยได้กล่าวออกมาเสียงดังขณะกำลังมองดูป้อมปราการ
           “ป้อมปราการของเราถึงแม้จะเป็นป้อมปราการที่อ่อนแอที่สุดด้านความสามารถในการรบหากเทียบกับอีกสามป้อมปราการ แต่ด้วยทำเลที่ตั้งอันยอดเยี่ยมทำให้การป้องกันของป้อมปราการแห่งนี้เหนือกว่าอีกสามป้อมปราการมากมายนัก! คุณชายแมวขาวหากท่านต้องการจะอยู่ที่นี่ ข้าสามารถเข้าไปคุยกับท่านแม่ทัพเพื่อขอตำแหน่งพิเศษให้กับท่านได้นะ”
           “โอ้! จริงหรือท่านลี่หลง เช่นนั้นข้าขอตำแหน่งรองแม่ทัพ เช่นท่านจะได้หรือไม่ ?” หวังเหว่ยได้กล่าวอย่างติดตลก
           “ฮ่าๆ ท่านช่างมีอารมณ์ขันเสียจริงคุณชายแมวขาว รอให้ข้าได้พบกับท่านแม่ทัพ ข้าจะลองขอตำแหน่งรองแม่ทัพให้กับท่าน !” 
           “คาราวะท่านรองแม่ทัพลี่หลง” เหล่าทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูทางเข้าป้อมปราการ ได้กล่าวออกมาเสียงดังพร้อมกัน
           “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านแม่ทัพอยู่ที่ไหน ?” ลี่หลงได้ถามเหล่าทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูทางเข้าป้อมปราการ
           “ท่านแม่ทัพกำลังฝึกฝนทักษะอยู่ที่ชั้นสี่ขอรับ” หัวหน้ากองร้อยที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูทางเข้าป้อมปราการได้กล่าวกับลี่หลง
           “ข้าเข้าใจแล้ว คุณชายแมวขาวเชิญท่านตามข้าไปพบกับท่านแม่ทัพที่ชั้นสี่ของป้อมปราการ” ลี่หลงได้กล่าวกับหวังเหว่ยอย่างเป็นกันเอง
           “คุณชายแมวขาว !” เหล่าทหารของป้อมปราการ อุทานออกมา
           “พวกเจ้าอย่าได้เสียมารยาท ข้าจะพาคุณชายแมวขาวไปพบกับท่านแม่ทัพ พวกเจ้าช่วยแจ้งกับท่านแม่ทัพผ่านกระจกสื่อสารระยะไกลให้ข้าด้วย” 
           “ขอรับท่านรองแม่ทัพลี่หลง” หัวหน้ากองร้อยได้กล่าวกับลี่หลงพร้อมกับใช้กระจกสื่อสารระยะไกลขนาดเล็ก ติดต่อกับแม่ทัพของป้อมปราการเพื่อแจ้งเรื่องของคุณชายแมวขาว
           “เชิญคุณชายแมวขาว” หวังเหว่ยได้พยักหน้าตอบรับและได้นำเฟิงเป้ากลับเข้าไปภายในมิติแดนอสูร แต่สิ่งที่เหล่าทหารของป้อมปราการได้เห็นคือหวังเหว่ยได้นำเฟิงเป้ากลับเข้าไปภายในโลกของสัตว์อสูรอัญเชิญ จากนั้นหวังเหว่ยได้เดินตามลี่หลงเข้าไปภายในป้อมปราการ
           ขณะเดินเข้าไปภายในชั้นแรกของป้อมปราการ หวังเหว่ยได้มองสำรวจบริเวณโดยรอบตลอดเส้นทางด้วยความสนใจใคร่รู้ ลี่หลงที่เห็นดังนั้นจึงได้กล่าวออกมาว่า “ป้อมปราการมังกรทิศตะวันตกของเรามีทั้งหมดเจ็ดชั้น” 
           “ชั้นที่หนึ่งมีลานกว้างสำหรับฝึกซ้อมขนาดใหญ่อยู่หลายสิบแห่ง ลานกว้างเหล่านี้ถูกใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมรบของเหล่าทหาร” 
           “ชั้นที่สองและชั้นที่สามมีห้องพักจำนวนมากมายนับแสนห้อง ห้องพักเหล่านี้ถูกใช้เป็นสถานที่พักของเหล่าทหาร”
           “ชั้นที่สี่ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนที่หนึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมรบของเหล่าหัวหน้ากองพันรวมถึงรองแม่ทัพและแม่ทัพ ส่วนที่สองถูกใช้เป็นสถานที่เก็บอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการฝึกซ้อมรบและต่อสู้จริงของเหล่าทหารทั้งหมดภายในป้อมปราการแห่งนี้ ส่วนที่สามถูกใช้เป็นสถานที่ต้อนรับแขกที่มาเยือนป้อมปราการ”
           “ชั้นที่ห้ามีห้องพักที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามอยู่หลายร้อยห้อง ห้องพักที่สวยงามเหล่านี้ถูกใช้เป็นสถานที่พักของเหล่าหัวหน้ากองพันรวมถึงรองแม่ทัพและแม่ทัพ”
           “ชั้นที่หกถูกใช้เป็นสถานที่เก็บสมบัติของป้อมปราการมีเพียงแม่ทัพและรองแม่ทัพของป้อมปราการเท่านั้นที่สามารถขึ้นมาที่ชั้นนี้ได้”
           “ชั้นที่เจ็ดพึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อ15ปีที่แล้ว ในชั้นนี้เป็นสถานที่ต้องห้ามที่องค์จักรพรรดิมังกรผนึกทางเข้าเอาไว้ด้วยเวทมนตร์ลับของราชวงค์ ซึ่งแม้แต่รองแม่ทัพและแม่ทัพของป้อมปราการก็ไม่สามารถขึ้นไปยังชั้นนี้ได้”
           “ในตอนนี้เราจะไปหาท่านแม่ทัพที่ชั้นสี่ของป้อมปราการด้วยบันไดหิน โดยในแต่ละชั้นของป้อมปราการมีบันไดหินอยู่ราว2,000ถึง3,000ขั้น เรื่องนี้เป็นปัญหากับท่านหรือไม่ ?” ลี่หลงกล่าวกับหวังเหว่ย
           บันไดหินเหล่านี้คงจะเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกฝนของป้อมปราการแห่งนี้ช่างน่าสนใจ ท่านลี่หลงสบายใจได้ ข้ามีร่างกายที่แข็งแรง ต่อให้ต้องเดินขึ้นบันไดหลายหมื่นขั้นก็มิใช่ปัญหา !”
           “ฮ่าๆ สมแล้วที่ท่านได้เป็นหนึ่งในสุดยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ท่านคงจะผ่านการฝึกฝนที่หนักหนามาไม่น้อย เช่นนั้นเชิญท่านตามข้าขึ้นไปยังชั้นที่สี่ของป้อมปราการ” ลี่หลงได้กล่าวออกมาพร้อมกับเดินนำทางให้กับหวังเหว่ย
    ณ ป่าสัตว์อสูรหมื่นอสรพิษ
           “พวกเราพยายามเข้าต้นไม้ใหญ่ภายในป่าใกล้จะถูกโค่นลงจนหมดแล้ว! สมุนไพรรวมถึงปลาในทะเลสาบพวกเราก็เกือบจะนำไปได้หมดทั้งป่าแล้วเช่นกัน!” เฟิงเค่อได้กล่าวให้กำลังใจ
           “พวกเราพยายามเข้าเพื่อนายท่านของพวกเรา” เหล่าสัตว์อสูรของหวังเหว่ยที่อยู่ภายในป่าสัตว์อสูรหมื่นอสรพิษได้พากันตะโกนเสียงดังเพื่อให้กำลังใจกันและกัน
           จิวซื่อได้มองไกลออกไปทางทิศตะวันตกและคิดกับตนเองในใจว่า "นายท่านขออภัยด้วยที่ข้าไม่สามารถเปิดเผยลิขิตสวรรค์ได้ การเดินทางของท่านในครั้งนี้มีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย ข้าขอภาวนาให้ท่านผ่านพ้นเรื่องร้ายในครั้งนี้ไปได้ด้วยดี"
           เฟิงเฟยได้ยืนอยู่ข้างจิวซื่ออย่างเงียบๆ เนื่องจากจิวซื่อได้มีท่าทีเช่นนี้หลายครั้งแล้วในช่วงสองวันที่ผ่านมา
    ภายในห้องพักอาจารย์ใหญ่ของสถาบันอสูรฟ้าคราม 
           “ท่านปู่มีชื่อของหวังเหว่ย อยู่ในรายชื่อนักเรียนอัจฉริยะของปีนี้ได้อย่างไรกันคะ ข้าจำได้ว่าเขาพึ่งมาถึงเมืองนี้ได้ไม่นาน ไม่น่าจะมีผู้ใดรู้จักกับเด็กหนุ่มผู้นี้” หลี่น่าได้กล่าวถามหลี่ต๋าอาจารย์ใหญ่ของสถาบันอสูรฟ้าคราม
           “ฮืม เจ้ามัวแต่ออกไปทำภารกิจนอกเมืองเลยไม่ได้รับรู้ข่าวสารภายในเมืองเลยสินะ ชายหนุ่มที่ชื่อหวังเหว่ยผู้นี้เป็นถึงเจ้าของคฤหาสน์องครักษ์ที่กำลังเปิดร้านขายเม็ดยาสมุนไพรชื่อดังภายในเมืองของเรา และยังมีกองกำลังส่วนตัวหลายพันนายอยู่ภายในคฤหาสน์แห่งนั้น เจ้าคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นคนธรรมดาอย่างนั้นหรือ? อีกทั้งเขายังได้รับโควต้าเข้าเรียนในชั้นเรียนอัจฉริยะของสถาบันเราจากท่านเจ้าเมืองโดยตรงอีกด้วย !”
           “นี่! เป็นเรื่องจริงหรือคะท่านปู่ ข้าได้รู้จักกับเขาเมื่อปีก่อนในตอนนั้นเขายังเป็นเพียงเด็กน้อยน่ารักที่ไร้เดียงสาคนหนึ่งเท่านั้น เวลาผ่านไปไม่นานเขากลับมีการเปลี่ยนแปลงมากถึงเพียงนี้ !”
           “โอ้! นี่เจ้ารู้จักเด็กหนุ่มผู้นี้ นี่เป็นเรื่องที่ดี ไม่แน่ในภายภาคหน้าเขาอาจจะได้เป็นใหญ่เป็นโต เจ้าควรจะทำความรู้จักสนิทสนมกับเด็กหนุ่มผู้นี้เอาไว้ให้ดี”
           “ท่านปู่ ท่านอย่าได้พูดเช่นนี้ให้ข้าได้ยินอีก ข้าเห็นหวังเหว่ยเป็นเหมือนน้องชายของข้า ข้าไม่เคยคิดที่จะตีสนิทกับเขาเพื่อหวังอะไรตอบแทน ข้าขอตัวกลับไปพักที่ห้องของข้า ไว้มีเวลาข้าจะแวะมาหาท่าน”
           หลังจากกล่าวจบหลี่น่าได้ลุกขึ้นยืนและออกไปจากที่พักหลี่ต๋า ปู่ของนางในทันที

    คล้ายกับเรื่องการเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร ที่คุณอ่าน