TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 194 ช่วยเหลือ

    ตอนที่ 194 ช่วยเหลือ


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 






    ทันทีที่ผู้คนได้ยินคำพูดของเฟิร์สพวกเขาก็กลายเป็นแตกตื่นขึ้นมา


    “ได้ยังไงกัน? ทำไมราชามอนสเตอร์ถึงได้ปรากฏตัวใกล้ขนาดนี้ แม้แต่อบิสระดับต่ำก็ยังไม่ใกล้ขนาดนี้เลย”


    “พวกเราเดินทางมาได้แค่ห้าสิบกว่าไมล์เท่านั้นก็เจอกับราชามอนสเตอร์แล้วหรอ? นี่มันโชคร้ายเกินไปแล้ว”


    “ราชามอนสเตอร์ของอบิสสีน้ำเงิน แม้แต่แรงค์ SSS ด้วยกันก็นับว่ารับมือได้ยากลำบาก”


    “คุณเฟิร์สวันบอกว่าอีกสองกลุ่มกำลังต่อสู้กับราชามอนสเตอร์ตัวนั้น พวกเราก็รีบตามไปสมทบกันเถอะ ไม่เช่นนั้นสถานการณ์คงเลวร้ายมากกว่านี้”


    ภารกิจในครั้งนี้คือการกวาดล้างมอนสเตอร์รอบๆ อบิสเพื่อขับไล่พวกมันออกจากประตูอบิส 


    มนุษย์ยังเข้าใจว่าหากราชามอนสเตอร์พบกับประตูอบิส ประตูนั้นจะต้องถูกโจมตีจนแตก


    แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเรื่องราวนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด 


    การจะทำให้ประตูอบิสแตกแล้วเคลื่อนกองกำลังมอนสเตอร์นั้นจ้าวมิติอบิสจะต้องจ่ายเป็นมูลค่ามหาศาล


    อบิสทุกแห่งนั้นมีราชาและนางพญาของพวกมัน


    ในอบิสระดับสีน้ำเงินก็เช่นกัน จากข้อมูลที่ได้รับมานอกจากราชาอบิสสีน้ำเงินจะมีความร้ายกาจพลังรบระดับแรงค์ SSS แล้ว มันยังมีสติปัญญาที่ล้ำเลิศ สามารถนำกองทัพมอนสเตอร์ได้


    การต่อสู้กับราชามอนสเตอร์สีน้ำเงินจึงไม่ได้สู้กับมันเพียงตัวเดียว แต่เป็นการต่อสู้มอนสเตอร์ทั้งกองทัพ ซึ่งจะมีจำนวนเท่าไหร่ก็ไม่ทราบได้


    ตอนนั้นกองกำลังของมนุษย์ทั้งสองกลุ่มกำลังเผชิญหน้ากับราชามอนสเตอร์กับกองทัพของมัน จากที่เฟิร์สตรวจตราด้วยจิตสัมผัสสามารถคำนวณจำนวนได้คร่าวๆ มากกว่าสองพันกว่าตัวได้


    ด้วยจำนวนมอนสเตอร์มากขนาดนี้ แรงค์ SSS อาจจะสามารถเอาตัวรอดได้ แต่พวกที่มีพลังรบต่ำกว่านั้นอาจจะจัดการได้ยากมาก


    สถานการณ์ในตอนนี้ย่ำแย่เป็นอย่างมาก เพราะทั้งสองกลุ่มกำลังถูกล้อมไปด้วยกองทัพมอนสเตอร์ โดยที่กลุ่มพระสงค์กำลังนั่งสวดมนต์สร้างม่านพลังป้องกันการโจมตีของกองทัพมอนสเตอร์เอาไว้


    พุทธคุณของพวกเขาแข็งแกร่งมากสามารถปกป้องผู้คนสี่สิบกว่าชีวิตภายใต้การโจมตีของมอนสเตอร์นับพันได้ ซึ่งในที่นี่ต้องยกความดีความชอบให้กับมหาเถรปัญโญ อำนาจสายพุทธของท่านแข็งแกร่งเหนือธรรมดา หลายครั้งที่สามารถกวาดผ่านมอนสเตอร์ได้นับสิบพร้อมกับป้องกันบัญชาเมฆที่กำลังต่อสู้กับราชามอนสเตอร์พร้อมกันไปด้วย


    จุดอ่อนของมนุษย์คือความแข็งแกร่งทางด้านร่างกาย แม้พวกเขาจะมีพลังรบที่แข็งแกร่งถึงแรงค์ SSS แต่หากถูกมอนสเตอร์แรงค์ SS โจมตี นั่นก็ทำให้พลาดท่าได้เหมือนกัน


    ดังนั้นแล้วแรงค์ SSS ทั้งสองจึงต้องแบ่งหน้าที่กัน คนหนึ่งทำการปกป้องจากมอนสเตอร์ทั่วไป และอีกคนต้องต่อสู้กับราชามอนสเตอร์


    เฟิร์สที่รับรู้ถึงการต่อสู้นี้ดวงตาก็สว่างวาบ


    “ผมจะไปช่วยพวกเขาก่อน พวกคุณก็ค่อยตามมาก็แล้วกัน แต่ต้องระวังเอาไว้ด้วยเพราะราชามอนสเตอร์ตัวนี้มีกองกำลังมอนสเตอร์สองพันกว่าตัวคอยอารักขา” เสียงของเฟิร์สดังก้องกังวานออกไป


    ก่อนที่เขาจะก้าวออกไปข้างหน้า เพียงแค่ก้าวออกไปหนึ่งก้าวร่างก็เหมือนเปลวไฟสีเงินที่ต้องสายลมขยับวูบวาบ จากนั้นร่างก็เลือนหายไป ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ที่นี่


    นี่คือความเร็วที่แท้จริงของเขา


    “หายไปแล้ว!”


    “เขาสามารถเทเลพอร์ตได้ด้วยอย่างนั้นหรอ?”


    “ฉันเองก็เคยได้ยินข่าวนี้เหมือนกัน”


    ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งกำลังให้ความสนใจอยู่กับความเร็วของเฟิร์ส คนอีกกลุ่มหนึ่งก็มองไปที่เรื่องกองทัพมอนสเตอร์สองพันกว่าตัวมากกว่า


    “กองทัพมอนสเตอร์นับพัน สองกลุ่มนั้นโชคร้ายเกินไปแล้ว”


    “พวกเรามีแค่จำนวนหลักสิบจะไปต้านกองทัพมอนสเตอร์เหล่านั้นได้ยังไง? ยิ่งไม่นับว่ามีราชามอนสเตอร์อยู่ที่นั่นแล้วด้วย ต่อให้มีแรงค์ SSS ถึงสองคนอยู่ในกลุ่มก็ไม่แน่ว่าคนอื่นๆ จะปลอดภัย พวกเราควรทำยังไงดี?”


    “คุณลืมไปแล้วหรอว่าพวกเรายังมีคุณเฟิร์สวัน เขาเป็นแรงค์ SSS ที่แค่มอนสเตอร์ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ร่วงหล่นราวกับใบไม้ร่วง จำนวนมอนสเตอร์นับพันจะนับว่าเป็นอะไรสำหรับเขา”


    “ใช่แล้ว พวกเรายังมีเฟิร์สวัน”


    “งั้นตอนนี้พวกเราค่อยๆ เคลื่อนไหวไปที่นั่นกันเถอะ สำหรับพวกเราหากเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์จำนวนหลักสิบก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้ามากกว่านั้นย่อมต้องเกิดความสูญเสียอย่างแน่นอน ผมแน่ใจว่าไม่มีใครอยากจะตาย” ผู้การภาวินเอ่ยข้อเสนอนี้ออกมา


    “ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่คุณภาวินพูด ค่อยๆ เคลื่อนที่ไปที่นั่น รอดูสถานการณ์ให้แน่ใจว่าปลอดภัยและพวกเราสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ พวกเราก็จะลงมือในทันที” ผู้การลวินธุยะเอ่ยสำทับ


    “ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้ ... ไป”


    แล้วกลุ่มของพวกเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว พวกเขามุ่งหน้าไปทางทิศทางที่เสียงการต่อสู้ดังออกมา แม้ดูเหมือนจะไกลมาก แต่โชคดีที่ภายในกลุ่มมีเวเนเตอร์สายสนับสนุนที่เชี่ยวชาญการตามรอย ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถเดินทางไปที่นั่นได้อย่างแม่นยำ


    ส่วนอีกด้านหนึ่งของการต่อสู้


    ในตอนนี้บุรุษร่างสูงใหญ่เกือบสองเมตรกับพระสงฆ์อีกหนึ่งรูปกำลังเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ร่างยักษ์ที่สูงใหญ่เกือบร้อยเมตร ทำให้เมื่อเทียบกับเหล่ามนุษย์แล้ว พวกเขาก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตอันเล็กจ้อยตนหนึ่งเท่านั้น


    พลังรบของราชามอนสเตอร์ตัวนี้อหังการมาก ปีกของมันปรากฏวังวนนับไม่ถ้วนเพียงแค่กระพือครั้งหนึ่งก็เหมือนกับพายุสังหารที่โหมกระหน่ำสามารถสร้างบาดแผลหรือบดขยี้สิ่งมีชีวิตได้ อีกทั้งกรงเล็บของมันยังแข็งแกร่งยิ่ง 


    ส่วนปลายราวกับมีพายุที่แหลมคม ในทุกๆ การฟาดอากาศพลันเกิดรอยแผลมากมาย หากปะทะเข้าตรงๆ ร่างของศัตรูสามารถถูกฉีกกระชากได้อย่างง่ายดาย 


    แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือร่างกายของมันแข็งแกร่งยิ่งกว่าแร่ใดๆ บนโลก  อีกทั้งยังมีการฟื้นฟูที่น่าหวาดหวั่น ต่อให้สร้างบาดแผลก็สามารถรักษาได้แทบจะทันที การจะโจมตีมันให้ถึงแก่ชีวิตนับว่าเป็นเรื่องที่ยาก


    ตูม! ตูม! ตูม!


    บัญชาเมฆเป็นเวเนเตอร์ที่เก่งกาจด้านการต่อสู้ประชิดมาก พลังหมัดมวยของเขามีพลังทำลายล้างอันมหาศาลอย่างน่าตกตะลึง ในทุกๆ การโจมตีล้วนสามารถสร้างความเสียหายให้กับราชามอนสเตอร์ได้ แต่น่าเสียดายที่มันฟื้นฟูได้รวดเร็วยิ่ง จึงเป็นการที่ยากลำบากที่จะกำจัดมันได้ในทันที


    อีกทั้งเขาเองก็ต้องคอยหลบหลีกการโจมตีของทั้งราชามอนสเตอร์และมอนสเตอร์ที่อยู่โดยรอบ


    ส่วนมหาเถรเองก็ทำการคุ้มครองเขาอย่างเต็มที่ มีหลายครั้งที่สามารถช่วยบัญชาเมฆให้รอดพ้นจากการโจมตีได้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือพลังกษิณของมหาเถรปัญโญนั้นร้ายกาจอย่างน่าหวาดหวั่นใจ เปลวไฟสีแดงลุกโชนดุจวงแหวน มอนสเตอร์หลายตัวที่เข้าใกล้ต่างมอดไหม้เป็นขี้เถ้าเมื่อเขาขยับมือ


    นอกจากการต่อสู้กับราชามอนสเตอร์แล้ว คนกลุ่มใหญ่ก็พยายามปกป้องตนเองเป็นอย่างดี แม้ว่าพวกเขาหลายคนได้ถูกโจมตีจนตายตกไปบ้างแล้ว ในตอนนี้โชคดีที่มีกลุ่มพระสงฆ์อยู่ที่นี่ พวกเขาสวดมนต์สร้างม่านพลังพุทธคุณป้องกันการโจมตีของมอนสเตอร์นับพันอยู่ที่นั่น


    ตอนนั้นเองกลางอากาศอีกด้านหนึ่ง


    เด็กหนุ่มผมสีเงินก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ในทุกๆ ก้าวร่างก็ปรากฏในระยะห่างไกลหลายไมล์ เขาเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง


    ไม่นานร่างของเขาก็มาปรากฏตัวตรงหน้าฝูงมอนสเตอร์ที่รวมกันจนมืดฟ้ามัวดิน


    แรงค์​ SSS ทั้งสองคนสัมผัสได้ถึงการมาของเขาได้ในทันที


    “เฟิร์สวันมาแล้วหรอ?” บัญชาเมฆถ่ายทอดเสียงส่งมา


    “รบกวนโยมเฟิร์สวันช่วยเหลือพวกเขาด้วย” มหาเถรปัญโญเองก็ฝากฝังเด็กหนุ่มให้ช่วยเหลือกลุ่มคนที่ถูกมอนสเตอร์นับพันลุมโจมตีเช่นกัน


    เด็กหนุ่มผมสีเงินปรากฏตัวด้วยใบหน้าสงบนิ่ง แม้เขาจนบินอยู่ห่างจากฝูงมอนเตอร์โจมตีอยู่หลายไมล์ แต่เขาก็สามารถรับการถ่ายทอดเสียงของทั้งสองคนได้


    “มหาเถรโปรดวางใจ ผมจะช่วยเหลือพวกเขาให้ออกไปจากที่นี่ก่อนเอง พวกเราจะได้จัดการกับราชามอนสเตอร์ได้อย่างเต็มที่” เฟิร์สถ่ายทอดเสียงตอบกลับไป


    “อาตมาขอบคุณโยมเฟิร์สวันมาก”


    “สำหรับมอนสเตอร์กลุ่มนี้ให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะ” เด็กหนุ่มตอบพลางเผยรอยยิ้มออกมา


    เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวร่างก็หายวับไปโผล่ตรงกลางสมรภูมิรบของกองทัพมอนสเตอร์แล้ว


    แน่นอนว่าสมาชิกทั้งสองกลุ่มที่ตกอยู่ในวงล้อมย่อมสัมผัสเห็นถึงเขาได้


    “นั่นเฟิร์สวัน! เขามาถึงที่นี่แล้ว!”


    “ในที่สุดแรงค์ SSS ทั้งสามก็มารวมกันที่นี่ พวกเรามีโอกาสที่จะรอดกลับไปแล้ว”


    ผู้คนที่ตกอยู่ในวงล้อมต่างส่งเสียงอย่างยินดี แม้แต่เหล่าพระสงฆ์เองก็อดที่จะมีความรู้สึกที่ดีเช่นนี้ไม่ได้ ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าจะตายตกอยู่ที่นี่แล้ว การเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์นับพัน ต่อให้ตอนนี้สามารถต้านทานได้ แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถต้านทานได้ตลอดไป


    แต่ทว่าในเวลานั้นเอง อารมณ์ยินดีของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นตื่นตะลึงอย่างอ้าปากค้าง เมื่อได้เห็นการลงมือของเด็กหนุ่มผมสีเงินผู้นี้