ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 66 เปิดสนาม

            วันรุ่งขึ้น..

            ผมเดินฝ่าฝูงคนขึ้นมาบนเวทีในช่วงสิบห้านาทีสุดท้ายก่อนจะหมดเวลา

            บนอัฒจันทร์ทั้งห้าทิศ ผู้คนแน่นเอี้ยดแทบไม่มีช่องให้ลมหายใจ

            มันไม่ใช่แค่การประลองธรรมดา..

            วันนี้คือ 'ศึกจริง' ของรอบสิบหกคนสุดท้าย รุ่นมัธยุทธ์ที่ใคร ๆ ก็จับตามอง

            ผมหันไปมองพวกที่ยืนรายล้อมอยู่บนเวทีด้วยกัน..

            แต่ละคนหน้าตาเหมือนพร้อมจะแลกเลือดมากกว่าจับมือทักทาย

            ส่วนกรรมการอย่างฮูจินก็มายืนเดี่ยวอยู่ตรงหน้าเราทั้งหมด เหมือนจะบอกว่า 'จงอยู่ในความสงบ' ประมาณนั้น

             

            “เรื่องกฎการประลองนั้นข้าจะไม่พูดอธิบายซ้ำ เช่นนั้น..”

            ฮูจินพูดจบก็หันหลังไปส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ผมยังไม่ทันจะเดาว่ามันจะมีมุกอะไรต่อ..

            ก็เห็นผู้หญิงเดินออกมาอย่างสง่างามเหมือนกับริงเกิร์ล

            ที่เปลี่ยนจากการถือป้ายเป็นโอบโถสีทองใบเบ้อเร่อไว้ในอ้อมแขน

            สีทองวิบวับสะดุดตาจนผมนึกในใจว่า นั่นมันโถจับฉลากใช่ไหมเนี่ย? หรือหม้อเทพมังกรโบราณ?

            แต่ที่แน่ ๆ คือบนโถนั้นมีลวดลายเศียรสัตว์ประจำห้าตระกูลแกะไว้ครบ

            มองดูแล้วก็ขลังไปอีกแบบ

            “ในโถใบนี้มีเลขหนึ่งถึงสิบหกอยู่ ใครจับได้เลขใกล้กันเช่น หนึ่งกับสองหรือเก้ากับสิบจะถือว่าเป็นคู่ประลองของกันและกัน

            หากใครพร้อมและเตรียมใจมาแล้ว ก็ให้เดินออกมาจับหมายเลขได้..”

             

            ทันทีที่ฮูจินประกาศ ผมก็เดินออกไปแบบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา

            หันไปมองรอบ ๆ ก็เห็นว่ามีแค่ซุนโหวหวัง อุสางิซากิ คิมบีโฮ หม่าชุนเฟิง แล้วก็ตงเสวี่ยซานที่กล้าเดินตามมา

            ผมเหลือบมองพวกที่ยังยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ด้านหลังแล้วก็แอบขำ

            พวกนายคิดว่าได้อยู่รอดเพราะไม่ออกมาเร็วงั้นเหรอ? เส้นทางของพวกนาย มันก็ยังต้องมาชนพวกเราอยู่ดี

             

            “เจ้าแซ่หลิว.. แม้เราอยากจะพบกับเจ้ามาก..

            แต่เราก็ไม่อยากให้เจ้าและเราพบกันเร็วเกินไปนัก..”

            ผมยังไม่ทันจะหยุดเท้า ตงเสวี่ยซานก็โผล่มาประชิดทันที ราวกับรอโอกาสแหย่ผมอยู่แล้วตั้งแต่เช้า

            ท่าทางมันมั่นใจเสียจนผมรู้เลยว่าวันนี้จะต้องมีคำพูดที่ทำให้อยากเบ้ปากแน่ ๆ

            ซึ่งผมก็ต้องเบ้ปากจริง ๆ

            “เราอยากให้เจ้าสั่งสมชื่อเสียงให้มากกว่านี้สักหน่อย ก่อนที่เราจะเป็นคนละเลงสิ่งเหล่านั้นให้สูญสิ้นลงไปพร้อมกับร่างของเจ้า..”

             

            ผมพ่นลมหายใจออกจมูกอย่างรำคาญ

            หมอนี่..นี่มันจะรู้ไหมว่าท่าทีของมันน่ะ..

            โคตรจะเหมือนพวกตัวร้ายในหนังเกรดบีเลย

            “เอาจริง ๆ นะตงเสวี่ยซาน..

            เจอกันรอบนี้เลยก็ได้

            ถึงเวลาเจ้าจะได้ไม่มีข้ออ้างตอนแพ้ข้าว่ากรำศึกมาจนอ่อนล้า”

             

            “แพ้เจ้า?”

            ตอนแรกหมอนั่นยังทำเป็นเมินผมอยู่เลย แถมยังพูดจาทำนองว่าเหนือกว่าโดยไม่เหลือบแล

            แต่พอผมสวนกลับไปแบบไม่ไว้หน้า มันก็หันขวับมามองทันที

            ท่าทางเหมือนคนเพิ่งเห็นตัวตลกโดนขาตั้งไมค์ฟาดหน้าแล้วขำไม่หยุด

            แต่น่าเสียดายที่คราวนี้ตัวตลกน่ะ

            ไม่ได้ล้มเองนะ..

            ผมตั้งใจจะลากมันล้มต่างหาก

            “เจ้าเอาอะไรมามั่นใจว่าเราจะแพ้เจ้า.. เจ้าแซ่หลิว?”

             

            หมับ..!

            ผมยกมือขวาขึ้นแตะลงบนบ่าของตงเสวี่ยซานแบบไม่รีรอ

            น้ำหนักมือไม่ต้องมาก..

            แต่พอให้รู้ว่าผมไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืนที่จะปล่อยให้ใครมาวางมาดข่มอยู่ฝ่ายเดียว

            “ถือว่าข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว.. เจ้าแซ่ตง”

             

            หน้าหมอนั่นเปลี่ยนไปทันทีที่ผมแตะบ่าของมัน

            จากเชิด ๆ เป็นมืดครึ้ม เหมือนพึ่งรู้ว่ากำลังเล่นกับไฟที่ร้อนกว่าที่คิดไว้มาก

            ผมตั้งใจแผ่คลื่นปราณออกไปพอประมาณ ไม่ต้องถึงขั้นอัดใส่หน้า

            แต่พอให้มันรู้..

            ว่าตอนนี้ผมมีพลังฝึกปรืออยู่ในระดับไหน

             

            “ได้อย่างไร?

            เพียงเจ็ดเดือนแต่กลับเพิ่มพลังปราณได้หนาแน่นเกินหนึ่งระดับ?

            เจ้าทำได้อย่างไร?”

            ได้ยินคำถามนั้นแล้วผมแทบจะหลุดขำในใจ

            ก็เป็นหมอนั่นเองไม่ใช่เหรอที่แตะไหล่ผมเพราะอยากข่ม อยากวัดพลัง หวังทำให้ผมกลัวเมื่อหลายเดือนก่อน

            แต่ตอนนี้..

            พอรู้ว่าผมพุ่งจากสัมผัสปราณขั้นต้นมาจ่อสัมผัสสรรพวิถีขั้นกลางในเวลาแค่เจ็ดเดือน..

            หมอนั่นก็ชักเริ่มกลัวเสียเอง

            ฝึกเร็วแบบนี้เหรอ?

            ไม่รู้สิ..

            ถ้าเขาไม่เรียกผมว่าปีศาจ ผมคงต้องสงสัยแล้วล่ะว่าเขาไม่ได้ฝึกวิชา..

            ฝึกแต่วิธีการดูถูกคนอื่น

             

            “เพราะข้าไม่เคยทำตัวกร่างไปคอยเห่าหอนใส่ผู้อื่นเหมือนเจ้าน่ะสิ..

            ไอ้แซ่ตง..”

            ผมคลายมือออกจากบ่าของตงเสวี่ยซานช้า ๆ แล้วเดินอาด ๆ ตรงเข้าหาริงเกิร์ลก่อนใช้มือข้างเดิมนั่นแหละล้วงลงไปในไหจับคู่

            มือนิ่งแต่ในใจแอบคิด.. ถ้าโชคเข้าข้าง ผมจะได้ซัดหน้านี่ก่อนใครเลย

            พอล้วงไปเจอลูกกลม ๆ หนึ่งลูก ผมก็หยิบขึ้นมาแบบไม่ต้องเสี่ยงทายอะไรเยอะ

            และแน่นอน..

            มีขีดเดียว

            เลขหนึ่งเต็ม ๆ

            ผมหมุนมือล่อ ๆ โชว์ ๆ ลูกบอลในมือให้ตงเสวี่ยซานเห็นชัด ๆ พร้อมแสยะยิ้มส่งไปให้นิด ๆ แบบไม่พูดก็รู้ว่า 'ถึงเวลานายแล้ว'

            “ใช้ดวงของเจ้าจับให้ได้เลขสองเร็ว..

            เรื่องระหว่างเจ้าและข้าจะได้สะสางกันให้จบ ๆ ในวันนี้..

            ข้าเบื่อจะเล่นเกมกับเจ้าแล้ว!”

             

            สีหน้าของตงเสวี่ยซานมันเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง

            แต่พอผมเห็นแววในตาของมัน ผมรู้เลยว่าในหัวหมอนั่นตอนนี้คงกำลังปั่นป่วนแบบสุด ๆ

            ไอ้ที่เคยตั้งใจอยากจะลากผมไปเปื้อนโคลนกลางสนามให้เสียชื่อคงเริ่มไม่สนุกเท่าไหร่แล้ว

            เพราะตอนนี้ผมไม่ใช่ 'หลิวเจี้ยนเมื่อเจ็ดเดือนก่อน' ที่เขาเคยเอื้อมมือแตะหัวไหล่แล้วหวังจะข่มด้วยช่วงชั้นฝีมือได้อีกต่อไป

            หมอนั่นคงคิดว่า ถ้าไม่ได้เจอกันเร็ว ๆ นี้ ผมอาจจะได้เหยียบเข้าไปในขั้นกลางระดับเดียวกับมันก่อนก็ได้

            ซึ่งแน่นอน..

            แปลว่าเรื่องระหว่างผมกับมัน..

            จะไม่ง่ายอีกต่อไป..

             

            และใช่..

            จากสีหน้าที่พยายามเก็บไว้ให้ดูนิ่ง มันกลับเผยให้เห็นว่าหมอนี่เริ่มกลัวจริง ๆ แล้ว

            ผมเห็นสีหน้าของตงเสวี่ยซานแล้วรู้เลยว่าเขากำลังเดิมพัน..

            ไม่ใช่แค่กับลูกบอลในโถ..

            แต่กับศักดิ์ศรีของตัวเองด้วย

             

            มือหมอนั่นควานลงไปในโถอย่างกระวนกระวาย ปลายนิ้วพยายามไล่หาลูกที่มีสองขีด..

            คงหวังให้มันคือเลขสองแน่ ๆ เพราะถ้าใช่ เราจะได้เคลียร์กันในรอบแรกให้มันรู้แล้วรู้รอด

            แต่น่าเสียดาย..

            ลูกบอลพวกนี้มันถูกทำมาให้มองไม่เห็นขีดจากภายนอก หรือแม้แต่สัมผัสจากข้างในก็ยังแทบแยกไม่ออก

            สุดท้ายหมอนั่นคงรู้ว่ามันไร้ประโยชน์ ก็เลยคว้าขึ้นมาลูกหนึ่งแบบส่งเดช

            แล้วพอลูกบอลหมุนโชว์เลข 16 ออกมา..

            ผมเห็นเลยว่าหน้าหมอนั่นชะงักนิด ๆ

            แน่นอน.. ถ้าผมคือหนึ่ง แล้วหมอนั่นคือสิบหก เราจะได้เจอกันอีกทีในรอบชิงสายบน คือเร็วที่สุด

            นั่นหมายความว่า อีกเจ็ดวันเป็นอย่างน้อยกว่าจะได้วัดกันจริง ๆ

             

            พอเห็นตัวเลขในมือตงเสวี่ยซาน ผมก็สังเกตเห็นคิ้วของมันกระตุกเล็กน้อย

            มันไม่ใช่แค่ความไม่พอใจหรอก แต่มันคือความหงุดหงิดแบบที่คนวางแผนมาอย่างดีแล้วดันพลาดในขั้นตอนสุดท้าย

            ส่วนผมน่ะเหรอ?

            ผมก็แค่ยืนมองมันยิ้ม ๆ

            เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้แสดงความสะใจ แต่เป็นการบอกว่า 'น่าเสียดายเนอะ'

             

            แล้วหมอนั่นก็แสร้งทำเป็นยิ้มตอบกลับมา เหมือนจะกลบเกลื่อนอาการที่แสดงออกไปเมื่อครู่

            “เหมือนว่าดวงจะเข้าข้างเราแล้วเจ้าแซ่หลิว..

            อย่าได้ชิงตกรอบไปก่อนเล่า..”

            มันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตานั้นบอกหมดว่ากำลังเคี้ยวอารมณ์ตัวเองไม่ทัน

            มันไม่แม้แต่จะพูดอะไรต่อจากนั้น แล้วก็หมุนตัวเดินกลับไปราวกับไม่ได้รู้สึกอะไร ทั้งที่ในใจคงกำลังสบถยับอยู่แน่ ๆ

             

            หลังจากผมกับตงเสวี่ยซานเปิดสนามด้วยความตึงเครียดระดับชวนวางหมัด

            คนอื่น ๆ ก็เริ่มทยอยเดินออกมาจับหมายเลขกันบ้าง

            จากสายตาที่มองมา.. ผมเดาได้ไม่ยากเลยว่าพวกเขาอยากได้หมายเลขชนใครก็ได้ที่ไม่ใช่คนจากห้าตระกูลใหญ่

            ซุนโหวหวังจับได้เลขสาม อุสางิซากิจับได้เลขเก้า หม่าชุนเฟิงได้เลขห้า ส่วนคิมบีโฮก็ได้เลขสิบเอ็ด

            แววตาของแต่ละคนตอนรู้เลขตัวเอง เหมือนกำลังคำนวณอยู่ในใจว่า 'รอดไม่รอด' จะเจอใครก่อน หรือจะซวยโดนใครเตะออกจากเวทีตั้งแต่รอบแรก

             

            ทันทีที่หมายเลขสุดท้ายถูกจับจอง..

            ตาแก่ฮูจินก็ไม่รอช้า รีบประกาศชื่อคู่ประลองออกมาทันทีแบบไม่ให้หายใจตั้งหลัก

            “คู่ประลองคู่แรก ศิษย์สำนักสี่ขุนเขาหลิวเจี้ยนปะทะพรรคคุ้มภัยตะวันออก หรง เฉียน คนอื่นให้รออยู่ตรงซุ้มนักกีฬาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประลองในรอบต่อ ๆ ไป!”

             

            แว้บแรกที่ได้ยินชื่อของตัวเองประกบกับพรรคคุ้มภัยตะวันออก

            ผมนี่แทบจะมองขึ้นไปบนฟ้าแล้วถามว่า 'นี่ผมไปลูบหน้าผากเจ้าเวรบนสวรรค์ไว้ตอนไหนหรือเปล่า?'

            แต่พอได้สติอีกที..

            ผมก็แค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ ในใจ..

            ก็ดีเหมือนกัน..

            จะได้จบเรื่องค้างคาจากวันก่อนให้รู้แล้วรู้รอด

             

            “มันพกโชคมามากขนาดไหนถึงได้พบกับพรรคคุ้มภัยตะวันออกอีกครั้ง!!”

            “ออกไป! เจ้ายอมแพ้ไปซะ!! ค่าบัตรไม่ใช่ถูก ๆ มันไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาทำเรื่องงามหน้าเช่นนี้ต่อไปได้!!”

            “ออกไป!!”

            จะพลาดไปได้ยังไงล่ะ.. ผมมีซาแซงตามนินทาและกระจายเรื่องปรุงรสอยู่รอบตัวเสมอแหละ..

            ผมชินแล้วพวกนายก็ควรชินบ้างได้แล้ว

             

            “ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบลมหายใจในการเตรียมความพร้อม ในระหว่างนี้อยากกล่าวสิ่งใดต่อกันก็จงทำให้เต็มที่”

            ฮูจินประกาศพร้อมมองมาทางผม

             

            “ศิษย์สำนักสี่ขุนเขา..หลิวเจี้ยน ได้โปรดพี่หรงออมมือไว้ไมตรีด้วย”

            ผมพูดออกไปพลางโน้มตัวเล็กน้อยตามมารยาท

            ไม่ได้ถึงขั้นโค้งแบบถวายชีวิตหรอกนะ แค่พอให้รู้ว่า ผมก็มีมารยาทกับเขาเป็นเหมือนกันนะ

            ถ้าอีกฝ่ายไม่ทำให้ผมต้องเปลี่ยนใจน่ะนะ

             

            “ออมมือ? เหอะ!!”

            แต่หรงเฉียนน่ะเหรอ?

            หมอนั่นกลับมองผมเหมือนกำลังดูเศษอะไรสักอย่างติดรองเท้า..

            สีหน้ามันดูถูกโจ่งแจ้งจนไม่ต้องเดาว่าในหัวคิดอะไรอยู่

            แล้วมันก็ชักหอกขึ้นมาชี้ตรงมาทางผมแบบไม่ลังเล..

            โอเค.. เข้าใจละ.. ว่าเราจะเล่นกันแบบไหน

            “เมื่อวานนี้ที่ศิษย์น้องของข้ายอมอ่อนให้เจ้าเพราะเห็นว่าเจ้านั้นสนิทสนมกับคนจากตระกูลห้าเสาหลัก

            แต่ข้าไม่เหมือนมัน..

            ข้าไม่เกรงกลัวเจ้า!!”

             

            “เหย..เห้ย.. นี่เจ้ามีสมองไหมเนี่ย..สมองน่ะ

            ข้าแค่พูดทักทายตามมารยาท มารยาทน่ะ..มารยาท รู้จักไหม!!”

            ผมสวนกลับไปพร้อมชี้นิ้วจี้ลงบนหน้าผากตัวเองแบบไม่ไว้หน้า

            เอ้านี่ไง 'สมอง' ข้าใช้อยู่ เจ้าอยากยืมไหมล่ะ? จะได้เข้าใจว่ามารยาทกับการเสแสร้งมันต่างกันยังไง

             

            “อย่ามาเสแสร้ง!”

            หรงเฉียนตะคอกกลับใส่ผมแล้วฟาดหอกลงพื้นเสียงดัง เหมือนจะประกาศให้รู้ทั่วทั้งสนามว่าเขาพร้อมจะเอาจริงแล้วนะ

            ผมเห็นท่าทางที่มันตั้งรับอย่างมุ่งมั่น แล้วก็พยักหน้าเบา ๆ ในใจ..

            ได้สิ..

            ถ้าอยากกู้หน้า งั้นก็ขอดูหน่อยว่าหน้าที่ว่าจะหนักพอให้ผมสนุกไหม

            “ข้าเนี่ยแหละจะกู้หน้าให้พรรคคุ้มภัยตะวันออกของข้า!!”

             

            “เออ ๆ จะกู้หน้าหรือจะทำอะไรก็เรื่องของเจ้า..”

            ผมพูดไป มือก็เรียกกระแสธาราออกมาคล้ายจะบอกโลกว่า ไม่ได้มีแค่ฝีปากนะเว้ย ฝีมือก็พกมาด้วย แล้วก็ไม่ใช่แค่พกมาโชว์ด้วยสิ

            “ผู้อาวุโสฮู ข้าพร้อมแล้ว และดูท่าไอ้บื้อนั่นก็พร้อมแล้ว เชิญเริ่มการประลองเลยเถิด..

            ข้าอยากจะเคาะสนิมออกของหัวมันเต็มแก่แล้ว!”

             

            พอผมพูดจบ..

            ฮูจินก็หันไปมองหรงเฉียนตามระเบียบ ซึ่งหมอนั่นก็ผงกหัวตอบแบบไม่มีอิดออด เหมือนอยากจะลุยเต็มแก่แล้วเหมือนกัน

            “หากพร้อมแล้ว การประลองในรอบแบ่งสายคู่ที่หนึ่ง..

            เริ่มได้!!”

            เสียงประกาศของฮูจินดังลั่น ก่อนร่างเขาจะลอยขึ้นเหนือเวทีเหมือนจะเปิดพื้นที่ให้พวกเราจัดกันให้เต็มที่

            ในใจผมน่ะเหรอ?

            แค่คิดว่าเอาล่ะ..

            ได้เวลาสะสางทั้งเสียงด่า ทั้งคำขู่ ทั้งหอกของหมอนี่สักที

             

            เสียงกรรมการยังไม่ทันจาง ผมก็พุ่งเข้าใส่ไอ้หอกยาวตรงหน้าแบบไม่คิดมาก

            ผมอยากจะรู้เหมือนกัน ว่า 'สนิม' ในหัวหมอนั่นหนักกี่กิโลกรัม..

            คงต้องชั่งดูหลังจากเคาะออกหมดแล้ว

             

            จากระยะยืน มันควรจะได้เปรียบผมนิดหน่อยด้วยซ้ำ

            แต่ดูเหมือนผมจะเร็วกว่าหน่อยนะ..

            กระบี่ในมือเลยฟาดใส่มันก่อน

            เพลงกระบี่โบยสวรรค์เริ่มร่าย ร่างผมเคลื่อนไหวอย่างเป็นจังหวะ เท้าซ้ายขวาขยับตามเคล็ดวิชาท่าร่างเหยียบขุนเขาที่สลับกับท่าเท้าเงาเร้นกาย

            ซึ่งเอาจริง ๆ การประลองปัญจมิตรนี่ทำให้ผมเสียเปรียบอยู่บ้างนะ..

            มีหลายวิชาที่ผมใช้ไม่ได้โดยเฉพาะวิชาที่เป็นเอกลักษณ์ของยี่ฟู่

            ใครจะไปรู้ว่าแถวนั้นมีคนจ้องจะจับผิดผมอยู่รึเปล่า..

             

            หอกในมือไอ้หรงเฉียนก็ไม่ใช่ของประดับ มันกันกระบี่ผมได้ทุกดอก แถมยังคุมระยะได้ดีชะมัด

            แน่นอน.. มันพยายามไม่ให้ผมเข้าใกล้ระยะที่ดีที่สุดของกระบี่ แถมยังคอยกันให้ผมออกห่างให้อยู่ในระยะหอกด้วย

            นี่มันเหมือนฉากรีรันจากตอนเจอฟ่งจื่อชิวเป๊ะเลย

            แต่ที่ไม่เหมือนคือ..

            หมอนี่มันเอาจริง

            สายตามันไม่เล่น พลังในท่าทางมันไม่ใช่น้อย ๆ

            มันตั้งใจจะเอาชนะผมให้ได้จริง ๆ

             

            ผ่านไปสิบห้ากระบวนท่า ผมก็เริ่มเห็นสัญญาณดี คมกระบี่ของผมค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้มันมากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกระดาษทรายขูดเข้าใกล้เป้าหมาย

            ท่าทางของหรงเฉียนก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเช่นกันในตอนที่ระยะกระบี่ของผมค่อย ๆ คืบเข้าหามันมากขึ้นเรื่อย ๆ

            มันเริ่มเกร็ง เริ่มกลัว แล้วก็มาตามคาด

            หมอนั่นเปลี่ยนท่า..

            ทันทีที่มันใช้สองมือจับหอกแน่นแล้วหมุนตัววูบใหญ่ ผมต้องถอยหนึ่งก้าวทันที

            ปราณธาตุลมที่ถูกปลดปล่อยออกจากหอกมันฟาดแรงพอจะทำให้หน้าของผมยุบได้ถ้าประมาทไปนิดเดียว

            แต่เจ้าหอกยาวไม่ยอมแค่นั้น

            มันควงหอกได้รอบหนึ่ง แล้วทันใดก็ทิ่มปลายศาสตราลงพื้นอย่างแรง

            มันไม่ได้แค่ทิ่มหอกลงพื้น!

            หมอนั่นยังออกแรงงัดแผ่นพื้นสนามเหมือนกำลังจะขอดเกล็ดปลา

            ต่างกันแค่แผ่นพื้นสนามที่มันงัด มีขนาดใหญ่กว่าเมตรครึ่ง!

             

            ยังไม่ทันจะตั้งหลัก ฝ่าเท้าหมอนั่นก็เตะเข้าใส่ก้อนหินอย่างพอดิบพอดี

            ไอ้แผ่นหนา ๆ นั่นก็พุ่งเข้าหน้าผมแทบจะทันที

             

            แผ่นหินที่ลอยมานั้นมันใหญ่พอที่จะทำให้ผมไม่อาจเห็นคนที่อยู่ทางด้านหลังของแผ่นสนาม

            ไม่ต้องสืบ..! นี่คงเป็นแผนของมันที่หวังจะใช้บังสายตา

            แผนเก่าใช้ได้.. แต่ก็มักจะได้ผลเสมอ..

             

            ในหัวของผมวิ่งวุ่นคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้น!

            แต่เวลามันก็ไม่เหลือให้คิดมากมายนัก ผมเลยต้องยกกระบี่ขึ้นฟันใส่แผ่นหินเป็นอันดับแรก

            ผัวะ..!!

            แผ่นหินขาดเป็นสองซีกตามแนวกระบี่ที่ตัดเฉือน ผมรีบใช้ฝ่าเท้าหมุนเตะแผ่นทางด้านขวาให้กระเด็นไปทางอื่น พร้อมกันก็ได้เอี้ยวหลบแผ่นหินอีกก้อนที่เหลือไปในขณะเดียวกัน

             

            ทันทีที่แผ่นหินแผ่นทางด้านซ้ายกำลังจะลอยผ่านไป..

            หางตาของผมก็ได้มองเห็นเงาสะท้อนมาจากทางด้านนั้น

            เคร้ง..!

            ผมสามารถยกกระแสธาราขึ้นมาป้องกันคมหอกของหรงเฉียนได้ทันแบบเฉียดฉิว

             

            แต่เหมือนหรงเฉียนจะไม่พอใจที่ผมสามารถรับอาวุธของมันได้!

             

            “กระบวนที่สอง ย้อนตะวัน!!”

            พลังในหอกมันเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มีสายลมหมุนวนอยู่ตรงปลายราวกับจะบอกว่าระวังให้ดี

            หอกนั่นพุ่งเข้ามาแบบดูเหมือนสุ่มจิ้มมั่ว ๆ แต่ผมไม่ซื้อหรอก

            หมอนี่มันไม่ได้โง่ มันวางหมากมาแล้ว

            มันเดาไว้แล้วว่าหลังแผ่นหินที่เพิ่งแตกออกเมื่อครู่จะต้องมีร่างของผมยืนอยู่แน่ ๆ

            แผนมันไม่ได้แย่

            แต่โชคร้ายที่มันไม่ได้มีเนตรจ้าวมังกรเหมือนผม..

             

            โผล๊ะ!!

            ปลายหอกนั่นพุ่งทะลวงผ่านแผ่นหินที่ผมเพิ่งหลบเมื่อครู่จนมันแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ

            แต่สิ่งที่รออยู่ด้านหลัง ไม่ใช่ร่างไร้ทางสู้แบบที่หมอนั่นหวังหรอก

            สิ่งที่รอมันอยู่คือแสงสีทองเข้มวาบเจิดจ้า

            ปราณมาศที่ผมหน่วงไว้อย่างหนาแน่น

            “ข้าเห็นทุกการเคลื่อนไหวของเจ้าตั้งแต่แรกแล้ว..

            หรงเฉียน!!”

            ตอนนี้ผมมองมันด้วยวิชาเนตรฯ และมันไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ขั้นที่ 3 อสูรสูญ!!”

             

            ป่ง!! กระบี่ของผมตวัดจากล่างขึ้นบน เสียงมันกระแทกกับปลายหอกที่เต็มไปด้วยพลังวาโยของหรงเฉียนดังสนั่น ก่อนที่หอกจะหลุดลอยขึ้นไปอย่างหมดท่า

            แต่ผมไม่ปล่อยให้จังหวะทองหลุดมือ

            ทันทีที่กระบี่ฟาดหอกจนหลุด ผมหมุนตัวครึ่งรอบทันที ศอกซ้ายแทงสวนเข้าไปตรงชายโครงเสียงดัง อัก! ตัวมันก็งอลงเหมือนกุ้งโดนน้ำร้อนเดือด

            แต่ยังไม่จบ!

            ผมหมุนอีกที รอบนี้เอาด้ามกระบี่ฟาดเข้าปลายคางแบบเน้น ๆ จนตัวที่เคยงอนั้นพลิกกลับหงาย ลอยพรวดขึ้นจากพื้นอย่างสวยงาม

             

            พอเห็นร่างมันลอย..

            ผมอาศัยแรงเหวี่ยงที่ยังหลงเหลือจากการหมุนตัวรอบก่อน หมุนเสริมอีกทีหนึ่ง แล้วก็เตะเข้าใส่สีข้างมันในท่า 'จระเข้ฟาดหาง' แบบไม่ให้ตั้งตัว

            ตูม!! มันปลิวไปไถแผ่นหินเป็นเมตร ๆ จนหล่นตกเวทีแทบจะในทันที

             

            “ผู้ชนะได้แก่..

            หลิวเจี้ยนแห่งสำนักสี่ขุนเขา!

            มันได้ผ่านเข้าไปยังสายบนส่วนหรงเฉียนนั้นตกลงไปแก้ตัวในสายผู้แพ้อีกครั้งหนึ่ง”

            ฮูจินรีบประกาศออกไปเมื่อแลดูแล้วว่าสติของหรงเฉียนโผบินไปไกลลิบ

            ก่อนที่จะส่งสัญญาณไปทางหน่วยพยาบาลให้รีบขึ้นไปประถมพยาบาลให้แก่ผู้พ่ายแพ้ต่อไป..

             

            “ดูเหมือนจะขึ้นสนิมแหะเรา..

            กะให้มันเข้าใกล้หอกของมันมากกว่านี้อีกสักนิด..”

            ผมยกมือขึ้นบังตา ทำท่าเหมือนกำลังมองหาแดดอยู่ ทั้งที่จริง ๆ ก็แค่ทำท่าล้อเลียนคนที่ผมเพิ่งชนะมาหมาด ๆ นั่นแหละ

            “ดูเหมือนต้องหาลูกบอลมาเดาะเล่นเคาะสนิมสักหน่อยแล้ว..”

            ให้ทำไงได้..

            มันมากล่าวหาผมก่อนเองนะ..

             

            “นะ..นั่นมันอะไรกัน! ดูกี่ทีก็ไม่ใช่การล้มมวย!”

            “ใช่! ดูอย่างไรไอ้คนแซ่หลิวคนนั้นก็เก่งกาจจริง ๆ การโจมตีสามครั้งต่อเนื่องนั่นเป็นใครก็ล้มหมอบเหมือนเจ้าคนแซ่หรงคนนั้น”

            “นี่พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือ ไอ้ศิษย์สำนักสี่ขุนเขาคนนั้นมันผ่านเข้ารอบมาโดยง่าย เหงื่อแทบไม่ออก ต่างจากหรงเฉียนที่กรำศึกมาจนตัวกรอบ”

            “ใช่ ๆ หากหลิวเจี้ยนคนนั้นอ่อนล้าเหมือนหรงเฉียน ข้าเชื่อว่ามันคงไม่รวดเร็วเหมือนเมื่อครู่นี้แน่ ที่มันผ่านเข้ารอบได้เพราะมันสบายกว่าคนอื่น ๆ ก็เท่านั้น”

            “นี่ตาเจ้าบอดหรือไม่? ดูอย่างไรเจ้าเด็กแซ่หลิวคนนั้นก็มีฝีมือมากมายจริง ๆ”

            “เจ้านั่นแหละแก่จนดูได้ไม่ทั่วแล้วว่าเป็นเพราะมันยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือต่างหาก!”

             

            เสียงบนอัฒจันทร์ตอนนี้แตกเป็นสองขั้วชัดเจนเลย

            บางพวกยังทำหน้าเหมือนผมเป็นไอ้กระจอกที่ผ่านเข้ารอบเพราะโชคช่วย อีกพวกเริ่มหรี่ตาเหมือนเริ่มมองเห็นแววบางอย่างในตัวผมเข้าแล้ว

            ถ้าถามผมเหรอ?

            ก็นะ.. ซาแซงพวกนี้มันเอาใจยากชะมัดให้ตายสิ

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    195K 399
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    152K 152
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247