วันรุ่งขึ้น..
ผมเดินฝ่าฝูงคนขึ้นมาบนเวทีในช่วงสิบห้านาทีสุดท้ายก่อนจะหมดเวลา
บนอัฒจันทร์ทั้งห้าทิศ ผู้คนแน่นเอี้ยดแทบไม่มีช่องให้ลมหายใจ
มันไม่ใช่แค่การประลองธรรมดา..
วันนี้คือ 'ศึกจริง' ของรอบสิบหกคนสุดท้าย รุ่นมัธยุทธ์ที่ใคร ๆ ก็จับตามอง
ผมหันไปมองพวกที่ยืนรายล้อมอยู่บนเวทีด้วยกัน..
แต่ละคนหน้าตาเหมือนพร้อมจะแลกเลือดมากกว่าจับมือทักทาย
ส่วนกรรมการอย่างฮูจินก็มายืนเดี่ยวอยู่ตรงหน้าเราทั้งหมด เหมือนจะบอกว่า 'จงอยู่ในความสงบ' ประมาณนั้น
“เรื่องกฎการประลองนั้นข้าจะไม่พูดอธิบายซ้ำ เช่นนั้น..”
ฮูจินพูดจบก็หันหลังไปส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ผมยังไม่ทันจะเดาว่ามันจะมีมุกอะไรต่อ..
ก็เห็นผู้หญิงเดินออกมาอย่างสง่างามเหมือนกับริงเกิร์ล
ที่เปลี่ยนจากการถือป้ายเป็นโอบโถสีทองใบเบ้อเร่อไว้ในอ้อมแขน
สีทองวิบวับสะดุดตาจนผมนึกในใจว่า นั่นมันโถจับฉลากใช่ไหมเนี่ย? หรือหม้อเทพมังกรโบราณ?
แต่ที่แน่ ๆ คือบนโถนั้นมีลวดลายเศียรสัตว์ประจำห้าตระกูลแกะไว้ครบ
มองดูแล้วก็ขลังไปอีกแบบ
“ในโถใบนี้มีเลขหนึ่งถึงสิบหกอยู่ ใครจับได้เลขใกล้กันเช่น หนึ่งกับสองหรือเก้ากับสิบจะถือว่าเป็นคู่ประลองของกันและกัน
หากใครพร้อมและเตรียมใจมาแล้ว ก็ให้เดินออกมาจับหมายเลขได้..”
ทันทีที่ฮูจินประกาศ ผมก็เดินออกไปแบบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา
หันไปมองรอบ ๆ ก็เห็นว่ามีแค่ซุนโหวหวัง อุสางิซากิ คิมบีโฮ หม่าชุนเฟิง แล้วก็ตงเสวี่ยซานที่กล้าเดินตามมา
ผมเหลือบมองพวกที่ยังยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ด้านหลังแล้วก็แอบขำ
พวกนายคิดว่าได้อยู่รอดเพราะไม่ออกมาเร็วงั้นเหรอ? เส้นทางของพวกนาย มันก็ยังต้องมาชนพวกเราอยู่ดี
“เจ้าแซ่หลิว.. แม้เราอยากจะพบกับเจ้ามาก..
แต่เราก็ไม่อยากให้เจ้าและเราพบกันเร็วเกินไปนัก..”
ผมยังไม่ทันจะหยุดเท้า ตงเสวี่ยซานก็โผล่มาประชิดทันที ราวกับรอโอกาสแหย่ผมอยู่แล้วตั้งแต่เช้า
ท่าทางมันมั่นใจเสียจนผมรู้เลยว่าวันนี้จะต้องมีคำพูดที่ทำให้อยากเบ้ปากแน่ ๆ
ซึ่งผมก็ต้องเบ้ปากจริง ๆ
“เราอยากให้เจ้าสั่งสมชื่อเสียงให้มากกว่านี้สักหน่อย ก่อนที่เราจะเป็นคนละเลงสิ่งเหล่านั้นให้สูญสิ้นลงไปพร้อมกับร่างของเจ้า..”
ผมพ่นลมหายใจออกจมูกอย่างรำคาญ
หมอนี่..นี่มันจะรู้ไหมว่าท่าทีของมันน่ะ..
โคตรจะเหมือนพวกตัวร้ายในหนังเกรดบีเลย
“เอาจริง ๆ นะตงเสวี่ยซาน..
เจอกันรอบนี้เลยก็ได้
ถึงเวลาเจ้าจะได้ไม่มีข้ออ้างตอนแพ้ข้าว่ากรำศึกมาจนอ่อนล้า”
“แพ้เจ้า?”
ตอนแรกหมอนั่นยังทำเป็นเมินผมอยู่เลย แถมยังพูดจาทำนองว่าเหนือกว่าโดยไม่เหลือบแล
แต่พอผมสวนกลับไปแบบไม่ไว้หน้า มันก็หันขวับมามองทันที
ท่าทางเหมือนคนเพิ่งเห็นตัวตลกโดนขาตั้งไมค์ฟาดหน้าแล้วขำไม่หยุด
แต่น่าเสียดายที่คราวนี้ตัวตลกน่ะ
ไม่ได้ล้มเองนะ..
ผมตั้งใจจะลากมันล้มต่างหาก
“เจ้าเอาอะไรมามั่นใจว่าเราจะแพ้เจ้า.. เจ้าแซ่หลิว?”
หมับ..!
ผมยกมือขวาขึ้นแตะลงบนบ่าของตงเสวี่ยซานแบบไม่รีรอ
น้ำหนักมือไม่ต้องมาก..
แต่พอให้รู้ว่าผมไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืนที่จะปล่อยให้ใครมาวางมาดข่มอยู่ฝ่ายเดียว
“ถือว่าข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว.. เจ้าแซ่ตง”
หน้าหมอนั่นเปลี่ยนไปทันทีที่ผมแตะบ่าของมัน
จากเชิด ๆ เป็นมืดครึ้ม เหมือนพึ่งรู้ว่ากำลังเล่นกับไฟที่ร้อนกว่าที่คิดไว้มาก
ผมตั้งใจแผ่คลื่นปราณออกไปพอประมาณ ไม่ต้องถึงขั้นอัดใส่หน้า
แต่พอให้มันรู้..
ว่าตอนนี้ผมมีพลังฝึกปรืออยู่ในระดับไหน
“ได้อย่างไร?
เพียงเจ็ดเดือนแต่กลับเพิ่มพลังปราณได้หนาแน่นเกินหนึ่งระดับ?
เจ้าทำได้อย่างไร?”
ได้ยินคำถามนั้นแล้วผมแทบจะหลุดขำในใจ
ก็เป็นหมอนั่นเองไม่ใช่เหรอที่แตะไหล่ผมเพราะอยากข่ม อยากวัดพลัง หวังทำให้ผมกลัวเมื่อหลายเดือนก่อน
แต่ตอนนี้..
พอรู้ว่าผมพุ่งจากสัมผัสปราณขั้นต้นมาจ่อสัมผัสสรรพวิถีขั้นกลางในเวลาแค่เจ็ดเดือน..
หมอนั่นก็ชักเริ่มกลัวเสียเอง
ฝึกเร็วแบบนี้เหรอ?
ไม่รู้สิ..
ถ้าเขาไม่เรียกผมว่าปีศาจ ผมคงต้องสงสัยแล้วล่ะว่าเขาไม่ได้ฝึกวิชา..
ฝึกแต่วิธีการดูถูกคนอื่น
“เพราะข้าไม่เคยทำตัวกร่างไปคอยเห่าหอนใส่ผู้อื่นเหมือนเจ้าน่ะสิ..
ไอ้แซ่ตง..”
ผมคลายมือออกจากบ่าของตงเสวี่ยซานช้า ๆ แล้วเดินอาด ๆ ตรงเข้าหาริงเกิร์ลก่อนใช้มือข้างเดิมนั่นแหละล้วงลงไปในไหจับคู่
มือนิ่งแต่ในใจแอบคิด.. ถ้าโชคเข้าข้าง ผมจะได้ซัดหน้านี่ก่อนใครเลย
พอล้วงไปเจอลูกกลม ๆ หนึ่งลูก ผมก็หยิบขึ้นมาแบบไม่ต้องเสี่ยงทายอะไรเยอะ
และแน่นอน..
มีขีดเดียว
เลขหนึ่งเต็ม ๆ
ผมหมุนมือล่อ ๆ โชว์ ๆ ลูกบอลในมือให้ตงเสวี่ยซานเห็นชัด ๆ พร้อมแสยะยิ้มส่งไปให้นิด ๆ แบบไม่พูดก็รู้ว่า 'ถึงเวลานายแล้ว'
“ใช้ดวงของเจ้าจับให้ได้เลขสองเร็ว..
เรื่องระหว่างเจ้าและข้าจะได้สะสางกันให้จบ ๆ ในวันนี้..
ข้าเบื่อจะเล่นเกมกับเจ้าแล้ว!”
สีหน้าของตงเสวี่ยซานมันเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง
แต่พอผมเห็นแววในตาของมัน ผมรู้เลยว่าในหัวหมอนั่นตอนนี้คงกำลังปั่นป่วนแบบสุด ๆ
ไอ้ที่เคยตั้งใจอยากจะลากผมไปเปื้อนโคลนกลางสนามให้เสียชื่อคงเริ่มไม่สนุกเท่าไหร่แล้ว
เพราะตอนนี้ผมไม่ใช่ 'หลิวเจี้ยนเมื่อเจ็ดเดือนก่อน' ที่เขาเคยเอื้อมมือแตะหัวไหล่แล้วหวังจะข่มด้วยช่วงชั้นฝีมือได้อีกต่อไป
หมอนั่นคงคิดว่า ถ้าไม่ได้เจอกันเร็ว ๆ นี้ ผมอาจจะได้เหยียบเข้าไปในขั้นกลางระดับเดียวกับมันก่อนก็ได้
ซึ่งแน่นอน..
แปลว่าเรื่องระหว่างผมกับมัน..
จะไม่ง่ายอีกต่อไป..
และใช่..
จากสีหน้าที่พยายามเก็บไว้ให้ดูนิ่ง มันกลับเผยให้เห็นว่าหมอนี่เริ่มกลัวจริง ๆ แล้ว
ผมเห็นสีหน้าของตงเสวี่ยซานแล้วรู้เลยว่าเขากำลังเดิมพัน..
ไม่ใช่แค่กับลูกบอลในโถ..
แต่กับศักดิ์ศรีของตัวเองด้วย
มือหมอนั่นควานลงไปในโถอย่างกระวนกระวาย ปลายนิ้วพยายามไล่หาลูกที่มีสองขีด..
คงหวังให้มันคือเลขสองแน่ ๆ เพราะถ้าใช่ เราจะได้เคลียร์กันในรอบแรกให้มันรู้แล้วรู้รอด
แต่น่าเสียดาย..
ลูกบอลพวกนี้มันถูกทำมาให้มองไม่เห็นขีดจากภายนอก หรือแม้แต่สัมผัสจากข้างในก็ยังแทบแยกไม่ออก
สุดท้ายหมอนั่นคงรู้ว่ามันไร้ประโยชน์ ก็เลยคว้าขึ้นมาลูกหนึ่งแบบส่งเดช
แล้วพอลูกบอลหมุนโชว์เลข 16 ออกมา..
ผมเห็นเลยว่าหน้าหมอนั่นชะงักนิด ๆ
แน่นอน.. ถ้าผมคือหนึ่ง แล้วหมอนั่นคือสิบหก เราจะได้เจอกันอีกทีในรอบชิงสายบน คือเร็วที่สุด
นั่นหมายความว่า อีกเจ็ดวันเป็นอย่างน้อยกว่าจะได้วัดกันจริง ๆ
พอเห็นตัวเลขในมือตงเสวี่ยซาน ผมก็สังเกตเห็นคิ้วของมันกระตุกเล็กน้อย
มันไม่ใช่แค่ความไม่พอใจหรอก แต่มันคือความหงุดหงิดแบบที่คนวางแผนมาอย่างดีแล้วดันพลาดในขั้นตอนสุดท้าย
ส่วนผมน่ะเหรอ?
ผมก็แค่ยืนมองมันยิ้ม ๆ
เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้แสดงความสะใจ แต่เป็นการบอกว่า 'น่าเสียดายเนอะ'
แล้วหมอนั่นก็แสร้งทำเป็นยิ้มตอบกลับมา เหมือนจะกลบเกลื่อนอาการที่แสดงออกไปเมื่อครู่
“เหมือนว่าดวงจะเข้าข้างเราแล้วเจ้าแซ่หลิว..
อย่าได้ชิงตกรอบไปก่อนเล่า..”
มันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตานั้นบอกหมดว่ากำลังเคี้ยวอารมณ์ตัวเองไม่ทัน
มันไม่แม้แต่จะพูดอะไรต่อจากนั้น แล้วก็หมุนตัวเดินกลับไปราวกับไม่ได้รู้สึกอะไร ทั้งที่ในใจคงกำลังสบถยับอยู่แน่ ๆ
หลังจากผมกับตงเสวี่ยซานเปิดสนามด้วยความตึงเครียดระดับชวนวางหมัด
คนอื่น ๆ ก็เริ่มทยอยเดินออกมาจับหมายเลขกันบ้าง
จากสายตาที่มองมา.. ผมเดาได้ไม่ยากเลยว่าพวกเขาอยากได้หมายเลขชนใครก็ได้ที่ไม่ใช่คนจากห้าตระกูลใหญ่
ซุนโหวหวังจับได้เลขสาม อุสางิซากิจับได้เลขเก้า หม่าชุนเฟิงได้เลขห้า ส่วนคิมบีโฮก็ได้เลขสิบเอ็ด
แววตาของแต่ละคนตอนรู้เลขตัวเอง เหมือนกำลังคำนวณอยู่ในใจว่า 'รอดไม่รอด' จะเจอใครก่อน หรือจะซวยโดนใครเตะออกจากเวทีตั้งแต่รอบแรก
ทันทีที่หมายเลขสุดท้ายถูกจับจอง..
ตาแก่ฮูจินก็ไม่รอช้า รีบประกาศชื่อคู่ประลองออกมาทันทีแบบไม่ให้หายใจตั้งหลัก
“คู่ประลองคู่แรก ศิษย์สำนักสี่ขุนเขาหลิวเจี้ยนปะทะพรรคคุ้มภัยตะวันออก หรง เฉียน คนอื่นให้รออยู่ตรงซุ้มนักกีฬาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประลองในรอบต่อ ๆ ไป!”
แว้บแรกที่ได้ยินชื่อของตัวเองประกบกับพรรคคุ้มภัยตะวันออก
ผมนี่แทบจะมองขึ้นไปบนฟ้าแล้วถามว่า 'นี่ผมไปลูบหน้าผากเจ้าเวรบนสวรรค์ไว้ตอนไหนหรือเปล่า?'
แต่พอได้สติอีกที..
ผมก็แค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ ในใจ..
ก็ดีเหมือนกัน..
จะได้จบเรื่องค้างคาจากวันก่อนให้รู้แล้วรู้รอด
“มันพกโชคมามากขนาดไหนถึงได้พบกับพรรคคุ้มภัยตะวันออกอีกครั้ง!!”
“ออกไป! เจ้ายอมแพ้ไปซะ!! ค่าบัตรไม่ใช่ถูก ๆ มันไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาทำเรื่องงามหน้าเช่นนี้ต่อไปได้!!”
“ออกไป!!”
จะพลาดไปได้ยังไงล่ะ.. ผมมีซาแซงตามนินทาและกระจายเรื่องปรุงรสอยู่รอบตัวเสมอแหละ..
ผมชินแล้วพวกนายก็ควรชินบ้างได้แล้ว
“ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบลมหายใจในการเตรียมความพร้อม ในระหว่างนี้อยากกล่าวสิ่งใดต่อกันก็จงทำให้เต็มที่”
ฮูจินประกาศพร้อมมองมาทางผม
“ศิษย์สำนักสี่ขุนเขา..หลิวเจี้ยน ได้โปรดพี่หรงออมมือไว้ไมตรีด้วย”
ผมพูดออกไปพลางโน้มตัวเล็กน้อยตามมารยาท
ไม่ได้ถึงขั้นโค้งแบบถวายชีวิตหรอกนะ แค่พอให้รู้ว่า ผมก็มีมารยาทกับเขาเป็นเหมือนกันนะ
ถ้าอีกฝ่ายไม่ทำให้ผมต้องเปลี่ยนใจน่ะนะ
“ออมมือ? เหอะ!!”
แต่หรงเฉียนน่ะเหรอ?
หมอนั่นกลับมองผมเหมือนกำลังดูเศษอะไรสักอย่างติดรองเท้า..
สีหน้ามันดูถูกโจ่งแจ้งจนไม่ต้องเดาว่าในหัวคิดอะไรอยู่
แล้วมันก็ชักหอกขึ้นมาชี้ตรงมาทางผมแบบไม่ลังเล..
โอเค.. เข้าใจละ.. ว่าเราจะเล่นกันแบบไหน
“เมื่อวานนี้ที่ศิษย์น้องของข้ายอมอ่อนให้เจ้าเพราะเห็นว่าเจ้านั้นสนิทสนมกับคนจากตระกูลห้าเสาหลัก
แต่ข้าไม่เหมือนมัน..
ข้าไม่เกรงกลัวเจ้า!!”
“เหย..เห้ย.. นี่เจ้ามีสมองไหมเนี่ย..สมองน่ะ
ข้าแค่พูดทักทายตามมารยาท มารยาทน่ะ..มารยาท รู้จักไหม!!”
ผมสวนกลับไปพร้อมชี้นิ้วจี้ลงบนหน้าผากตัวเองแบบไม่ไว้หน้า
เอ้านี่ไง 'สมอง' ข้าใช้อยู่ เจ้าอยากยืมไหมล่ะ? จะได้เข้าใจว่ามารยาทกับการเสแสร้งมันต่างกันยังไง
“อย่ามาเสแสร้ง!”
หรงเฉียนตะคอกกลับใส่ผมแล้วฟาดหอกลงพื้นเสียงดัง เหมือนจะประกาศให้รู้ทั่วทั้งสนามว่าเขาพร้อมจะเอาจริงแล้วนะ
ผมเห็นท่าทางที่มันตั้งรับอย่างมุ่งมั่น แล้วก็พยักหน้าเบา ๆ ในใจ..
ได้สิ..
ถ้าอยากกู้หน้า งั้นก็ขอดูหน่อยว่าหน้าที่ว่าจะหนักพอให้ผมสนุกไหม
“ข้าเนี่ยแหละจะกู้หน้าให้พรรคคุ้มภัยตะวันออกของข้า!!”
“เออ ๆ จะกู้หน้าหรือจะทำอะไรก็เรื่องของเจ้า..”
ผมพูดไป มือก็เรียกกระแสธาราออกมาคล้ายจะบอกโลกว่า ไม่ได้มีแค่ฝีปากนะเว้ย ฝีมือก็พกมาด้วย แล้วก็ไม่ใช่แค่พกมาโชว์ด้วยสิ
“ผู้อาวุโสฮู ข้าพร้อมแล้ว และดูท่าไอ้บื้อนั่นก็พร้อมแล้ว เชิญเริ่มการประลองเลยเถิด..
ข้าอยากจะเคาะสนิมออกของหัวมันเต็มแก่แล้ว!”
พอผมพูดจบ..
ฮูจินก็หันไปมองหรงเฉียนตามระเบียบ ซึ่งหมอนั่นก็ผงกหัวตอบแบบไม่มีอิดออด เหมือนอยากจะลุยเต็มแก่แล้วเหมือนกัน
“หากพร้อมแล้ว การประลองในรอบแบ่งสายคู่ที่หนึ่ง..
เริ่มได้!!”
เสียงประกาศของฮูจินดังลั่น ก่อนร่างเขาจะลอยขึ้นเหนือเวทีเหมือนจะเปิดพื้นที่ให้พวกเราจัดกันให้เต็มที่
ในใจผมน่ะเหรอ?
แค่คิดว่าเอาล่ะ..
ได้เวลาสะสางทั้งเสียงด่า ทั้งคำขู่ ทั้งหอกของหมอนี่สักที
เสียงกรรมการยังไม่ทันจาง ผมก็พุ่งเข้าใส่ไอ้หอกยาวตรงหน้าแบบไม่คิดมาก
ผมอยากจะรู้เหมือนกัน ว่า 'สนิม' ในหัวหมอนั่นหนักกี่กิโลกรัม..
คงต้องชั่งดูหลังจากเคาะออกหมดแล้ว
จากระยะยืน มันควรจะได้เปรียบผมนิดหน่อยด้วยซ้ำ
แต่ดูเหมือนผมจะเร็วกว่าหน่อยนะ..
กระบี่ในมือเลยฟาดใส่มันก่อน
เพลงกระบี่โบยสวรรค์เริ่มร่าย ร่างผมเคลื่อนไหวอย่างเป็นจังหวะ เท้าซ้ายขวาขยับตามเคล็ดวิชาท่าร่างเหยียบขุนเขาที่สลับกับท่าเท้าเงาเร้นกาย
ซึ่งเอาจริง ๆ การประลองปัญจมิตรนี่ทำให้ผมเสียเปรียบอยู่บ้างนะ..
มีหลายวิชาที่ผมใช้ไม่ได้โดยเฉพาะวิชาที่เป็นเอกลักษณ์ของยี่ฟู่
ใครจะไปรู้ว่าแถวนั้นมีคนจ้องจะจับผิดผมอยู่รึเปล่า..
หอกในมือไอ้หรงเฉียนก็ไม่ใช่ของประดับ มันกันกระบี่ผมได้ทุกดอก แถมยังคุมระยะได้ดีชะมัด
แน่นอน.. มันพยายามไม่ให้ผมเข้าใกล้ระยะที่ดีที่สุดของกระบี่ แถมยังคอยกันให้ผมออกห่างให้อยู่ในระยะหอกด้วย
นี่มันเหมือนฉากรีรันจากตอนเจอฟ่งจื่อชิวเป๊ะเลย
แต่ที่ไม่เหมือนคือ..
หมอนี่มันเอาจริง
สายตามันไม่เล่น พลังในท่าทางมันไม่ใช่น้อย ๆ
มันตั้งใจจะเอาชนะผมให้ได้จริง ๆ
ผ่านไปสิบห้ากระบวนท่า ผมก็เริ่มเห็นสัญญาณดี คมกระบี่ของผมค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้มันมากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกระดาษทรายขูดเข้าใกล้เป้าหมาย
ท่าทางของหรงเฉียนก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเช่นกันในตอนที่ระยะกระบี่ของผมค่อย ๆ คืบเข้าหามันมากขึ้นเรื่อย ๆ
มันเริ่มเกร็ง เริ่มกลัว แล้วก็มาตามคาด
หมอนั่นเปลี่ยนท่า..
ทันทีที่มันใช้สองมือจับหอกแน่นแล้วหมุนตัววูบใหญ่ ผมต้องถอยหนึ่งก้าวทันที
ปราณธาตุลมที่ถูกปลดปล่อยออกจากหอกมันฟาดแรงพอจะทำให้หน้าของผมยุบได้ถ้าประมาทไปนิดเดียว
แต่เจ้าหอกยาวไม่ยอมแค่นั้น
มันควงหอกได้รอบหนึ่ง แล้วทันใดก็ทิ่มปลายศาสตราลงพื้นอย่างแรง
มันไม่ได้แค่ทิ่มหอกลงพื้น!
หมอนั่นยังออกแรงงัดแผ่นพื้นสนามเหมือนกำลังจะขอดเกล็ดปลา
ต่างกันแค่แผ่นพื้นสนามที่มันงัด มีขนาดใหญ่กว่าเมตรครึ่ง!
ยังไม่ทันจะตั้งหลัก ฝ่าเท้าหมอนั่นก็เตะเข้าใส่ก้อนหินอย่างพอดิบพอดี
ไอ้แผ่นหนา ๆ นั่นก็พุ่งเข้าหน้าผมแทบจะทันที
แผ่นหินที่ลอยมานั้นมันใหญ่พอที่จะทำให้ผมไม่อาจเห็นคนที่อยู่ทางด้านหลังของแผ่นสนาม
ไม่ต้องสืบ..! นี่คงเป็นแผนของมันที่หวังจะใช้บังสายตา
แผนเก่าใช้ได้.. แต่ก็มักจะได้ผลเสมอ..
ในหัวของผมวิ่งวุ่นคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้น!
แต่เวลามันก็ไม่เหลือให้คิดมากมายนัก ผมเลยต้องยกกระบี่ขึ้นฟันใส่แผ่นหินเป็นอันดับแรก
ผัวะ..!!
แผ่นหินขาดเป็นสองซีกตามแนวกระบี่ที่ตัดเฉือน ผมรีบใช้ฝ่าเท้าหมุนเตะแผ่นทางด้านขวาให้กระเด็นไปทางอื่น พร้อมกันก็ได้เอี้ยวหลบแผ่นหินอีกก้อนที่เหลือไปในขณะเดียวกัน
ทันทีที่แผ่นหินแผ่นทางด้านซ้ายกำลังจะลอยผ่านไป..
หางตาของผมก็ได้มองเห็นเงาสะท้อนมาจากทางด้านนั้น
เคร้ง..!
ผมสามารถยกกระแสธาราขึ้นมาป้องกันคมหอกของหรงเฉียนได้ทันแบบเฉียดฉิว
แต่เหมือนหรงเฉียนจะไม่พอใจที่ผมสามารถรับอาวุธของมันได้!
“กระบวนที่สอง ย้อนตะวัน!!”
พลังในหอกมันเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มีสายลมหมุนวนอยู่ตรงปลายราวกับจะบอกว่าระวังให้ดี
หอกนั่นพุ่งเข้ามาแบบดูเหมือนสุ่มจิ้มมั่ว ๆ แต่ผมไม่ซื้อหรอก
หมอนี่มันไม่ได้โง่ มันวางหมากมาแล้ว
มันเดาไว้แล้วว่าหลังแผ่นหินที่เพิ่งแตกออกเมื่อครู่จะต้องมีร่างของผมยืนอยู่แน่ ๆ
แผนมันไม่ได้แย่
แต่โชคร้ายที่มันไม่ได้มีเนตรจ้าวมังกรเหมือนผม..
โผล๊ะ!!
ปลายหอกนั่นพุ่งทะลวงผ่านแผ่นหินที่ผมเพิ่งหลบเมื่อครู่จนมันแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
แต่สิ่งที่รออยู่ด้านหลัง ไม่ใช่ร่างไร้ทางสู้แบบที่หมอนั่นหวังหรอก
สิ่งที่รอมันอยู่คือแสงสีทองเข้มวาบเจิดจ้า
ปราณมาศที่ผมหน่วงไว้อย่างหนาแน่น
“ข้าเห็นทุกการเคลื่อนไหวของเจ้าตั้งแต่แรกแล้ว..
หรงเฉียน!!”
ตอนนี้ผมมองมันด้วยวิชาเนตรฯ และมันไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ขั้นที่ 3 อสูรสูญ!!”
ป่ง!! กระบี่ของผมตวัดจากล่างขึ้นบน เสียงมันกระแทกกับปลายหอกที่เต็มไปด้วยพลังวาโยของหรงเฉียนดังสนั่น ก่อนที่หอกจะหลุดลอยขึ้นไปอย่างหมดท่า
แต่ผมไม่ปล่อยให้จังหวะทองหลุดมือ
ทันทีที่กระบี่ฟาดหอกจนหลุด ผมหมุนตัวครึ่งรอบทันที ศอกซ้ายแทงสวนเข้าไปตรงชายโครงเสียงดัง อัก! ตัวมันก็งอลงเหมือนกุ้งโดนน้ำร้อนเดือด
แต่ยังไม่จบ!
ผมหมุนอีกที รอบนี้เอาด้ามกระบี่ฟาดเข้าปลายคางแบบเน้น ๆ จนตัวที่เคยงอนั้นพลิกกลับหงาย ลอยพรวดขึ้นจากพื้นอย่างสวยงาม
พอเห็นร่างมันลอย..
ผมอาศัยแรงเหวี่ยงที่ยังหลงเหลือจากการหมุนตัวรอบก่อน หมุนเสริมอีกทีหนึ่ง แล้วก็เตะเข้าใส่สีข้างมันในท่า 'จระเข้ฟาดหาง' แบบไม่ให้ตั้งตัว
ตูม!! มันปลิวไปไถแผ่นหินเป็นเมตร ๆ จนหล่นตกเวทีแทบจะในทันที
“ผู้ชนะได้แก่..
หลิวเจี้ยนแห่งสำนักสี่ขุนเขา!
มันได้ผ่านเข้าไปยังสายบนส่วนหรงเฉียนนั้นตกลงไปแก้ตัวในสายผู้แพ้อีกครั้งหนึ่ง”
ฮูจินรีบประกาศออกไปเมื่อแลดูแล้วว่าสติของหรงเฉียนโผบินไปไกลลิบ
ก่อนที่จะส่งสัญญาณไปทางหน่วยพยาบาลให้รีบขึ้นไปประถมพยาบาลให้แก่ผู้พ่ายแพ้ต่อไป..
“ดูเหมือนจะขึ้นสนิมแหะเรา..
กะให้มันเข้าใกล้หอกของมันมากกว่านี้อีกสักนิด..”
ผมยกมือขึ้นบังตา ทำท่าเหมือนกำลังมองหาแดดอยู่ ทั้งที่จริง ๆ ก็แค่ทำท่าล้อเลียนคนที่ผมเพิ่งชนะมาหมาด ๆ นั่นแหละ
“ดูเหมือนต้องหาลูกบอลมาเดาะเล่นเคาะสนิมสักหน่อยแล้ว..”
ให้ทำไงได้..
มันมากล่าวหาผมก่อนเองนะ..
“นะ..นั่นมันอะไรกัน! ดูกี่ทีก็ไม่ใช่การล้มมวย!”
“ใช่! ดูอย่างไรไอ้คนแซ่หลิวคนนั้นก็เก่งกาจจริง ๆ การโจมตีสามครั้งต่อเนื่องนั่นเป็นใครก็ล้มหมอบเหมือนเจ้าคนแซ่หรงคนนั้น”
“นี่พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือ ไอ้ศิษย์สำนักสี่ขุนเขาคนนั้นมันผ่านเข้ารอบมาโดยง่าย เหงื่อแทบไม่ออก ต่างจากหรงเฉียนที่กรำศึกมาจนตัวกรอบ”
“ใช่ ๆ หากหลิวเจี้ยนคนนั้นอ่อนล้าเหมือนหรงเฉียน ข้าเชื่อว่ามันคงไม่รวดเร็วเหมือนเมื่อครู่นี้แน่ ที่มันผ่านเข้ารอบได้เพราะมันสบายกว่าคนอื่น ๆ ก็เท่านั้น”
“นี่ตาเจ้าบอดหรือไม่? ดูอย่างไรเจ้าเด็กแซ่หลิวคนนั้นก็มีฝีมือมากมายจริง ๆ”
“เจ้านั่นแหละแก่จนดูได้ไม่ทั่วแล้วว่าเป็นเพราะมันยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือต่างหาก!”
เสียงบนอัฒจันทร์ตอนนี้แตกเป็นสองขั้วชัดเจนเลย
บางพวกยังทำหน้าเหมือนผมเป็นไอ้กระจอกที่ผ่านเข้ารอบเพราะโชคช่วย อีกพวกเริ่มหรี่ตาเหมือนเริ่มมองเห็นแววบางอย่างในตัวผมเข้าแล้ว
ถ้าถามผมเหรอ?
ก็นะ.. ซาแซงพวกนี้มันเอาใจยากชะมัดให้ตายสิ