ความเดิมตอนที่แล้ว
เพราะต้องการช่วยว่าที่ชายาให้พ้นจากคำครหาเฉินเสวี่ยหยางจึงดื่มยาที่ส่งผลร้ายต่อร่างกายของตนภายในรุ่มร้อนดั่งลมปราณถูกเผาผลาญ แต่เพราะโชคชะตาหรือมีสิ่งใดดลบันดาลฝนได้ตกลงมาในเวลานั้น ร่างกายจึงฟื้นคืนสภาพและหายเป็นปกติ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดขององค์หญิงรองหลินทว่าสถานการณ์ของผู้นำตระกูลซ่งกลับไม่อย่างนั้น ซ่งเผิงจิ่นออกคำสั่งแก่หน่วยอารักขาให้อพยพคนในตระกูลออกไปจนหมดเพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์เลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ท่านผู้นำยังรับรู้การกระทำอันชั่วช้าของบุตรชายตนผ่านการบอกเล่าของสหายอย่างหม่าจิ่นเทา แม้นว่าเขาไม่อยากเชื่อสิ่งเหล่านั้น แต่เพราะหลักฐานชี้ชัดทำให้ซ่งเผิงจิ่นอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากเขาเพิกเฉยหรือทำลายหลักฐานก็เท่ากับทำลายชีวิตคนทั้งตระกูลพวกเขาจะถูกตั้งข้อหากบฏซึ่งมีโทษร้ายแรง ในทางกลับกัน หากว่าเขาตัดสินใจใช้หลักฐานนั่นเพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดีก็เท่ากับว่าเขาได้ยืนอยู่คนละฝั่งกับบุตรชายตน ความนี้รู้ไปถึงหูของซ่งเจียอีผู้เป็นบุตรสาวนางรีบหนีออกมาจากที่นั่นดั่งคนไร้สติ จิตใจล่องลอย หวนคำนึงถึงอดีต ชีวิตครอบครัวทั้งบิดามารดาของตน หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตของนาง นับจากนี้ไปตลอดกาล
จวนสกุลหม่า
ตึก ๆ ๆ
“ ท่านพ่อ ”
เสียงหม่าเสียนเย่เอ่ยเรียกบิดาที่เพิ่งกลับมาถึงหน้าเรือนพัก
หม่าจิ่นเทา : “ เสียนเย่ ยังไม่นอนอีกหรือ? ”
หม่าเสียนเย่ : “ ขอรับ ลูกมารอพบท่าน ”
เพียงได้ฟังความและมองเห็นสีหน้าแววตาผู้นำหม่าก็รู้ว่าบุตชายมีเรื่องร้อนใจจนไม่สามารถทนรอให้ถึงวันพรุ่งสองพ่อลูกเข้าไปนั่งปรึกษากันในห้องปรุงยา ขณะที่ผู้คนต่างหลับใหลและเงียบสงัด
หม่าจิ่นเทา : “ เรื่องที่เจ้าจะพูดคือเรื่ององค์ชายใหญ่ใช่หรือไม่? ”
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านพ่อรู้ได้อย่างไร? ”
หม่าจิ่นเทา : “ ดูสีหน้าเจ้าก็รู้ ได้ข่าวว่าองค์หญิงกลับมาก่อนกำหนดแปลว่าในจวนต้องเกิดเรื่องและการที่เจ้าถูกเรียกตัวไปในเวลาแบบนั้นก็มีอยู่แค่เรื่องเดียวองค์ชายอาการกำเริบ ”
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านพ่อเฉียบแหลมนัก อย่างกับว่า อยู่ในเหตุการณ์”
หม่าจิ่นเทา : “ สงสัยรึ ว่าเหตุใดอาการถึงได้กำเริบ ทั้งที่องค์ชายดื่มยามิได้ขาด”
หม่าเสียนเย่ : “ องค์ชายไม่ได้เพิ่งป่วย เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนกินแล้วแสลงโรคแต่กลับบอกทุกคนว่าอยากกินน้ำแกงรากบัว จึงให้ในครัวตุ๋นมาให้ แถมยังใส่ของที่มีฤทธิ์เย็นมากมายลงไปด้วยท่านว่านี่มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ? ”
หม่าจิ่นเทา : “ แน่นอนว่าเขารู้ แต่เสียนเย่ ทุกคนต่างมีบทที่ต้องเล่น ขึ้นอยู่กับว่าจะเล่นให้ใครดู”
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านพ่อหมายความว่าองค์ชายตั้งใจดื่มน้ำแกงนั่น ทั้งที่รู้ว่าอาจถึงตายได้น่ะเหรอ? ”
หม่าจิ่นเทา : “ องค์ชายหลินมิใช่คนโง่ แต่บางครั้งคนเราก็ไม่มีทางให้เลือกมากนัก ”
หม่าเสียนเย่ : “ ฆ่าตัวตายเนี่ยนะขอรับ? ”
หม่าจิ่นเทา : “ หลังจากเกิดเรื่อง องค์หญิงสามยังถูกลงทัณฑ์ต่อรึไม่? ”
หม่าเสียนเย่ : “ ไม่ขอรับ หยุดไว้แต่เพียงเท่านั้นท่านเจ้าเมืองเลยสั่งกักบริเวณนาง นี่ท่านพ่อจะบอกว่าองค์ชายทำเช่นนี้ก็เพื่อช่วยองค์หญิงสามหรือขอรับ? จะเป็นไปได้อย่างไร? ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ใช่เรื่องที่จะทำอย่างนั้นได้เลยที่สำคัญ เรื่องนี้ยังทำให้เพ่ยหนิง เอ่อ! องค์หญิง ถูกมองว่าคิดร้ายต่อพี่ชายอีกด้วย ”
หม่าจิ่นเทา : “ เพราะองค์ชายมั่นใจว่าหากมีคนผู้นั้นอยู่เขาจะไม่มีทางปล่อยให้องค์หญิงต้องได้รับความไม่เป็นธรรม จึงได้ตัดสินใจทำเช่นนั้น”
ฟืด!.. หม่าเสียนเย่ถอนหายใจด้วยความรู้สึกขัดใจอยู่นิดๆ
หม่าเสียนเย่ : “ เอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยง องค์ชาย ท่านนี่เข้าใจหาเรื่องใส่ตัวเสียจริง”
หม่าเสียนเย่ลังเลอยู่ในใจเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามบิดาว่า
หม่าเสียนเย่ : “ แล้ว.. ผู้นำซ่งล่ะขอรับ? ”
หม่าจิ่นเทานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาดูเคร่งขรึมเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เกินมือ
หม่าจิ่นเทา : “ ข้าหวังว่าเขาจะรีบตัดสินใจทำในสิ่งที่สมควรก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป ”
หม่าเสียนเย่ : “ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ซ่งจื่อรุ่ยกลับไม่ยอมโผล่หัว ช่างสารเลวชั่วช้าจนยากจะหาที่ใดเปรียบ ”
เมื่อสมควรแก่เหตุ ผู้นำหม่าตัดสินใจตัดบท เปลี่ยนเรื่องพูดคุยกับบุตรชายเพื่อลดบรรยากาศที่ตึงเครียด
หม่าจิ่นเทา : “ ดึกแล้ว เจ้าก็รีบไปนอนเถอะ เจ้าเองก็ด้วยแอบฟังอยู่นานแล้วไม่ใช่เรอะ? ”
จู่ ๆ หม่าจิ่นเทาก็ใช้คำพูดด้วยน้ำเสียงดัง เพราะรู้ว่ามีใครอีกคนแอบยืนฟังอยู่ที่หน้าประตู
“ โธ่.. ท่านลุง ท่านจะหูดีเกินอายุไปแล้ว ”
ครั้นได้ยินความ คนผู้นั้นก็ตอบกลับพลางเดินออกมาปรากฏตัวด้วยท่าทางเก้ๆ กัง ๆ หลังรู้ว่าถูกจับได้ ซึ่งนางก็คือหม่าซูซิน
หม่าซูซิน : “ ข้าแค่เห็นว่าไฟยังสว่างอยู่ ก็เลยเดินเข้ามาดูไม่ได้ตั้งใจแอบฟังเสียหน่อย ”
หม่าจิ่นเทา : “ อย่างนั้นรึ? ”
หม่าซูซิน : “ จริง ๆ ข้าไม่ได้ยินอะไรเลยนะ ”
หม่าเสียนเย่ : “ เอาเถอะ ดึกแล้ว แยกย้ายกันไปพักผ่อน ”
หม่าซูซิน : “ ท่านเพิ่งจะง่วงหรอ? จนข้าหลับไปหลายตื่นแล้ว ”
หม่าเสียนเย่ : “ งั้นท่านพ่อก็พักผ่อนเถิดขอรับ พวกข้าขอตัว ”
หม่าจิ่นเทา : “ ไปเถอะ ”
หม่าซูซิน : “ ราตรีสวัสดิ์ท่านลุง ”
หลังจากที่บุตรชายและหลานสาวให้หลังไปผู้นำเดินไปนั่งที่โต๊ะพลางตริตรองอยู่เพียงลำพัง ..“ องค์ชาย จนบัดนี้ ท่านก็ยังไม่เปลี่ยน”.. ดูเหมือนว่าหม่าจิ่นเทาจะรู้เรื่องราวบางอย่างทั้งยังเก็บงำมาเป็นเวลาเนิ่นนาน การกระทำขององค์ชายใหญ่ที่น่าสงสัย จนทำให้องค์หญิงรองเกือบต้องเสื่อมเสียเขาทำไปเพื่อหวังผลใดกันแน่ สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนา ทางด้านเรือนรับรองในจวนเจ้าเมืองเฟยหมิงนำความมาแจ้งแก่เฉินเสวี่ยหยางซึ่งนั่งเดินหมากอยู่ในห้อง
เฟยหมิง : “ เจ้าเมืองน้อยขอรับ คนของเราส่งข่าวมาว่า จวนหม่าเคลื่อนไหวแล้วขอรับ”
เฉินเสวี่ยหยางนิ่งเงียบ ทว่ากลับนั่งมองวิถีเดินหมากของเขาอย่างใจเย็น
เช้ารุ่งขึ้น ที่แหล่งกบดานของซ่งจื่อรุ่ย
ซ่งจื่อรุ่ย : “ อะไรนะ?! นี่เจ้าจะบอกว่ามีคนหนีรอดไปได้ เลยนำความไปบอกตาเฒ่าหม่ามันก็เลยเอาหลักฐานไปส่งให้พ่อข้าอย่างนั้นเหรอ? ”
ซ่งจื่อรุ่ยหัวเสีย หลังจากได้รับข่าวจากลูกสมุนว่ามีชาวบ้านบางส่วนหนีรอดกลับมาได้และนำความไปแจ้งแก่ฝ่ายพลเรือน จนเรื่องนี้รู้ไปถึงบิดาเขา ทั้งยังมีหลักฐานเอาผิดส่งไปถึงจวนซ่ง
ซ่งจื่อรุ่ย : “ หม่าจิ่นเทา แก่แล้วแส่ไม่เข้าเรื่อง ต้มยาอยู่บ้านดี ๆ ไม่ชอบ ไปจัดการมัน ให้มันรู้ว่าเรื่องไหนที่มันไม่ควรสะเออะเข้ามายุ่ง ”
ลูกสมุน : “ ขอรับ ”
ครั้นรับคำสั่ง ลิ่วล้อในชุดอำพรางก็จากไปอย่างเชื่อฟัง
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ท่านพ่อ เห็นทีลูกชายผู้แสนดีอย่างข้าคงต้องไปเยี่ยมท่านเสียหน่อยแล้ว ”
ซ่งจื่อรุ่ยหรือจะปล่อยให้หลักฐานเอาผิดตนเล็ดลอดออกไปเป้าหมายในการกลับไปจวนซ่งครานี้คงไม่ส่งผลดีต่อสัมพันธ์พ่อลูกและเรื่องคงไม่จบลงโดยง่าย
และเนื่องในโอกาสเทศกาลดอกไม้ไฟบรรยากาศในวันนี้จึงครึกครื้นกว่าปกติ ถนนทุกเส้นบ้านเรือนทุกหลังถูกประดับประดาด้วยโคมไฟลวดลายสวยงามชาวบ้านต่างพากันออกมาเดินดูความน่าตื่นตาตื่นใจกันตั้งแต่เช้าตรู่บ้างก็นำสิ่งของมาวางขาย บ้างก็ออกมาจับจ่ายใช้สอยมีเด็กเล็กเด็กน้อยวิ่งเล่นสนุกสนาน รวมทั้งบริเวณหน้าจวนตระกูลหม่าที่ตกแต่งอย่างอลังการสมฐานะจวนท่านผู้นำด้านนอกจวนมีผู้คนนำสินค้ามาวางเรียงรายเพื่อให้ชาวบ้านได้มาเยี่ยมชมอย่างละลานตา มีทั้งร่มทั้งโคมไฟ ร้านขายดอกไม้ ขายมีด ขายซาลาเปาและหมั่นโถว ตลอดจนน้ำตาลปั้นและร้านบะหมี่ ผู้คนออกมาเดินเที่ยวชมกันไม่ขาดสาย จนหม่าซูซินยังต้องเอ่ยปาก
หม่าซูซิน : “ เหตุใดปีนี้ถึงได้ดูคึกคักนัก? พี่เสียนเย่ ท่านดูสิ ”
หม่าซูซินชี้ให้พี่ชายมองออกไปที่หน้าจวนซึ่งเปิดประตูค้างไว้หม่าเสียนเย่จึงหันมองด้วยสีหน้าที่ไม่ยินดีนัก เนื่องจากรู้สาเหตุ
หม่าซูซิน : “ อ๋อ.. ข้ารู้ละ พวกเขามารอดูองค์ชาย ว่าที่เขยนี่เอง ถึงว่า..พี่ข้าหน้าไม่สบอารมณ์ตั้งแต่เช้า ”
และเมื่อคุณหนูรองหม่าเดินออกมาด้านนอกเพื่อนำโคมมาแขวนที่หน้าจวน นางก็เห็นสิ่งที่น่าแปลก
หม่าซูซิน : “ เอ๊.. พวกพ่อค้ามาใหม่หรอ? ไยข้าไม่เคยเห็นหน้า? ”
นางยืนบ่นพึมพำอยู่เพียงลำพังกระทั่งหม่าเสียนเย่เดินตามออกมา
หม่าซูซิน : “ อ้าว! ท่านจะไปแล้วหรอ? ”
หม่าเสียนเย : “ อื้ม ต้องรีบไปดูองค์ชาย ว่าจะแวะรับเสี่ยวเหยาไปด้วยกันไม่รู้นางจะสะดวกไหม เจ้าอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนท่านพ่อไปก่อน เดี๋ยวพี่กลับมา ”
หม่าซูซิน : “ ได้ ท่านเดินทางดี ๆ ล่ะ ”
“ ว้าย.. ตายแล้ว รูปงามอะไรเช่นนี้ คุณชายคุณชาย ทางนี้เจ้าค่ะ ”
ไม่ทันที่หม่าเสียนเย่จะก้าวขึ้นรถม้าออกไปสองพี่น้องได้ยินเสียงสตรีอุทานด้วยความตื่นเต้น ส่งเสียงดังมาแต่ไกลทำให้คุณหนูหม่าซึ่งกำลังเดินกลับเข้าไปในจวน และหม่าเสียนเย่ที่กำลังก้าวเหยียบบันไดรถม้าจำต้องหยุดฝีเท้า และหันหน้าไปมอง ทั้งสองมองเห็นบุรุษรูปร่างสง่าในชุดสีทึบเดินนำหน้าผู้ติดตามซึ่งเป็นชายอีกหนึ่งคน บุรุษผู้นี้รูปร่างสูงโปร่ง นัยน์ตาคมดุในมือของเขาถือพัดโบกไปมาเบา ๆ เยี่ยงคุณชายสูงศักดิ์
หม่าซูซิน : “ ใครกันน่ะ? พี่เสียนเย่ ”
หม่าเสียนเย่ : “ คงเป็นคุณชายซู ”
หม่าซูซิน : “ อ๋อ.. เนี่ยน่ะหรอ ซูหมิงเยว่ หนุ่มรูปงามอันดับสองแห่งหนานจิ้ง เชอะ! ไม่เห็นจะหล่อตรงไหน สู้พี่ข้าก็ไม่ได้ ”
สตรีชาวบ้าน : “ พวกเรา นั่นคุณชายหม่านี่ ว้าย.. คุณชาย คุณชายหม่าเจ้าขาทางนี้เจ้าค่ะคุณชาย คุณชาย ”
ทันทีที่บรรดาหญิงสาวหันมาเห็นหม่าเสียนเย่ยืนอยู่หน้าจวนพวกนางก็หันมาตื่นเต้นกับคุณชายหม่าด้วยอีกคนกระทั่งซูหมิงเยว่เดินมาพบกับหม่าเสียนเย่ เหล่าสตรีจึงพามากันมารุมล้อมสองบุรุษผู้หล่อเหลาเพื่อยลโฉมบุรุษรูปงามทั้งสอง ซูหมิงเยว่ได้เอ่ยทักทายหม่าเสียนเย่ตามมารยาท
ซูหมิงเยว่ : “ คุณชายท่านนี้ คงเป็นคุณชายหม่า ข้าซูหมิงเยว่ ยินดีที่ได้พบ ”
หม่าเสียนเย่ : “ เป็นเกียรติที่ได้พบคุณชายซูเช่นกัน ”
ซูหมิงเยว่ : “ ได้ยินชื่อเสียงมานาน วันนี้ได้เจอกับตัว บุรุษรูปงาม แถมยังเป็นหมออันดับหนึ่งแห่งหนานจิ้งช่างสมคำร่ำลือ ”
หม่าเสียนเย่ : “ คุณชายชมเกินไปแล้ว แค่เสียงร่ำลือกันไปต่าง ๆนานา ท่านอย่าเก็บไปใส่ใจ ”
และเมื่อซูหมิงเยว่หันไปมองหม่าซูซินที่กำลังวางสีหน้าเชิดใส่เขา
ซูหมิงเยว่ : “ สตรีท่านนี้คงจะเป็นคุณหนูรองหม่า ยินดีที่ได้พบ ”
หม่าซูซิน : “ อืม ”
หม่าซูซินดูไม่ต้องชะตาเขาแต่แรกพบ จึงวางสีหน้าเชิดและไม่อยากเจรจาตอบกระทั่งซูหมิงเยว่มีท่าทีเปลี่ยนไป เมื่อพบความผิดปกติของชาวบ้านในละแวกนั้นพ่อค้าขายมีด และชายขายร่ม รวมทั้งคนขายซาลาเปาแอบมองพวกเขาด้วยท่าทางแปลก ๆคนเหล่านั้นแอบหยิบอาวุธที่ซุกอยู่ใต้กองร่ม และถาดใส่ซาลาเปาออกมา พร้อมกับพรรคพวกอีกหลายสิบคนซึ่งปลอมตัวปะปนมากับชาวบ้านต่างหยิบอาวุธพุ่งตรงมาที่พี่น้องตระกูลหม่าอย่างอุกอาจ ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ที่พบเห็น
ชาวบ้าน : “ ว้าย.. อะไรกันน่ะ? เร็ว รีบหนีเถอะ ”
ชาวบ้านพากันวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุ หม่าซูซินใช้เท้าถีบชายที่กำลังเงื้อมีดเข้าหาพี่ชายของตนและหันไปซัดฝ่ามือใส่คนร้ายอีกคนหนึ่งที่โผล่มาจากด้านหลัง ในขณะที่มีคนร้ายหลายคนตรงไปทำร้ายคนเฝ้าประตูและวิ่งเข้าไปในจวน
หม่าซูซิน : “ พี่เสียนเย่ ท่านกลับเข้าไปข้างในก่อน ทางนี้ข้าจัดการเอง ”
หม่าเสียนเย่ได้ฟังความก็รีบกลับเข้าไปในจวนเพื่อไปหาบิดา หม่าซูซินจึงอยู่รับมือกับคนเหล่านั้น ทั้งฝ่ามือ ท่วงท่าหาได้มีความหวาดหวั่นฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่ซูหมิงเยว่ถอยห่างจากระยะการต่อสู้และเฝ้าสังเกตท่วงท่าวรยุทธ์ของนางจนกระทั่งมีนักฆ่าจู่โจมนางจากด้านหลัง ในช่วงที่กำลังต่อสู้อย่างชุลมุน พัดที่อยู่ในมือของคุณชายซูถูกเหวี่ยงออกไปเฉือนคอคนร้ายที่หวังจู่โจมหม่าซูซินและยังตรงไปปลิดชีวิตคนร้ายที่เหลือล้มลงไปนอนกับพื้น ก่อนที่พัดเล่มนั้นจะลอยกลับมาอยู่ในมือเขาท่ามกลางความประหลาดใจของคุณหนูหม่า นางไม่คิดว่าคุณชายผู้ทำการค้าจะมีทักษะการต่อสู้ที่เหนือชั้นแววตาของนางเก็บซ่อนความสงสัยอยู่ลึก ๆ ทางด้านหม่าเสียนเย่ที่วิ่งกลับเข้ามาเขาตรงไปยังห้องทำงานของบิดา และเห็นว่าคนร้ายถูกซัดกระเด็นออกมาจากห้องทีละคน สองคนทั้งยังได้ยินเสียงการต่อสู้อย่างดุเดือดจากด้านใน สิ่งของแตกกระจาย ด้วยความเป็นห่วงเขาจึงพุ่งเข้าไปในห้อง และเห็นใครบางคนซึ่งโพกผ้าปิดหน้า หลบหนีออกไปทางหน้าต่างในขณะที่บิดายืนชิดผนังห้อง โดยกำกระบี่ไว้แน่น
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านพ่อ ”
หม่าจิ่นเทา : “ เสียนเย่ ”
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านเป็นอะไรหรือไม่? ”
หม่าจิ่นเทาส่ายหน้าตอบด้วยสีหน้าจริงจังแต่ไร้ซึ่งความกลัว
หม่าจิ่นเทา : “ ซูซินเล่า? ”
หม่าเสียนเย่ : “ จริงสิ! ซูซิน ”
และในเวลานั้นเองเสียงผู้ที่ถูกกล่าวถึงก็ดังมาจากด้านหน้าประตูห้อง
หม่าซูซิน : “ ข้าอยู่นี่ ”
หม่าซูซินปรากฏตัวทำลายความกังวลของพ่อลูกตระกูลหม่า ทั้งสองโล่งใจเมื่อเห็นนางปลอดภัย โดยด้านหลังของนางมีซูหมิงเยว่เดินตามมาพร้อมด้วยคนสนิทเมื่อทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ หม่าเสียนเย่ได้ปลีกตัวไปด้วยธุระที่จวนเจ้าเมือง
หม่าจิ่นเทา : “ เรื่องนี้ ไว้พ่อจะบอกแก่ท่านเจ้าเมืองในภายหลัง ”
หม่าเสียนเย่ : “ ขอรับ ”
หม่าจิ่นเทาเดินออกมาส่งบุตรชาย ทั้งยังแอบกำชับไม่ให้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปในจวนจึงเหลือเพียงเจ้าบ้านตระกูลหม่าพร้อมด้วยหลานสาวทำการรับรองแขกที่โถงห้อง
หม่าจิ่นเทา : “ ครั้งนี้ ได้คุณชายซูช่วยไว้ ต้องขอบคุณท่านแล้ว ซูซิน ยังไม่รีบขอบคุณคุณชายซูอีก ”
หม่าซูซินเมิน
ซูหมิงเยว่ : “ ไม่ต้อง ไม่ต้อง แค่เรื่องเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ขึ้นชื่อว่าบุรุษ ไม่อาจทนดูสตรีถูกรังแก ”
หม่าซูซิน : “ เจ้าพูดใหม่สิ ใครถูกรังแก ข้าคุณหนูรองหม่า ล่าหมี ควักหัวใจเสือข้าก็ทำมาแล้ว แค่นี้ไม่คณนามือข้าหรอก ไม่เห็นต้องให้เจ้ามาช่วย ”
หม่าซูซินแย้งขึ้นทันควัน เพราะสตรีอาจหาญเช่นนางไม่เคยยอมเสียหน้าให้กับบุรุษหน้าไหนกระทั่งผู้นำหม่าเอ่ยปราม
หม่าจิ่นเทา : “ ซูซิน อย่าเสียมารยาท ”
หม่าจิ่นเทาปรามหลานสาวตามมารยาทและหันไปสนทนากับซูหมิงเยว่
หม่าจิ่นเทา : “ ถึงอย่างไร ก็ต้องขอบคุณคุณชายสำหรับเรื่องในวันนี้ หวังว่าคราวหน้าคงมีโอกาสได้ตอบแทน”
หม่าซูซิน : “ ยังมีคราวหน้าอีก ”
หม่าซูซินบ่นพึมพำ ทำให้ซูหมิงเยว่อยากแกล้งเพื่อยั่วโมโหนาง
ซูหมิงเยว่ : “ งั้นข้าจะไม่เกรงใจ ครั้งหน้าคงมีโอกาสได้ดื่มชาที่จวนท่านอีกชาสมุนไพรดีเช่นนี้ ถูกใจข้านัก ”
หม่าซูซิน : “ หืม.. ”
หม่าซูซินเน้นเขี้ยวเน้นฟันง้างไม้ง้างมืออยู่ด้านหลังผู้นำ
หม่าจิ่นเทา : “ ยินดี ยินดี ”
ซูหมิงเยว่ : “ วันนี้ ข้ายังมีธุระต้องไปต่อ เช่นนั้นคงต้องขอลา คุณหนูรองแล้วเจอกัน ”
หม่าซูซิน : “ เจอกับผีน่ะสิ ”
ซูหมิงเยว่ยิ้มที่ยั่วโมโหคุณหนูหม่าได้สำเร็จก่อนจะหันไปพูดกับคนสนิทของตน
ซูหมิงเยว่ : “ เสี่ยวชง ไป ”
เขากล่าวลาเจ้าบ้านตระกูลหม่า แล้วก็เดินออกไปเมื่อเดินมาถึงหน้าจวน เขาได้หยุดฝีเท้าพร้อมสีหน้าแววตาที่เปลี่ยนไป จากท่าทางที่ดูเป็นมิตรกลับกลายเป็นแววตาซ่อนคม
เสี่ยวชง : “ คุณชายขอรับ คุณหนูหม่าผู้นี้ดูน่าสนใจจะใช่คนผู้นั้นหรือไม่ขอรับ? ”
ซูหมิงเยว่ : “ ฝีมือนางก็นับว่าไม่เลว แต่ยังเทียบกับคนคนนั้นไม่ได้หรอก อีกอย่าง ฝีมืออย่างเขา จะเป็นสตรีไปได้อย่างไร ”
.. “ จอมยุทธไป๋ เจ้ามัวไปหลบอยู่ที่ไหนกัน? ”.. ซูหมิงเยว่เดินออกประตูจวนหม่าไปด้วยแววตาคมกริบ เก็บซ่อนความคิดเขากำลังตามหาจอมยุทธไป๋ แต่ด้วยเหตุผลใดนั้นยากที่จะรู้ ทางด้านหม่าซูซินและผู้นำหม่าที่อยู่ในจวนหลังจากซูหมิงเยว่ได้กลับไปแล้ว
หม่าซูซิน : “ ท่านลุง ท่านไปรับรองเขาทำไมกัน? ”
หม่าจิ่นเทา : “ ไม่เห็นเป็นไรนี่ ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ได้ชื่อว่าติดหนี้บุญคุณเขา”
หม่าซูซิน : “ เฮ่ย.. คำก็หนี้บุญคุณ สองคำก็หนี้บุญคุณ ท่านรู้เหรอว่าซูหมิงเยว่ผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่ ข้ากลับรู้สึกว่าเขาดูไม่น่าไว้ใจอยู่นะ ท่านคิดดูสิ จู่ๆ คนผู้นี้ก็โผล่มาปรากฏตัวที่หนานจิ้ง เทือกเถาเหล่ากอเป็นใคร มาจากไหนไม่มีใครรู้ทำการค้าจนร่ำรวยเป็นกอบเป็นกำ เดือนเดียวกลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางการค้าพ่อค้าแม่ค้าน้อยใหญ่ไม่มีใครไม่รู้จักเขา แถมเมื่อครู่ ฝีมือการต่อสู้ก็ไม่ธรรมดาด้วยคนอะไรจะไร้ที่ติปานนั้น ”
หม่าจิ่นเทา : “ ข้าก็ไม่ได้บอกว่าต้องไว้ใจเขา มีน้ำใจกับเขาหน่อย ก็ไม่เสียหาย ”
หม่าซูซิน : “ ท่านน่ะใจดีกับคนมากไปแล้ว ดูอย่างตระกูลซ่งสิท่านไม่กลัวหรือว่าเรื่องจะลามมาถึงท่านน่ะ ไม่แน่นะ พวกที่มาวันเนี้ยะอาจเป็นเพราะเรื่องนี้ก็ได้ ”
ท่านผู้นำได้ฟังก็นิ่งไปชั่วครู่ หากแต่ยังกลบเกลื่อน
หม่าจิ่นเทา : “ ไหนบอกว่าไม่ได้ยินอะไรไง? ”
หม่าซูซิน : “ เอ่อ.. ก็.. ”
ด้วยความร้อนใจหม่าซูซินจึงหลุดปากถึงเรื่องที่ได้ยินไปเมื่อคืน
หม่าซูซิน : “ โธ่เอ๊ย! ช่างเถิดน่า ท่านอย่าเปลี่ยนเรื่องสิข้ากำลังห่วงเรื่องความปลอดภัยของท่านอยู่นะ อุตส่าห์ไม่ลงมือถึงตาย จะได้ลากตัวมาสอบสวนแต่ซูหมิงเยว่ผู้นี้สิ ดันมาทำเสียเรื่อง พวกที่เหลือก็ชิงฆ่าตัวตายหนีกันไปหมด เลยไม่รู้เลยว่าพวกมันเป็นใครกันแน่ ว่าแต่.. เมื่อกี้นี้ใครกันที่มาช่วยท่าน ท่านเห็นหน้าเขารึเปล่า? ”
หม่าจิ่นเทานิ่งเงียบ ไม่ตอบคำถามของหลานสาว แต่ในความเงียบของเขาไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รู้เขาเพียงเลือกที่จะนิ่ง เพื่อให้บทสนทนาจบสิ้นลง
ถัดมาที่หม่าเสียนเย่ซึ่งนั่งอยู่ในรถม้าระหว่างทางไปจวนเจ้าเมือง เขายังคงนึกถึงภาพชายโพกผ้าปิดหน้าที่เขาเห็นในขณะที่เข้าไปช่วยบิดาคนผู้นั้นลักษณะท่าทางดูคุ้นตายิ่งนัก ทว่านึกอย่างไรก็นึกไม่ออกกระทั่งรถม้าได้หยุดลงกะทันหันและทำให้เขาหยุดคิดเรื่องดังกล่าว ทันทีที่แง้มม่านหน้าต่างก็พบนายกองหน่วยทหารเกราะเหล็กนั่งอยู่บนหลังม้าพร้อมด้วยทหารติดตามอีกหลายสิบคน
นายกองทหาร : “ คุณชาย ข้าได้รับคำสั่งให้มารับท่าน ”
หม่าเสียนเย่ยิ่งประหลาดใจและนึกสงสัยว่าเหตุใดจึงมีทหารมารอรับตนทั้งที่ไม่มีเหตุจำเป็น ราวกับว่ามีคนในจวนเจ้าเมืองคอยติดตามความเคลื่อนไหว จึงทราบเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเลยส่งพวกเขามาคอยอารักขา คำถามต่อมาคือคนผู้นี้จะใช่ท่านเจ้าเมืองหรือไม่ ที่สำคัญคือรู้ได้อย่างไรข้อสงสัยมากมายผุดขึ้นมาในหัวของหม่าเสียนเย่ หากแต่ไร้ซึ่งคำตอบ
ติดตามตอนต่อไป