สวรรค์นิรันดร์กาล

    มาถึงหอสมบัติ

            เรือบินของโหลวหลานได้เดินทางตรงไปยังหอสมบัติโดนตรงไม่นานเมื่อถึงหอสมบัติก็มีกลุ่มคนออกมาต้อนรับ

            “ยินดีต้อนรับกลับคุณหนู”

            “ข้ากลับมาแล้ว”โหลวหลานกล่าวด้วยอารมณ์หลายปีแล้วที่นางไม่ได้กลับมา

            “นายท่านรอคุณหนูอยู่แล้วเชิญด้านในส่วนแขกของคุณหนูพวกเราเองก็เตรียมที่พักเอาไว้แล้วเช่นกัน” คนของหอสมบัติรีบพาพวกฉางเฟิงไปยังที่พักที่ดีที่สุดทันที

            พวกเจี้ยนอี้เองก็ยังไม่รีบกลับตระกูลพวกนางอยากจะดูเรื่องสนุกๆก่อนโหลวหลานขึ้นไปบนชั้นที่ 20 แล้วพบกับโหลวซิวเถียนที่รออยู่ด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น

            “หลานเอ๋อของพ่อในที่สุดเจ้าก็กลับมา”

            “ข้ากลับมาแล้วท่านพ่อ”ทั้งสองต่างสวมกอดกัน

            “เจ้าไปอยู่ที่นู่นเป็นอย่างไรบ้างด้วยทวีประดับต่ำแบบนั้นเจ้าคงลำบากแย่” โหลวซิวเถียนแสดงสีหน้ากังวล

            “ช่วงแรกๆข้าเองก็คิดว่าจะยอมแพ้เหมือนกันเพราะสถานที่แห่งนั้นไม่มีสิ่งใดที่จะช่วยให้ข้าผ่านการทดสอบเลยเพียงแต่ไม่กี่มานี้มีชายคนหนึ่งปรากฎและทำให้ลูกมีความหวังขึ้นมา”

            “คงหมายถึงเด็กที่มากับเจ้าสินะตกลงแล้วที่มาของเขายังไงกันแน่”

            “ข้าเองก็ไม่แน่ใจท่านพ่อแต่เขาน่าจะเกี่ยวข้องกับตระกูลฉางไม่มากก็น้อย ส่วนที่ใครเป็นบิดาหรือมารดาของเขานั้นข้าเองไม่รู้เพียงแต่จากปากของอสูรที่ติดตามเขาบอกว่า เบื้องหลังของฉางเฟิงคือระดับพระเจ้า”

            “อะไรนะเรื่องจริงงั้นเหรอ” ร่างของโหลวซิวเถียนถึงกับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

            "ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่แต่ว่าอสูรตนนั้นแข็งแกร่งมากจนถึงตอนนี้ยังมองไม่ออกเลยว่าเขาอยู่ระดับใหนตัวท่านที่เป็นจักรพรรดิเซียนน่าจะมองออกใช่หรือไม่"

            “ไม่เลยข้าได้ลองตรวจสอบดูแล้วแต่ถูกอีกฝ่ายจับได้และสวนกลับมา ถ้าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายไม่คิดจะทำร้ายข้าข้าคงได้รับบาดเจ็บไปแล้ว”

            ในตอนที่พวกฉางเฟิงกำลังตรงไปยังห้องพักโหลวซิวเถียนก็ได้ปลดปล่อยจิตสัมผัสเพื่อตรวจสอบเสี่ยวเฮ่ยแต่เสี่ยวเฮ่ยกลับรับรู้ได้ก่อนและใช้พลังของตนเองสลายจิตสัมผัสของโหลวซิวเถียนในพริบตา

            “แข็งแกร่งขนาดนั้น”โหลวหลานยังตกตะลึง

            “ถ้าข้ารู้สึกไม่ผิดเขาคงอยู่ในระดับเดียวกับแม่ของเจ้าหรือสูงกว่านั้น”

            “ท่านแม่คือตัวตนระดับเทพหรือว่าอสูรทั้งสองตนจะเป็นเทพเช่นกัน แต่ว่าด้วยกฎเกณฑ์ของโลกนี้ห้ามไม่ให้ตัวตนระดับเทพเข้ามาไม่ใช่เหรอ”

            “นั่นแหละที่แปลกกฎเกณฑ์ของโลกเป็นจิตวิญญาณของโลกที่สร้างขึ้นมาและการที่ตัวตนระดับเทพสามารถเข้ามาได้ไม่มีทางจะไม่เกี่ยวกับจิตวิญญาณของโลก”

            “นั่นยิ่งทำให้ข้าสงสัยตกลงแล้วเขาเป็นใครกันแน่ตระกูลฉางจะมีเบื้องหลังแบบนี้อยู่จริงๆงั้นเหรอ นั่นคือตัวตนระดับพระเจ้าเลยนะ”โหลวหลานสับสนไปหมด

            “เรื่องนี้เจ้าเก็บเอาไว้เป็นความลับก็แล้วกันแล้วอีกอย่างผูกมิตรกับเขาไว้ให้ดีๆ เป็นสหายกันได้ยิ่งดี”

            “แน่นอนข้าและเขาค่อนข้างเป็นสหายที่ดีอยู่แล้ว”

            “ดีมากเอาละอีก 2วันจะมีการประชุมตระกูลหลังจากนั้นก็จะมีการประลองขึ้นเจ้าเตรียมตัวให้พร้อมเถอะส่วนวันนี้เจ้าคงเหนื่อยไปพักผ่อนแล้วตอนค่ำเจ้าก็พาพวกสหายของเจ้ามาทานข้าวกับข้า”

            “ข้าเข้าใจแล้ว”

            เมื่อโหลวหลานจากไปใบหน้าของโหลวซิวเถียนก็จริงจังข้างๆร่างของลุงจางปรากฎพร้อมกับร่างของเซียนทั้ง 4 คนของผู้อาวุโสหนึ่งที่ถูกผนึกจิตวิญญาณเอาไว้

            “ตามความเห็นของลุงจางท่านคิดว่าสิ่งที่หลานเอ๋อกล่าวมาจริงมากแค่ใหน”

            “ข้าเองก็บอกไม่ถูกแต่ว่าดูจากพรสวรรค์ สายเลือด และความสามารถของเด็กคนนั้น ตระกูลเซียนจะให้กำเนิดสัตว์ประหลาดแบบนั้นได้จริงๆงั้นเหรอ”ลุงจากกล่าว

            “นั่นก็จริงแต่ว่านี่ออกจะน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ ในปีนั้นเมื่อข้าแต่งงานกับนาง ครอบครัวของนางกลับดูถูกข้าและส่งข้ามายังโลกที่ตกต่ำลงแบบนี้และต้องการกัดกันข้าออกจากนางแม้แต่ลูกสาวของนางกับข้าก็ยังถูกส่งมาอยู่กับข้าอีกทำให้อนาคตของนางต้องเสียเวลาไปมาก

            เพราะถ้าหลานเอ๋ออยู่กับแม่ของนางด้วยพรสวรรค์ของนางคงกลายเป็นเซียนไปนานแล้วทำไมถึงต้องรอนานขนาดนี้” โหลวซิวเถียนถอนหายใจ

            “แต่ตอนนี้ไม่ใช่ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะช่วยนายท่านและคุณหนูให้ได้พบกับนายหญิงแล้วงั้นเหรอ”ลุงจางยิ้ม

            “ไม่ผิดถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนที่จิตวิญญาณของโลกเลือกละก็วันหนึ่งโลกแห่งนี้ก็จะฟื้นฟูเมื่อถึงตอนนั้นพวกสาขาหลักจะต้องให้ความสำคัญกับหอสมบัติของพวกเราแน่และนางเองก็จะสามารถลงมาอยู่ด้วยกันกับข้าและหลานเอ๋อได้” โหลวซิวเถียนมีความหวังขึ้นมา

            หลังจากที่พักผ่อนได้ไม่นานเวลาค่ำก็มีคนของหอสมบัติมาเชิญพวกฉางเฟิงไปทานอาหารพวกฉางเฟิงเองก็ติดตามไปยังห้องทานอาหารขนาดใหญ่ที่มีพวกโหลวหลานและโหลวซิวเถียนนั่งรออยู่

            วันนี้โหลวหลานสวมชุดสีฟ้าอ่อนแลดูแล้วงดงามอย่างมากเห็นได้ชัดว่านางแต่งตัวงดงามกว่าปกติ

            “คารวะผู้อาวุโสซิวเถียน”พวกเจี้ยนอี้และซวนหยวนเสวี่ยย่อมรู้จักตัวตนของผู้นำหอสมบัติอยู่แล้วส่วนฉางเฟิงก็แค่คารวะทักทายอีกฝ่ายเท่านั้นเพราะฉางเฟิงยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

            “สำหรับแม่นางทั้งสองคงจะรู้อยู่แล้วแต่ข้าต้องแนะนำตัวให้กับหนุ่มน้อยตรงนั้นรู้จักก่อนข้าผู้นำหอสมบัตินาม โหลวซิวเถียนและยังเป็นบิดาของโหลวหลานอีกด้วย”

            “เป็นแบบนี้นี่เองผู้เยาว์เสียมารยาทแล้วผู้เยาว์มีนามว่าฉางเฟิง”

            “สองสามปีมานี้ต้องขอบคุณสหายน้อยฉางเฟิงมากจริงๆที่คอยช่วยเหลือหลานเอ๋อของข้าถ้าไม่มีเจ้าการแข่งขันของนางและคนอื่นๆคงจะยากมากและอาจจะเป็นไปไม่ได้ที่หลานเอ๋อจะชนะ”

            “แม่นางโหลวหลานเองก็ให้ความช่วยเหลือข้ามาเยอะเช่นกันเพราะงั้นพวกเราถือว่าพึ่งพากันและช่วยเหลือกันเป็นปกติ” ฉางเฟิงกล่าว

            “ได้ยินแบบนั้นข้าก็สบายใจได้ข่าวว่าตอนนี้สหายน้อยฉางเฟิงได้มาเป็นผู้ช่วยของหลานเอ๋อในการประลอง เรื่องจริงใช่หรือไม่”

            “แน่นอนเพราะพวกเราทำข้อตกลงกันไว้แล้ว ข้าย่อมทำเต็มที่แน่”

            “ข้าเชื่อในความสามารถของสหายน้อยอยู่แล้วด้วยเต๋าโอสถของเจ้าใครจะเทียบกับเจ้าได้ แล้วตอนนี้ข้าได้ข่าวว่าเจ้าปรุงยาระดับ8 ได้แล้วด้วย ถ้าเจ้าไปลงทะเบียนกับสมาคมนักปรุงยาละก็ สมาคมนักปรุงยาจะต้องสั่นสะเทือนและใช้พลังทั้งหมดปกป้องเจ้าแน่”โหลวซิวเถียนยกยิ้ม

            ฉางเฟิงพลันเข้าใจทันทีตอนนี้โหลวซิวเถียนพยายามจะสื่อและหาทางแก้ปัญหาให้กับฉางเฟิง เพราะต่อให้ตัวตนของฉางเฟิงถูกเปิดเผยถ้ามีสมาคมนักปรุงยาหนุนหลังใครจะกล้าหาเรื่องต่อให้เป็นตระกูลเซียนก็ยังต้องหุบปากเมื่อเจอกับสมาคมนักปรุงยาขนาดวังสวรรค์ก็ยังไม่ยินดีที่จะมีเรื่องด้วย

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน