ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    บทที่40 การโต้กลับของเรนเดล


    ที่เมืองอาร์คาเดีย ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเครือจักรภพที่ล้อมรอบด้วยอาณาจักรทั้งห้า เมืองนี้เป็นที่ตั้งของสมาคมจอมเวทและโรงเรียนเวทมนตร์มาเกีย โรงเรียนเวทมนตร์ที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุด


    แต่ทว่าคืนนี้ เมืองอาร์คาเดียแห่งนี้กำลังจะถูกท้าทายโดยกลุ่มนักฆ่าจากราชรัฐจิ้งจอกแดง ทหารเวททั้งสิบคนซึ่งถูกฝึกมาอย่างดีสามารถเข้าออกเมืองได้อย่างง่ายดาย ด้วยบัตรผ่านจากราชรัฐ และพวกเขาได้รับแผนที่โรงเรียน และจุดเฝ้าระวังของทหารยามอย่างละเอียด จากสมาชิกสภานักเรียนปีสามคนหนึ่ง ซึ่งมาจากรัฐจิ้งจอกแดงนั่นเอง สมาชิกสภานักเรียนผู้ทรยศนี้ มีนามว่า เฟียซ ฟรีด้อม


    “ขอบคุณมาก เฟียซ คิดถูกแล้วที่เลือกข้างเรา” ทหารนักฆ่าร่างกำยำคนหนึ่งกล่าว ขณะรับแผนผังหอพักนักเรียนชายจากเด็กหนุ่มสภานักเรียนปีสาม ซึ่งมีผมสีขาวฟู ดวงตาสีม่วง ใบหน้าดูเบื่อโลก เขาพยักหน้ารับ ก่อนจะมอบกุญแจมาสเตอร์คีย์สำหรับเข้าออกในหอได้ทั้งหมดให้กับกลุ่มนักฆ่า


    “ยังไงฉันก็ต้องร่วมมือกับฝ่าบาทฟรังซัวร์” เด็กหนุ่มชื่อเฟียซกล่าว “พ่อฉันทำงานในตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการนี่ ขืนโดนปลดก็ไม่รู้จะหางานจากที่ไหน เพราะงานของพ่อฉันเป็นงานเฉพาะในวัง”


    “และเราจะบอกฝ่าบาท” ทหารนักฆ่ากล่าว “หลังเสร็จงานสังหาร เราจะรับตัวนายมาอยู่หน่วยด้วย เพราะถือว่าเป็นบุคลากรที่มีความภักดีอย่างสูง”


    เฟียซพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินกลับที่พักของตน หลังจากทหารนักฆ่าทั้งสิบคนแยกย้ายกันไปประจำที่ตัวเองแล้ว เฟียซก็ฉีกยิ้มน้อยๆ


    “เรนเดล ทุกอย่างเข้าทางนายแล้วล่ะนะ ฉันช่วยได้เท่านี้ล่ะ...ขอให้นายโชคดี”



    ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน หลังจากโจแอนนาประลองกับเซร่ารู้ผลแล้ว เรนเดลและเรียวจิมารายงานตัวกับสมาชิกสภานักเรียนรุ่นพี่ เพื่อประชุมเรื่องเร่งด่วนในการคัดเลือกสมาชิกสภานักเรียนเพิ่มเติมอีกหนึ่งคน นอกเหนือไปจากการคัดเลือกจากปีหนึ่งสามคน เพราะสภานักเรียนได้ไล่สมาชิกคนหนึ่งออกอย่างกระทันหัน คนๆนั้นคือมาจิน่านั่นเอง


            เนื่องจากมาจิน่า เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรเสือขาว มีความผิดโทษฐานสนับสนุนลัทธิพระเวทเที่ยงแท้ ซึ่งเป็นชมรมเถื่อน และยังมีคดีแอบยักยอกเงินจากชมรมส่วนกลาง แถมยังต้องสงสัยในคดีสังหารนักเรียนของโรงเรียนมาเกีย ถึงแม้จะยังหาหลักฐานไม่ได้ก็ตามที...ซึ่งถ้าหากเธอไม่ใช่เจ้าหญิงของอาณาจักรเสือขาว ป่านนี้อาจโดนไล่ออกไปแล้ว


            “องค์อธิปัตย์เรนเดล เจ้าชายเรียวจิ” คามิลล่า หัวหน้าสภานักเรียนกล่าวชื่อทั้งสองด้วยเสียงเรียบ “สภานักเรียนของเรา อยากให้พวกท่านเป็นเจ้าภาพจัดงานประลองชิงตำแหน่งสภานักเรียนของปีหนึ่ง จากตัวแทนนักเรียนทั้งสิบห้อง พวกท่านเห็นเป็นยังไง”


            “จะให้เราคิดกติกาการประลองสินะ” เรียวจิกล่าว “ง่ายๆเลย ตำแหน่งที่ว่างอีกหนึ่งตำแหน่ง เลือกเพิ่มจากปีหนึ่งแล้วกัน การประลองให้เป็นแบบทัวร์นาเม้น...เรนเดลล่ะ นายคิดเห็นเป็นยังไง”


    “เรียวจิ นายคิดแทนเลย ผมน่าจะไม่สะดวก” เรนเดลกล่าวเสียงเครียด “ผมมีเรื่องเร่งด่วนต้องทำ มันเป็นเรื่องด่วนจริงๆ มหาเวทที่ผมฝึกฝนอยู่ ต้องฝึกช่วงนี้เท่านั้น”


    “เข้าใจล่ะค่ะ” คามิลล่ากล่าว “งั้นงานนี้จะให้เจ้าชายเรียวจิจัดการนะคะ สามารถขอความร่วมมือจากสภาคนอื่นๆได้ตลอดเลยนะ”


    เฟียซซึ่งนั่งอยู่ถัดจากประธานนักเรียนคามิลล่า มองเรนเดลด้วยสายตาวิเคราะห์ เขาเป็นคนบอกข่าวการกบฏให้เรนเดลฟัง ทำให้เรนเดลไม่อาจนิ่งเฉยและทำตัวสบายอารมณ์เหมือนแต่ก่อนได้


            ครอบครัวของเขา ตระกูลฟรีด้อม เป็นผู้ภักดีต่อตระกูลฟอกการ์ด และถือเป็นตระกูลญาติของเขาด้วย หากจะนับแล้วล่ะก็ พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์แห่งราชรัฐ เช่นเดียวกับตระกูลราฟบลัดของฟรังซัวร์เหมือนกัน จะต่างกันก็แค่ทางฟรีด้อมสืบมาจากตระกูลของสนมเท่านั้น


            เฟียซแจ้งข่าวนี้กับเรนเดลผ่านสัตว์ภูติของเขา ซึ่งถูกล่อลวงอย่างง่ายดายด้วยไส้กรอกย่าง เจ้าดาร์คเนสนั่นเองที่ติดกับ เฟียซเสี่ยงตายส่งข่าวการกบฏผ่านเจ้าดาร์คเนสให้เรนเดลทราบ บอกข่าวทุกๆอย่างที่เขารู้อย่างละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก เพราะครอบครัวของเฟียซอาจโดนสังหารยกตระกูลได้เลย หากเรนเดลทำการเคลื่อนไหวจากข่าวครั้งนี้


            ดังนั้นเพื่อไม่ให้ครอบครัวของเฟียซต้องเสี่ยง เรนเดลจึงเคลื่อนไหวไม่ได้ เรนเดลต้องแกล้งทำเป็นว่ารู้ข่าวกบฏจากแหล่งข่าวอื่น ซึ่งตามหลักการแล้ว เขาต้องรู้จากอามู ที่กำลังเสี่ยงตายเดินทางผ่านเมืองที่ล่มสลาย เพื่อมาแจ้งข่าวให้เขารับรู้


            แต่อามูโดนทัพของฟรังซัวร์ขัดขวางเอาไว้ รวมทั้งกองกำลังองครักษ์ที่มาดักหน้าทางเข้าเมืองอาร์คาเดีย เรนเดลจึงต้องคอยแอบช่วยอามูเคลียร์ทางจัดการพวกอันเดดและปีศาจในเมืองที่ล่มสลาย รวมถึงทหารจากราชรัฐจิ้งจอกแดงที่เข้ามาลาดตระเวณในเมืองของคนตาย เพื่อให้อามูมาถึงได้ไวขึ้น


            เมื่ออามูมาถึงนอกกำแพงเมืองนั้น เป็นจังหวะที่เรนเดลขอกำลังทหารจากเมืองอาร์คาเดียให้ออกมาที่นอกกำแพงเมือง โดยเรนเดลอ้างว่าเขาพบปีศาจจำนวนมากด้อมๆมองๆรอบนอกเมือง พวกทหารจึงต้องออกมาตามหน้าที่ ทำให้เรนเดลสามารถพบกับอามู และพาเขากับพวกพ้องเข้าเมืองได้โดยทันที เนื่องจากเรนเดลรับรองด้วยตัวเอง


            ด้วยเหตุนี้เขาจึงพาอามูเข้าเมือง โดยไม่จำเป็นต้องปะทะกับทหารของราชรัฐจิ้งจอกแดงใหม่ ซ้ำพวกนั้นยังไปรายงานว่าเรนเดลรู้ข่าวการกบฏจากอามู เฟียซจึงไม่เดือดร้อนอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว



            และหลังจากที่เรนเดลเจรจาการซื้อขายอาวุธสงครามกับรัชทายาทจุนอิจิ กองกำลังของอาราก้อนซึ่งอยู่ทางเขตตะวันออก ก็ได้รับส่งมอบอาวุธสงครามสมัยยุควิทยาศาสตร์นาๆชนิด เพื่อใช้ต้านกับทัพหลวงของฟรังซัวร์


            แน่นอนว่าฟิลิปซึ่งบัญชาการทัพนี้ด้วยตัวเอง รู้สึกประหลาดใจที่กลุ่มของอาราก้อนมีอาวุธสงครามยุคสมัยวิทยาศาสตร์ต่อสู้กับเขา แต่เขาไม่รู้ว่ารัชทายาทแห่งจักรวรรดิมังกรไฟเป็นคนส่งอาวุธด้วยตัวเอง


            ตัดภาพมาที่การสู้รบในปัจจุบัน ระหว่างทัพของฟิลิปและอาราก้อนที่เผชิญหน้ากันตรงชายแดนราชรัฐจิ้งจอกใหม่ กับเมืองของอาราก้อนที่เขารักษาเอาไว้เป็นฐานที่มั่น ทัพของฟิลิปกำลังเสียหายหนัก จากการทิ้งระเบิดแบบปูพรม โดยกองทัพมังกรไฟของอาราก้อน มังกรติดเครื่องทิ้งระเบิดบินสูงในระดับก้อนเมฆ ทำให้ยากแก่การที่จะถูกอีกฝ่ายกำจัด


            มังกรนั้นถึงแม้จะแบกน้ำหนักได้น้อยกว่าเครื่องบิน  แต่มันเคลื่อนที่ได้ค่อนข้างอิสระกว่า การทิ้งระเบิดโดยฝูงมังกรนั้นสร้างความเสียหายต่อทัพของฟิลิปอย่างมาก เพราะพวกมันทำอะไรได้มากกว่าการทิ้งระเบิด


            ทันทีที่มังกรทิ้งระเบิดที่ติดตัวมาจนหมด มันจะสลัดชุดทิ้งระเบิดออก และเข้าทำลายทัพข้าศึกต่อด้วยเพลิงเผาผลาญของมัน หรือลงไปสังหารจอมเวทระยะประชิด ต่างจากเครื่องบินเมื่อทิ้งระเบิดที่บรรจุหมดก็อาจต่อสู้ได้แค่ประปราย ทำให้ทัพของอาราก้อนได้รับชัยชนะเป็นครั้งแรก กองกำลังฝ่ายของเขามีใจฮึกเหิมกันยกใหญ่


            และข่าวชัยชนะของอาราก้อนนี้เอง ทำให้ขุนนางตามชายแดนที่กลัวอำนาจของราฟบลัดเริ่มมีความกล้า พวกเขาติดต่อกับอาราก้อนอย่างลับๆเพื่อขอร่วมมือด้วย พวกเขาแอบส่งกำลังทหาร หรือแอบซุ่มโจมตีแบบกองโจรสนับสนุน  โดยกองโจรที่เข้าร่วมกับอาราก้อนจะได้ปืนและอาวุธสงครามไปใช้


            กองทัพจอมเวทของฟิลิปที่เจอการโจมตีแบบลอบกัดด้วยอาวุธที่รุนแรงและรวดเร็ว ต่างล้มตายกันเป็นเบือ เมื่อพวกเขาจะไล่ต้อนกองโจรกลับคืน ก็จะพบว่าพวกเขาต้องเจอกับระเบิดฝังดินที่จะทำงานเมื่อคนมาเหยียบ ระเบิดกับดักแบบขึงลวดระหว่างต้นไม้ที่จะทำงานเมื่อมีคนพลาดมาเตะโดนมัน รวมทั้งระเบิดแบบกดมือที่ฝังไว้ในจุดที่มองไม่เห็น


            แน่นอนว่าพลังทำลายของระเบิดนั้นไวกว่าการร่ายเวทบาเรียของจอมเวท และต่อให้ร่ายทัน เวทบาเรียที่ไร้การกล่าวร่ายคาถา ก็ไม่มีความแข็งแกร่งพอจะกันระเบิดระยะประชิด พวกจอมเวทที่ไม่เคยเจอการโจมตีรูปแบบนี้ต่างพ่ายแพ้ และเสียขวัญกันถ้วนหน้า


            ในเวลากลางคืนที่พวกจอมเวทฝ่ายฟิลิปต้องพัก ก็จะเจอกองโจรของอาราก้อน ใช้ปืนไรเฟิลแบบซุ่มยิง แอบส่องหัวจอมเวทเฝ้ายามทีละคนสองคน หรือลอบยิงทหารในค่ายที่ปืนซุ่มยิงส่องถึง เมื่อพวกทหารเวทบุกเข้าไปในป่าด้วยความแค้นหมายจะสังหารมือซุ่มยิง พวกเขาก็จะเจอกับเรนเดลและอาราก้อนที่ร่ายมหาเวทรอรับเอาไว้แล้ว...ผลคือจอมเวทเลือดร้อนไม่มีใครรอดชีวิตสักราย


            ฟิลิปจึงเปลี่ยนยุทธวิธีการรบใหม่ เขาให้ทหารช่วยกันร่ายมหาเวทเขตแดนแทน แต่การร่ายเวทเขตแดนป้องกันของกองทัพฟิลิปนั้น ก็เรียกได้ว่าไร้ผล เนื่องจากเรนเดลแอบส่งสัตว์ภูติของเขาไปเจาะบาเรียในจุดที่จะให้พลซุ่มยิงโจมตี ในทุกๆคืนทหารหน่วยเฝ้ายามและหน่วยลาดตระเวณของฟิลิปจะต้องมีคนตายเสมอ จนหลังๆเหล่าทหารขยาด และเริ่มเกี่ยงกันเฝ้าเวรในยามกลางคืน ถึงขั้นมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน เพื่อเกี่ยงกันไม่ออกไปลาดตระเวณหรือเฝ้ายาม


            จนท้ายที่สุด ทัพของฟิลิปก็ไม่มีใครกล้ามาเฝ้ายามหรือออกลาดตระเวณอีก พวกเขาทำได้เพียงเสริมความแข็งแกร่งของเวทเขตแดนเท่านั้น นั่นจึงทำให้กองกำลังเรนเดลสามารถทำอะไรได้สะดวก เพราะอีกฝ่ายมั่นใจว่าเวทเขตแดนพวกเขานั้นแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อน


            เรนเดลและอาราก้อนอาศัยยามค่ำคืน ซึ่งทัพของฟิลิปไม่ส่งกองกำลังสอดแนมออกมาอีกแล้วลงมือตามแผน พวกเขาและทหารหลายสิบคน เริ่มทำในสิ่งที่จอมเวทยุคนี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นั่นคือขุดสนามเพลาะ


            สนามเพลาะ คือการขุดดินลึกลงไปราวกับว่าเราจะวางท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งแนวสนามเพลาะที่ขุดนั้นเอาไว้ให้ทหารใช้เดินไปมาใต้ดิน จะได้ไม่ต้องเป็นเป้ากระสุนหรือระเบิดตรงๆ อีกทั้งยังสามารถแอบซุ่มโจมตีจากตัวสนามเพลาะได้อีกด้วย แน่นอนว่าในยุคของเรนเดล สิ่งที่เรียกว่าสนามเพลาะล้าสมัยไปแล้ว  แต่ในยุคจอมเวทเรนเดลยังมองเห็นประโยชน์จากการใช้งานสนามเพลาะอยู่


            “ตอนแรกข้านึกว่าท่านจะขุดแนววางท่อระบายน้ำขนาดยักษ์” อาราก้อนเอ่ยถามเรนเดล “ที่ไหนได้ ท่านกำลังทำสนามเพลาะ...ยุทธวิธีนี้ไม่มีในตำราของจอมเวท ข้ากำลังสงสัยว่าท่านจะใช้แนวทางเดินใต้ดินนี้ทำอะไร”


            “แล้วท่านจะได้เห็น” เรนเดลกล่าว “ว่าสิ่งที่ข้าให้ทำนั้นมีประโยขน์เพียงใด ในวันพรุ่งนี้ เราจะได้เห็นความร้ายกาจของสนามเพลาะ เร่งขุดกันต่อเถอะ”


            ชาติที่แล้วถึงแม้เรนเดลจะเป็นจอมเวท  แต่เขาก็ใกล้ชิดกับกองกำลังทหารและอาวุธสมัยใหม่ ซ้ำยังเคยปฏิบัติภารกิจร่วมกันหลายครั้ง เรนเดลจึงคุ้นเคยกับยุทธวิธีการรบแบบทหารเป็นอย่างดี และรู้ว่าควรจะใช้อาวุธแบบใด ในสถาณการณ์ไหน ตรงนี้จึงทำให้เขาได้เปรียบกองกำลังของฟิลิปเป็นอย่างมาก


            “สงครามที่แท้จริง มันพึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น” เรนเดลกล่าวกับตัวเอง “จอมเวทในยุคสมัยนี้เอ๋ย ฉันจะแสดงให้ดูเอง ว่าถ้าจะสู้กันด้วยอาวุธสงครามผสมกับเวทมนตร์ มันต้องสู้กันยังไงบ้าง”


            “อาร์กัส” เจ้าลูกหมาป่าดำดาร์คเนสปรากฏตัวขึ้นมา ระหว่างที่เรนเดลกำลังร่ายเวทขุดดินจนเป็นแนวยาวและลึกไปหลายสิบเมตร “แค่นายวาร์ปไปเมืองหลวง ใช้ท่าไม้ตายขั้นสูงสุด กลับสู่โมกษะ เมืองหลวงทั้งเมืองก็จะถูกลบล้างจนสิ้น พวกราฟบลัดจะไม่มีใครรอดชีวิตสักคน...ทำไมนายต้องทำให้เรื่องมันยุ่งยากขนาดนี้”


            “เพราะฉันไม่ได้เป็นแค่จอมเวทเหมือนชาติที่แล้วยังไงล่ะ” เรนเดลกล่าวตอบดาร์คเนส “แต่ฉันยังเป็นกษัตริย์ และตอนนี้ฉันกำลังสวมบทบาทเป็นกษัตริย์ผู้กอบกู้ชาติบ้านเมือง ร่วมกับขุนนางที่จงรักภักดีอยู่ ถ้าฉันลงมือคนเดียวจบ...ฉันจะเรียกหาความศรัทธา และความจงรักภักดีจากใครกัน ไอ้ของแบบนี้แค่มีพลังอย่างเดียวมันไม่เพียงพอที่จะสร้างหรอกนะ มันต้องอาศัยอย่างอื่นด้วย”


            “นายกำลังเล่นละครสินะ หรือที่เรียกว่าสร้างภาพ” ดาร์คเนสกล่าวพลางฉีกยิ้ม “อาร์กัสที่ฉันรู้จักเขาไม่ใจเย็นขนาดนี้แน่ๆ ไม่เกินสามวันเรื่องทุกเรื่องต้องจบ ถ้าเป็นอาร์กัส”


            “ฉันคือเรนเดล ฟอกการ์ด” เรนเดลกล่าวตอบหมาดำของเขา “เจ้าชายแห่งราชรัฐจิ้งจอกแดง ไม่ใช่จอมเวทเลือดร้อนแบบชาติที่แล้วนะ”


            “แต่หัวใจของนายเป็นอาร์กัสอยู่” ดาร์คเนสกล่าวล้อเลียน “ดังนั้นฉันไม่เชื่อหรอก ว่านายจะใจเย็นได้ ถ้าสงครามรอบนี้นายไม่ชนะอย่างเด็ดขาด ฉันเชื่อว่านายจะบินไปเมืองหลวง และคงลบล้างทั้งหมดด้วยมือของนายแน่ๆ”


            “ไม่หรอก ฉันไม่ใช่คนเก่า” เรนเดลกล่าวก่อนจะเรียกแก้วน้ำออกมาสองใบจากเวทเก็บของ แล้วใช้เวทธาตุน้ำรินใส่แก้วทั้งสองจนเต็ม แก้วนึงเป็นน้ำ ส่วนอีกแก้วเป็นน้ำมัน จากนั้นเขาก็เรียกแก้วเปล่าอีกใบออกมา แล้วเทน้ำทั้งสองชนิดรวมกันทันที


            “ตัวฉันในตอนนี้คือแก้วใบที่สาม” เรนเดลกล่าวเสียงเรียบ “แบบนี้คงพอจะเข้าใจสถานะของฉันแล้วนะ”


            “ถึงจะดูเหมือนเป็นหนึ่ง แต่ก็มีความขัดแย้งในตัวเองสินะ”  เจ้าดาร์คเนสพยักหน้ารับ มันเงียบปากทันที ก่อนจะเริ่มลงมือช่วยเรนเดลขุดดิน


            “จริงสิ...เหมือนฉันว่าฉันลืมอะไรไป” เรนเดลกล่าวพลางทำท่าครุ่นคิด “พวกนักฆ่าที่ถูกส่งมา ป่านนี้เป็นยังไงบ้างแล้วนะ...หาทางออกจากห้องของฉันได้หรือยัง”


            “ไม่มีทาง” ดาร์คเนสกล่าวตอบกลับด้วยเสียงกวนๆ “ฉันนึกออกแค่ไม่กี่คนเอง ที่จะสามารถทลายเขตแดนของนาย ซึ่งสร้างขึ้นมาจากมหาเวทขั้นแปดได้...และคนที่ฉันนึกออก ก็ไม่ได้อยู่ในยุคสมัยนี้ซะด้วยสิ”


            “ช่างมันเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” เรนเดลกล่าวเสียงเรียบ “เจ้าสโนว์กลับห้องพักของฉันที่โรงเรียนไปแล้ว ไม่ว่านักฆ่าพวกนั้นจะเป็นหรือตาย สโนว์คงจัดการทุกอย่างแทนฉัน”


            “หวังว่าสโนว์จะไม่ทำอะไรที่รุนแรงไปนะ” ดาร์คเนสกล่าวพลางหาวหวอดๆ ก่อนจะหยุดคุ้ยดิน และกระดิกหางให้เรนเดล “เห็นมันน่ารักๆอย่างนั้นน่ะ เจ้าสโนว์มันโหดกว่าผมมากนักนะ”


    “ไม่หรอก” เรนเดลกล่าว “สโนว์เป็นแค่ลูกจิ้งจอกตัวน้อย มันไม่ทำร้ายใครหรอก...มั้งนะ”


    แต่เรนเดลคิดผิด สโนว์เมื่อมันไปที่ห้องเรนเดล มันก็ทำการส่งสิบองครักษ์ไปยังเมืองที่ล่มสลายทันที ทิ้งพวกนั้นให้เผชิญชีวิตอยู่ในเมืองของคนตาย โดยไม่ฟังเสียงขอร้องจากเหล่าทหารองครักษ์ที่มีทีท่าอิดโรยเลยแม้แต่น้อย


    “ขอความเมตตาจากอันเดดแล้วกันนะ” จิ้งจอกสโนว์ตอบสั้นๆ ก่อนที่มันจะเปิดประตูมิติกลับมารวมกลุ่มกับเรนเดลเพื่อรายงานสถานการณ์ ว่ามันไม่ได้ฆ่าองครักษ์ แค่ปล่อยไปเฉยๆ ซึ่งเรนเดลไม่ต่อว่าอะไร ในขณะที่ดาร์คเนสตำหนิว่าสโนว์ใจอ่อนเกินไป ก่อนจะลงมือช่วยเรนเดลขุดดินต่อ

    คล้ายกับเรื่องถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic ที่คุณอ่าน