ด้านล่างของแม่น้ำฉางหลิง
เวลานี้เย่เทียนและเหล่าราชาคนอื่นกำลังยืนอยู่ที่ลานกว้างหน้าวิหารอันโอ่อ่า
วิหารแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก คาดว่าน่าจะครอบคลุมพื้นที่กว่าสิบลี้ถึงแม้ว่ามันจะผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน แต่สถานที่นี้ก็ยังคงแผ่กลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจจินตนาการได้ออกมา
วิหารทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยม่านแสง ม่านแสงนี้ดูเบาบางเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิก็ไม่สามารถทำลายมันได้ หากต้องการเข้าไปด้านในทำได้เพียงแค่ใช้กุญแจวิหารเท่านั้น
ส่วนระดับศักดิ์สิทธิ์และระดับจักรพรรดินั้นไม่สามารถเข้าไปในวิหารได้ถึงแม้จะมีกุญแจก็ตามมีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาหรือต่ำกว่าเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไปในวิหาร มิฉะนั้นกุญแจที่เย่เทียนได้รับมาคงจะตกไปอยู่ในมือของคนอื่นแล้ว
ใครก็ตามที่ครอบครองกุญแจก็จะถูกแย่งชิงโดยผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์หรือแม้กระทั่งระดับจักรพรรดิ
เพียงไม่นานผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาแต่ละคนก็ถือกุญแจวิหารเดินเข้าไปในม่านแสงแล้วผ่านเข้าไปในห้องโถงใหญ่
แม้จะมีผู้ฝึกยุทธ์หลายร้อยคนที่เข้ามาด้านในห้องโถงใหญ่แต่มันก็ไม่แออัดเลยแม้แต่น้อย ที่ตรงกลางของห้องโถงใหญ่ก็มีประตูบานหนึ่งตั้งอยู่
ประตูนี้เป็นประตูที่เชื่อมไปยังมิติของวิหารซึ่งเป็นหนทางเดียวที่สามารถเข้าไปยังที่นั่นได้ โดยรอบห้องโถงทั้งหมดเป็นผนังหนาไม่มีทางเดิน
พรึ่บ พรึ่บ!!!
ผู้ฝึกยุทธ์ร้อยคนเข้าไปในประตูมิติโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยเย่เทียนเองก็พุ่งเข้าไปเช่นกัน
พลังมิติที่คุ้นเคยโอบล้อมปกคลุมปกคลุมเย่เทียนส่งเขาไปยังอีกโลกหนึ่งอย่างรวดเร็ว!
“โชคดีที่พรสวรรค์ในการคัดลอกของเราไม่ได้ถูกปิดกั้น!”
เย่เทียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ก่อนหน้านี้ภายในวิหาร เขาพบว่าพรสวรรค์ในการคัดลอกของเขานั้นถูกสะกดเอาไว้จนทำให้เขารู้สึกหนักใจตอนนี้เมื่อเขาผ่านประตูมิติมายังพื้นที่แห่งนี้แล้ว พรสวรรค์ในการคัดลอกของเขาก็กลับมาใช้งานได้ดังเดิม
สำหรับเย่เทียนแล้วต้องบอกว่ามันเป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่ง
มิฉะนั้นแม้ว่าพรสวรรค์ในการคัดลอกของเขาจะคูลดาวน์เสร็จสิ้นแต่เขาก็ไม่สามารถคัดลอกพรสวรรค์ของคนอื่นได้
“ทำไมเราถึงรู้สึกว่ามิตินี้ไม่ได้อยู่ภายในวิหารแห่งนั้น?”
เย่เทียนพึมพำ
แม้ว่าวิหารแห่งนั้นจะลึกลับมาก แต่มีเพียงห้องโถงใหญ่แห่งเดียวที่สามารถเข้าไปได้แต่โบราณสถานวิหารไม่ได้มีแค่ห้องโถงใหญ่เพียงจุดเดียว แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรจึงไม่มีใครสามารถไปยังสถานที่อื่นๆได้
อย่างไรก็ตามภายในประตูนี้มันเป็นเหมือนประตูมิติที่เชื่อมต่อกับมิติที่ไม่รู้จักเย่เทียนสัมผัสได้ว่าพื้นที่แห่งนี้อยู่ห่างไกลจากวิหารมาก
หากเป็นเช่นนั้นจริงก็สามารถอธิบายได้ว่าทำไมพรสวรรค์ในการคัดลอกของเขาถึงไม่ถูกยับยั้งในที่แห่งนี้
“โบราณสถานวิหารลึกลับเกินไปเรายังไม่จำเป็นต้องสนใจมันมากนัก ตอนนี้มีเรื่องที่สำคัญกว่าที่ต้องทำ เราต้องหาอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างให้พบเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!”
เย่เทียนลอยอยู่กลางอากาศ กวาดสายตามองออกไปรอบด้าน
ในตอนนี้เขาพบว่าผู้ฝึกยุทธ์แต่ละคนถูกส่งไปยังตำแหน่งที่ไม่เหมือนกันแต่เดิมมีผู้ฝึกยุทธ์หลายร้อยคนที่ผ่านประตูเข้ามา แต่ในพื้นที่ขนาดใหญ่แห่งนี้ เขากลับไม่เห็นใครแม้แต่คนเดียวเห็นได้ชัดว่ามิตินี้กว้างใหญ่ขนาดไหน
เย่เทียนเลือกทิศทางและบินออกไปอย่างรวดเร็วในขณะที่เขากำลังบินเขาก็สังเกตสถานการณ์บนพื้นดินไปด้วย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ในที่สุดอาคารหลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเย่เทียน
วู๊ซซซ!
เย่เทียนบินลงไปและเดินไปยังอาคาร
ที่นี่เป็นลานบ้านหลังหนึ่ง ราวกับเป็นที่พักอาศัยของยอดฝีมือบางคนทั่วทั้งลานบ้านถูกสลักค่ายกลไว้มากมาย
“พรสวรรค์ด้านค่ายกล!”
ทันใดนั้น ในสายตาของเย่เทียนทัศนาโดยรอบทั้งหมดก็กลายเป็นโลกของค่ายกลค่ายกลมากมายซ้อนทับซับซ้อนกันอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“ค่ายกลนี้…ช่างน่ากลัวนัก!”
เย่เทียนประหลาดใจ
นี่เป็นเพียงค่ายกลที่เขามองเห็นเท่านั้นไม่แน่ว่าอาจจะมีค่ายกลที่แม้แต่พรสวรรค์ด้านค่ายกลระดับสูงสุดมองก็ไม่เห็นอยู่ด้วยเช่นกัน
เท่าที่ดูแล้ว ระดับของค่ายกลนี้น่าจะสูงกว่าค่ายกลใหญ่ระดับสูงสุดมาก
“เราไม่สามารถทำลายค่ายกลนี้ได้!”
เย่เทียนส่ายหัวและยอมแพ้
เขาเดินเข้าไปด้านใน และในขณะที่เขาเข้าใกล้ประตูบานใหญ่นักรบสวมเกราะสีทองก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเย่เทียนพร้อมถือหอกยาวไว้ในมือ
“คนบุกรุกที่พักของนายท่านตาย!”
นักรบเกราะทองกล่าวอย่างเย็นชา
“ผู้พิทักษ์!”
เย่เทียนย้อนนึกถึงคำพูดของนักบุญหญิงแห่งนิกายเทพจันทรา
เห็นได้ชัดว่านักรบเกราะทองผู้นี้เป็นผู้พิทักษ์
เย่เทียนตรวจสอบพรสวรรค์ของอีกฝ่ายตามความเคยชิน
และเหตุการณ์ที่น่าตกใจเกิดขึ้น เขาได้สามารถตรวจสอบพรสวรรค์ของผู้พิทักษ์ได้จริงๆ
[ประเภท : หุ่นเชิดศพเกราะทอง
พรสวรรค์ในการบ่มเพาะ : ระดับหลุดพ้น
พรสวรรค์ด้านการป้องกัน : ระดับสูง
พรสวรรค์ด้านพละกำลัง : ระดับปานกลาง
พรสวรรค์ด้านหอก: ระดับปานกลาง]
“หุ่นเชิดศพเกราะทอง หรือจะมีคนสร้างหุ่นเชิดจากศพของมนุษย์? พรสวรรค์ในการคัดลอกของเราสามารถคัดลอกพรสวรรค์ของศพได้ ขอเพียงเป็นศพสมบูรณ์ก็พอแล้วหุ่นเชิดศพเกราะทองนี้เป็นศพที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพรสวรรค์ในการคัดลอกของเราจึงสามารถตรวจสอบพรสวรรค์ของมันได้”
เมื่อเย่เทียนตระหนักได้ถึงเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกเกร็งไปทั้งตัว
ขุมกำลังที่เป็นผู้สร้างโบราณสถานแห่งนี้ในยุคโบราณนั้นไม่ใช่ฝ่ายธรรมะอย่างแน่นอนแค่ลองคิดดูว่าภายในมิติแห่งนี้มีหุ่นเชิดศพเกราะทองอยู่กี่ตัว มันก็หมายความได้ว่าพวกเขาใช้ร่างของมนุษย์ไปมากเพียงใดในการสร้างหุ่นเชิดศพ
“ใช้ศพสร้างหุ่นเชิดเพื่อเป็นผู้พิทักษ์ของตัวเองนี่คงจะเป็นวิธีการของอารยธรรมนี้ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาถึงได้ทอดทิ้งที่แห่งนี้ไปพวกเขาคงจะใช้สถานที่แห่งนี้สำหรับทดสอบเหล่าศิษย์หรือผู้เยาว์ของกองกำลังต่างๆ อาคารแต่ละหลังออกแบบมาเพื่อให้สามารถนำสมบัติออกมาได้แค่เพียงชิ้นเดียวแต่เมื่อเวลาผ่านไปคนของอารยธรรมเหล่านี้ก็หายตัวไป พื้นที่แห่งนี้จึงถูกเก็บรักษามาจนถึงทุกวันนี้และในที่สุดก็ถูกค้นพบโดยคนในยุคของเรา!” เย่เทียนคาดเดาคร่าวๆ
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิด หุ่นเชิดศพเกราะทองก็โจมตีเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เย่เทียนตวัดดาบของเขาออกไปเบาๆ ร่างของหุ่นเชิดศพเกราะทองก็ถูกแยกออกเป็นสองส่วนกระนั้นคลื่นพลังจากดาบกลับไม่ได้ลดลง มันพุ่งออกไปชนกับค่ายกลใหญ่
ตูม!
ปราณดาบปะทะเข้ากับค่ายกล แต่มันเกิดเพียงคลื่นขึ้นมาเล็กน้อยเย่เทียนไม่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่ค่ายกลได้เลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น
ศพที่ถูกแยกเป็นสองส่วนของหุ่นเชิดเกราะทองก็หายไปจากนั้นค่ายกลใหญ่ก็ปรากฏทางเข้าขึ้นมา
เข้าไปได้แล้ว!
เมื่อเห็นดังนั้นเย่เทียนก็เดินเข้าไปในลานบ้านก่อนเขาจะพบห้องที่ดูแปลกตา
จากนั้นเขาก็เปิดประตูห้องและเห็นหนังสือจำนวนมากวางเรียงรายอยู่บนชั้นหนังสือ
เขาแตะหนังสือเล่มหนึ่งเบาๆ และมันก็กลายเป็นฝุ่นในพริบตา
“นี่…เป็นเพียงหนังสือธรรมดา!”
เย่เทียนคิดกับตัวเอง
หนังสือบางเล่มที่ล้ำค่าสามารถเก็บรักษาไว้ได้นับพันปีโดยไม่เน่าเปื่อยแต่หนังสือธรรมดาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
หลังจากตรวจสอบในห้องหนังสืออยู่พักหนึ่งเย่เทียนก็พบหนังสือเพียงสามเล่มที่ยังไม่เสื่อมสลาย หนังสือสามเล่มนี้ผลิตจากหนังของสัตว์อสูรบางชนิด
ถึงแม้เวลาผ่านไปเนิ่นนานมันก็ยังคงอยู่ในสภาพเดิม
“นี่คือตัวอักษรของอารยธรรมโบราณนี้?”
เย่เทียนเปิดหนังสือทั้งสามเล่มและเห็นตัวอักษรแปลกๆอยู่ มันไม่ใช่ตัวอักษรสมัยใหม่หรือตัวอักษรจีนโบราณ
เขาไม่เคยเห็นตัวอักษรเหล่านี้ แต่หลังจากเปิดดูแล้วเขาก็เข้าใจเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ได้
เพราะคนที่สร้างหนังสือทั้งสามเล่มได้ถ่ายทอดพลังจิตเข้าไปด้วยเหตุนี้เย่เทียนจึงเข้าใจความหมายของมันได้
ไม่น่าแปลกใจเลย
ตำราทั้งสามเล่มนี้เป็นตำราทักษะทั้งหมดเล่มหนึ่งเป็นทักษะดาบระดับเงิน - ดาบลับกากบาท
เล่มที่สองคือทักษะการบ่มเพาะขั้นสูง และอีกเล่มหนึ่งเป็นเกี่ยวกับทฤษฎีพลังจิต
มันเป็นทฤษฎีที่บอกว่าหากสามารถทำให้พลังจิตแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่งผู้ใช้จะสามารถคงตัวตนอยู่ได้ตลอดไปโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาร่างกาย
ทฤษฎีนี้สำหรับเย่เทียนแล้วมันแปลกมาก
แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาเท่าไหร่
เย่เทียนไม่ได้เลือกเก็บตำราทั้งสามเล่มนี้ไว้และวางมันลงในที่เดิมเขาสัมผัสได้ว่าหากเขาหยิบตำราเล่มใดเล่มหนึ่งออกไป เขาจะถูกส่งออกไปในทันที
“ไปสำรวจห้องอื่นต่อแล้วกัน!”
จากนั้นเย่เทียนจึงเดินไปยังห้องอื่นๆต่อ