ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 109 แขกไม่ได้รับเชิญผู้น่ารังเกียจ

              06:28 AM


              ท่ามกลางบรรยากาศสงบเงียบขณะที่ทุกคนกำลังแยกย้ายพักผ่อนมาได้กว่าเกือบชั่วโมง


              ‘!’


              ยูกิมิสะดุ้งตื่นหลังเธอสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่เกิดกับอาคมม่านน้ำแข็งที่กางกั้นไว้เป็นสัญญาณเตือนสำหรับอะไรก็ตามที่ฝ่าเข้ามา


              “มีอะไรงั้นเหรอ”


              ซาบุโร่ถามทั้งที่ยังหลับตาไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองหลับลึกและอยู่ในสภาพตื่นตัวเตรียมพร้อมตลอดเวลา เขาเลยสัมผัสได้ทันทีเมื่อยูกิมิมีการขยับร่างกายแบบฉับพลัน


              “มีบางอย่างผ่านกำแพงน้ำแข็งที่ฉันกั้นเอาไว้ทางฝั่งนั้นเข้ามา”


              ยูกิมิอธิบายพร้อมกับหันหน้าไปยังทิศทางที่น่าสงสัย


              ซาบุโร่เข้าใจสถานการณ์โดยทันที มือข้างที่เหลือคว้าขวานข้างกายขึ้นมาในสภาพเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่อาจเกิดขึ้น


              ผู้คนบางส่วนรอบ ๆเมื่อได้เห็นอากัปกิริยาของฮันเตอร์ทั้งสองคนก็เริ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติแล้วแจ้งเตือนคนข้างกายกันเป็นทอด ๆ


              “อืมม—เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอคะ?”


              อิซึมิถามคางูยะด้วยสภาพงัวเงียเมื่อเด็กสาวถูกเขย่าตัวเบา ๆ


              เด็กสาวเห็นคางูยะยกนิ้วชี้ขึ้นแนบปากเป็นเชิงสัญลักษณ์ให้เธอเบาเสียงลงพร้อมกับส่งสายตามองไปยังทิศทางที่ฮันเตอร์ทั้งสองยืนหันหลังให้อยู่


              “ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะแต่พวกเขาคงสัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังมุ่งตรงมาทางพวกเรา”


              คางูยะตอบเด็กสาวด้วยน้ำเสียงสุขุมเงียบเชียบ


              ทุกคนล้วนได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากที่ไกลๆ ค่อย ๆ ดังเขยื้อนเข้าใกล้ชัดเจนขึ้น มันเป็นเสียงที่คล้ายกับฝีเท้าของมนุษย์แต่ในสถานการณ์แบบนี้ยากที่จะฟันธง


              “หรือพวกเขาอาจจะเป็นทีมช่วยเหลือ?”


              ยูกิมิคาดเดาแต่ซาบุโร่ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างว่างเปล่าในสภาพเตรียมพร้อมต่อสู้ตลอดเวลา


              ไม่นานนักให้สิ้นสงสัยรากไม้และเถาวัลย์ทั้งหมดที่กั้นพวกเขาไว้ ถูกสับออกเป็นชิ้น ๆ สะเก็ดของรากไม้กระจายตัวไปในอากาศอย่างรวดเร็วและเมื่อทุกอย่างชัดเจนขึ้น ก็มีเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหน้า


              “โอ๊ะโอ๋~คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีก”


              เจ้าของเสียงผู้มาเยือนปรากฏตัวขึ้น


              เขาเป็นชายที่ซาบุโร่รู้จักเป็นอย่างดี


              “ซูโด...นายยังมีชีวิตอยู่สินะ!?”


              น้ำเสียงยังคงราบเรียบแต่ในดวงตาของซาบุโร่เหมือนปรากฏประกายไฟลุกไหม้อยู่


              “ไม่เห็นต้องทำหน้าตาน่ากลัวแบบนั้นเลย”


              ซูโดพลันหรี่ตาลงหัวเราะหึในลำคอสายตาเหลือบมองไปยังแขนข้างที่ขาดของซาบุโร่


              “ฉันก็นึกว่าพวกแกจะโดนไอ้ยักษ์นั่นบดขยี้กันไปหมดแล้วเสียอีก...ผิดคาดเหมือนกันนะเนี่ย ยังอุตส่าห์รอดกันมาได้ แต่ดูจากสภาพของแกแล้วคงโดนมาหนักไม่ใช่น้อยเลยนี่หว่า”


              แม้ว่าสภาพชูโดจะดูสะบักสะบอมอุปกรณ์สวมใส่เละเทะไม่ต่างกัน ทว่าอาการบาดเจ็บก็ยังไม่เห็นชัดเท่าซาบุโร่ ซึ่งต้องเสียแขนไปหนึ่งข้าง


              อาการไม่รู้ร้อนรู้หนาวของตัวต้นเหตุทำเอาซาบุโร่เก็บอารมณ์ไม่อยู่จนเดือดดาล


              “ยังกล้ามีหน้าพูดแบบนั้นอีกงั้นรึ!? นายยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่ตัวเองก่อไว้ทั้งหมดนี่เลยหรือไง! มีคนมากมายต้องตายไปเท่าไหร่กับความสะเพร่าของนาย”


              ซูโดยังคงหัวเราะร่า


              “ฉันหนีเพราะไม่อยากตายเหมือนกันนี่หว่าพวกแกเองนั่นแหละที่โง่เข้าไปรนหาที่ตายกันเอง”


              สิ้นคำพูดดูถูกนั่นก็มีแท่งน้ำแข็งเกลียวแหลมสามแท่งพุ่งใส่ตัวซูโดทันทีทว่าทั้งหมดถูกหยุดด้วยการสะบัดขวานปลายหอกที่ยกปัดป้องในคราเดียวสะเก็ดน้ำแข็งแตกกระจายเป็นเกล็ดเล็กเกล็ดน้อย


              “ทุกคนยอมเสี่ยงชีวิตเข้าแลกเพื่อหยุดราชานั่นไว้ไม่ให้หลุดออกไปนายยังกล้าโทษว่าเป็นความผิดของพวกเราอีกงั้นเหรอไอ้สารเลว!”


              ยูกิมิกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธขึ้งสายตาจ้องอีกฝ่ายเขม็ง เมื่อพวกพ้องของเธอต่างต้องจบชีวิตลงเพื่อจ่ายค่าชดเชยให้กับสิ่งที่ชายคนนี้ทำไว้ ยิ่งอีกฝ่ายทำเป็นทองไม่รู้ร้อนความอาฆาตแค้นในใจของยูกิมิกลับยิ่งถูกกวนให้ขุ่นมัว


              "เฮ้ย ๆ หัดคิดถึงความลำบากของฉันมั่งสิจะให้ฉันพยายามเข้าใจความรู้สึกของคนดีมีศีลธรรมอย่างพวกแกรึไง—ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก"


              ซูโดโบกมือหยอยๆ อย่างล้อเลียน


              "นายนี่มันน่าสังเวชจริง ๆเลยนะซูโด!"


              “ทำตัวเป็นผู้พดุงความยุติธรรมนี่ไม่เหนื่อยบ้างรึไงวะ?วางตัวเป็นคนเลวแบบฉันนี่สิสบายกว่ากันเยอะ เพราะไม่ว่าจะทำเรื่องเลวทรามแค่ไหนก็บอกไปว่าตัวเองเป็นตัวร้ายก็พอ”


              ซูโดแสยะยิ้มยียวนเหมือนไม่รับรู้อารมณ์สั่นสะท้านดุจอสรพิษ ดุจสัตว์ร้ายไร้หัวใจที่ไม่รับรู้ความรู้สึกใด นี่คือปัญหาเรื่องสภาพจิตใจ เมื่อสภาพจิตใจเสียสมดุลความนึกคิดก็อาจสุดโต่งดั่งเช่นชายผู้นี้


              “คุณซูโดเจอเหยื่อกลุ่มใหม่อีกแล้วงั้นเหรอครับ”


              ซาบุโร่และยูกิมิเหลือบมองฮันเตอร์อีกสองคนที่ตามเข้ามาสมทบพวกมันจูงหญิงสาวคนหนึ่งในสภาพเปลือยกาย ซึ่งถูกล่ามโซ่ไว้ที่คอราวกับสัตว์เลี้ยง


              “แหม่มๆ มีเหยื่อชั้นดีอยู่เต็มไปหมดเลยนี่นา พวกเราเองก็ชักเบื่อยัยนี่แล้วด้วยสิครับเล่นกับเธอยังไงก็ไม่ตอบสนองอะไรเลย สงสัยสูตรยาตัวใหม่ของท่าน’คาราซึ’จะแรงเกินไปหน่อย”


              ผู้ติดตามของซูโดกล่าวพลางกระตุกโซ่ดึงหญิงสาวร่างเปลือยให้เดินตามร่างของเธอโงนเงนง่อยเปลี้ยในสภาพเหม่อลอยไร้แววตา


              “มาโมโกะ! นี่พวกแกทำอะไรลงไป!”


              เลือดในกายซาบุโร่เดือดพล่านโมโหจนเลือดขึ้นหน้า ไม่คิดว่าคนอย่างซูโดจะเลวทรามได้มากกว่าที่เป็นอยู่ขึ้นไปอีกความอึดอัดคับแค้นใจนี้ สุดแสนจะกล้ำกลืนฝืนทน


              “อ้อยัยนี่น่ะเหรอ ฉันจำได้ว่าเคยเห็นเธออยู่ในกลุ่มของแกนี่นะ ฉันเองก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกําซะด้วยสิพอเห็นเธอกำลังลำบากเลยช่วยเอาไว้น่ะ... ส่วนช่วยแบบไหนน่ะเหรอ—”


              ซูโดแสยะยิ้มของนายพรานที่กำลังมองเหยื่อตกลงไปในหลุมกับดักเขาปักอาวุธในมือลงพื้น เอื้อมแขนดึงหญิงสาวร่างเปลื่อยเข้ามาโอบกอดประคองใบหน้าของเธอหันมาประกบริมฝีปาก ใช้มือลูบไล้บีบเค้นบนเนินอกอย่างถือดีส่งสายตายั่วยุให้ซาบุโร่


              แม้จะถูกการกระทำอันกักขฬะไล้ไปมาตามส่วนต่างๆ เธอก็ไม่อยู่ในสภาพที่จะตอบสนองอะไรได้


              ซาบุโร่หลับตากำอาวุธในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน


              “คุณซูโดผมขอจองยัยฮันเตอร์นั่นนะครับ”


              ลูกน้องของซูโดคนหนึ่งเผยรอยยิ้มเหิมเกริมมองไปยังยูกิมิไม่วางตา


              “ฮ่า ๆ แกพลาดแล้ว ไม่เห็นผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านหลังนั่นรึไงสวยกว่าตั้งหลายเท่า แต่ฉันถือว่าแกจองไปแล้วคนนี้จะมาเปลี่ยนใจย่างฉันทีหลังอีกไม่ได้นะโว้ย!”


              “เหอะรอบนี้ลดขนาดโดสยาลงหน่อยก็แล้วกัน ฉันไม่อยากได้แบบยัยตุ๊กตายางนี่อีกทำอะไรไปแม่งก็ไม่ตอบสนองเลยสักนิด น่าเบื่อฉิบ”


              สองผู้ติดตามเริ่มจับจองไปยังหญิงสาวที่หมายปองด้วยความหื่นกระหาย


              “ยูกิมิ...เธอรีบพาพวกเขาหนีไปซะ ฉันจะถ่วงเวลาพวกมันไว้ให้นานที่สุดเอง”


              ถึงอยากจะฉีกร่างของอีกฝ่ายแค่ไหนแต่ซาบุโร่รู้สภาพตัวเองตอนนี้ดีว่าถ้าจะให้ตนสู้สามต่อหนึ่งเป็นเรื่องลำบากยากเย็นขนาดไหน


              “ไม่! ฉันจะสู้ด้วย พวกมันเป็นสาเหตุที่ทำให้เพื่อน ๆ ฉันต้องตาย”


              “เธอก็รู้ว่าฉันในสภาพนี้คงยันหมอนั่นเอาไว้ได้ไม่นานฉันไม่ต้องการให้เธอตกอยู่ในสภาพนั้นไปอีกคนหรอกนะ”


              ซาบุโร่ในยามนี้กล่าวอย่างคับแค้นใจก็จริงแต่มันยังเจือปนด้วยความรู้สึกอับจนหนทางอยู่หลายส่วน เขาไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้ความคิดที่จะเอาชนะอีกฝ่ายนั้นเป็นเพียงความหวัง แต่การไม่ยอมจำนนนั้นเป็นความจริง


              หนทางช่วยเหลือตัวเองที่คิดออกมีเพียงทางนี้ทางเดียวเท่านั้นถึงอย่างไรก็ต้องลองดู พยายามดื้นรนก่อนจะสิ้นลมหายใจดูสักตั้ง


              “แต่ถ้านายตายทุกอย่างก็คงจบลงไม่ต่างกัน ฉันยอมสู้แลกชีวิตอยู่ที่นี่เสียตอนนี้ดีกว่า”


              น้ำเสียงของยูกิมิยังคงแน่วแน่เธอส่งสายตาโกรธแค้นไปยังซูโดกับพรรคพวก


              “หยุดกระซิบกระซาบกันได้แล้วน่า...เอ้านี่! รับไปสิ— ฉันคืนให้”


              ซูโดว่าพลางปลดโซ่ให้กับมาโมโกะก่อนผลักร่างเปลือยเปล่าเบา ๆ ให้ก้าวเดินไปข้าง


              “ไม่ต้องกังวลมารับตัวไปได้เลย พวกฉันย่ำยีเธอจนเบื่อแล้วว่ะ”


              แม้แต่ตอนนี้คำพูดของซูโดก็ยังแฝงความหมายอันน่ากลัวที่จะประมาทไม่ได้อยู่ซาบุโร่เห็นเช่นนั้นจึงค่อย ๆ เยื้องเท้าเดินไปรับพรรคพวกของตนอย่างระมัดระวังถึงจะรู้ว่าเป็นกับดัก แต่ก็ต้องก้าวเข้าไปหา


              ทว่าพริบตาเดียวกับดักนั้นก็ทำงานเข้าจริงๆ เมื่อถึงตัวมาโมโกะในระยะเพียงเอื้อมมือ ซูโดสืบเท้าขึ้นหน้า อาวุธยาวในมือแทงเข้าที่ด้านหลังของหญิงสาวปลายคมของมันทะลุผ่านทรวงอกแฉลบเข้าบริเวณช่องท้องของซาบุโร่ทำให้เขาต้องขยับก้าวถอยหลังออกมาหลายก้าว


              หญิงสาวผู้น่าสงสารกระอักเลือดเป็นสายก่อนสิ้นใจลงต่อหน้าทุกคน


              “อุ๊ย~ ฉันดันทำเรื่องไม่เข้าท่าไปซะได้”


              คางูยะรีบปิดตาของอิซึมิก่อนจะเบือนหน้าหนีภาพเศร้าสลดที่เกิดขึ้น


              “หนอยแก—ไอ้ระยำ!”


              ซาบุโร่ตะโกนกร้าวด้วยความเจ็บแค้นสุดเหลือคณานับพุ่งเข้าใส่ศัตรูอย่างเดือดดาล ภาพที่เห็นแถบจะกลายเป็นสีแดงฉานผ่านสภาพอารมณ์สถานการณ์เลวทรามประเภทนี้ เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะอดกลั้น


              ซูโดดึงอาวุธออกจากร่างไร้วิญญาณถอยฉากหลบการโจมตีของซาบุโร่


              “ทุกคนรีบถอยหลบไปเร็วเข้าค่ะ!”


              ยูกิมิหันมากกำชับทุกคนแล้วตั้งท่าร่ายอาคมใส่ฮันเตอร์ผู้ติดตามของซูโดที่กำลังพุ่งตรงมา เธอรู้สึกเจ็บใจเมื่อในเวลาแบบนี้กลับไม่มีสื่อเหนี่ยวนำเวทอย่างคทาเกล็ดหิมะของเธอที่ถูกทำลายไปจากการต่อสู้กับราชาก่อนหน้า


              เสียงคมอาวุธปะทะกันดังก้องสะท้อนไปทั่ว


              ซาบุโร่และซูโดเข้าห้ำหั่นกันหลายกระบวนท่าเกิดเป็นแสงวูบวาบระหว่างสีเขียวและม่วงอันเกิดจากกระแสออร่าลมปราณที่แผ่ขยายออกมาจากฮันเตอร์ทั้งสอง


              ซูโดยิงปราณออกจากปลายอาวุธเป็นเส้นตรงขวานศึกของซาบุโร่เหวี่ยงตามแนวขวาง ฟาดใส่เส้นปราณที่ยิงตรงมาจากด้านหน้าวินาทีที่กระทบกัน บนตัวขวานเรืองแสงสีเขียวปราณเข้มข้นเส้นนั้นถูกกระแทกเบี่ยงทิศไปยังฝั่งตรงข้าม


              เส้นปราณที่ถูกตีกลับย่อมพุ่งย้อนไปใส่ตัวศัตรูตามความตั้งใจของซาบุโร่


              ซูโดปักอาวุธลงพื้นใช้มันเป็นแท่นช่วยเพิ่มแรงเหวี่ยงสำหรับกระโดดหลบ และวกกลับมาส่งลูกเตะใส่ซาบุโร่ในช่วงจังหวะที่อีกฝ่ายโจมตีวืดถลำหน้าลึกเข้ามา


              ซาบุโร่ไม่สามารถดึงอาวุธกลับมาปัดป้องได้ทันด้วยสภาพที่เหลือแขนข้างเดียว เขาจำต้องเกร็งร่างกายรับการโจมตีนี้ไว้เพียว ๆ


              ลูกเตะเข้าปะทะกับร่างกายอันใหญ่โตเสียงดังตึบหนักๆ ผลักร่างของซาบุโร่ถอยครูดออกไปหลายเมตรทว่าซูโดกลับรู้สึกเหมือนตนเองกำลังเตะใส่ก้อนหินขนาดใหญ่อย่างไรอย่างนั้น


              “เหอะทนมือทนเท้าสมกับตำแหน่งแทงค์เกอร์จริง ๆ เลยนะ”


              ต่างฝ่ายต่างจับจ้องกันอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนร่างทั้งสองกระโจนขึ้นหน้าเข้าปะทะกันอีกครั้ง ซูโดกระโดดสูงแล้วฟาดอาวุธลงมาอย่างดุดันด้วยท่า


              ‘ถล่มภูผาแยกศิลา’


              ซาบุโร่เกร็งกายตั้งรับท่าโจมตีอันทรงพลังนี้พื้นรอบด้านแตกร้าวเป็นแนว จุดที่ยืนนั้นจมลงไปถึงหัวเข่าจากนั้นปะทะกันอีกหลายกระบวนท่าก็ยังไม่อาจตัดสินได้ทันทีว่าใครกำลังมีเปรียบ


              ทางด้านยูกิมิต้องรับมือกับศัตรูถึงสองคนในสภาพตึงมือพวกมันพลันชักอาวุธ คนหนึ่งถือมีดคู่ คนหนึ่งถือพลองไฟฟ้าบุกรุกอย่างฉับไวตีกระหนาบเข้ามาโดยไม่มีแม้แต่การหยั่งเชิงในฐานะผู้ใช้เวทเธอนั้นมีฝีมือเหนือกว่าศัตรูทั้งสองอย่างแน่นอนทว่าด้วยพื้นที่อันจำกัดและอุปกรณ์สวมใส่ที่เสียหายแทบทั้งหมดตอนนี้ก็เหมือนเธอกำลังสู้กับศัตรูที่ถนัดระยะประชิดด้วยมือเปล่า


              คลื่นลมปราณที่แผ่ขยายออกมาจากการปะทะกันระหว่างซาบุโร่และซูโดทำให้เธอเผลอละสายตาชำเลืองมองทางฝั่งนั้นอย่างเร่งร้อนเปิดช่องว่างให้ศัตรูคนหนึ่งหลุดเข้ามาในระยะอันตรายจนได้


              ยูกิมิร่ายเวทเร่งความเร็วเพื่อส่งตัวเองไปด้านหลังอย่างเร่งร้อนด้วยความที่ไม่มีสื่อเหนียวนำมาโซ ทำให้ประสิทธิภาพความเร็วในการร่ายลดลงเป็นอย่างมาก คมมีดแหวกอากาศปาดจากล่างขึ้นบนเฉียดใบหน้าของเธอไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร


              ศัตรูยังคงตามจู่โจมต่อเนื่อง ใบมีดเฉียดร่างไปมาจนทำให้บอดี้สูทของเธอถูกกรีดจนเริ่มเผยให้เห็นถึงเรือนร่างใต้ร่มผ้า


              ‘บ้าจริงเพราะการต่อสู้กับราชาที่ผ่านมาทำให้ความทนทานของอุปกรณ์สวมใส่ลดลงจนถูกทำลายได้อย่างง่ายดายแบบนี้’


              “วู้ว!ต้องอย่างนี้สิฉันจะทำให้เธอฟินทั้งคืนจนต้องขอเพิ่มรอบกันเลยทีเดียว!”


              อีกฝ่ายหัวเราะอย่างชั่วร้ายมันแลบลิ้นเลียไปบนใบมีดสายตาจับจ้องไปยังบริเวณตำแหน่งที่ถูกฟันจนเผยให้เห็นชุดชั้นในสีฟ้าเนินอกที่กำลังสั่นกระเพื่อมขึ้นลงอย่างเด่นชัดจากการหายใจเข้าออกยิ่งส่งผลให้พวกมันแสดงปฏิกิริยาหื่นกระหายออกมา


              “เฮ้ยๆ ผู้หญิงคนนี้เป็นของฉันเว้ย แกไม่มีสิทธิ์ ต้องรอให้ฉันเบื่อก่อนตามกฎจำไม่ได้รึไงไอ้เวร”


              “เออ ๆรู้แล้วไม่ต้องย้ำหรอกเฟ้ย”


              ระหว่างที่พวกมันทุ่มเถียงกันยูกิมิคิดลองแอบร่ายเวทย์ที่ทรงพลังมากขึ้นทว่าก็ไม่อาจหลบพ้นสายตาของศัตรูที่เฝ้าระวังตัวอยู่ก่อนแล้ว เมื่อต้องเจอกับคู่ต่อสู้ประเภทจอมเวท


              มีดสั้นถูกปาออกเพื่อตีขัดยูกิมิจำต้องหยุดร่ายหลบหลีก


              ‘เจ้าพวกนั้นไม่ปล่อยให้เธอได้มีโอกาสร่ายเวทประเภทควบคุมพื้นที่ได้เลยยิ่งตอนนี้เธอไม่มีสื่อเหนี่ยวนำ ยิ่งทำให้ความเร็วในการร่ายอาคมของเธอตกลงอย่างมาก’


              หญิงสาวเม้มปากอย่างเจ็บใจ


              “ดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์ถ้ายอมแพ้ซะคั้งแต่ตอนนี้พวกฉันสัญญาเลยว่าจะอ่อนโยนกับเธอตลอดทุกช่วงเวลาที่เราใช้ร่วมกันเลยนะจ้ะเบบี๋”


              ยูกิมิจำต้องเปลี่ยนไปใช้เวทมนตร์ระดับต่ำเพื่อตอบสนองต่อการเรียกใช้งานอันรวดเร็วมากขึ้น


              เธอเขวี้ยงรูนเพื่อสร้างก้อนน้ำแข็งขนาดเล็กกลางอากาศตรงหน้าศัตรูแล้วสั่งให้มันระเบิดจนระเหิดกลายเป็นไอน้ำปกคลุมทั่วบริเวณบดบังทัศนวิสัยทั้งสองฝ่าย เปิดโอกาสให้เธอใช้เวทย์ขั้นต่ำสร้างกำแพงน้ำแข็งบาง ๆขึ้นหลายชั้นระหว่างเคลื่อนที่ถอยหลัง


              ยูกิมิรู้ดีแก่ใจว่ากำแพงหนึ่งชั้นไม่อาจถ่วงศัตรูได้เกินสองวินาทีด้วยซ้ำเพียงแต่เธอต้องการแค่ทุกวินาทีที่ได้มาเพื่อพลิกสถานการณ์


              เสียงเปรี๊ยะของน้ำแข็งดังลั่นกำแพงถูกเจาะทลายลงทีละขั้นอย่างที่คาดการณ์


              “กำแพงนี่น่ารำคาญจริงเลยโว้ยอย่าสู้แบบขอไปทีสิวะ เกิดปล่อยให้ยัยนั่นมีเวลา พวกเราจะเป็นฝ่ายแย่เอา!”


              “ชิยัยนั่นมันเป็นของแกไม่ใช่รึไง แล้วทำไมฉันต้องเปลืองแรงพยายามให้มากด้วยทำไม?”


              “มันใช่เวลาไหมวะเกิดพลาดขึ้นมาคุณซูโดเอาพวกเราตายแน่!”


              บทสนทนาที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวยิ่งทำให้ยูกิมิแสยะยิ้มออกมา


              กำแพงน้ำแข็งชั้นสุดท้ายที่กั้นระหว่างตัวเธอกับพวกมันถูกทำลายลงจนได้ทว่าตำแหน่งของยูกิมิกลับทิ้งระยะอยู่ใกล้กว่าที่ศัตรูคาดเอาไว้


              “โฮ่... ลูกเล่นแพรวพราวใช่ย่อยแต่เสร็จพวกฉันล่ะนังตัวดี!”


              ด้วยความย่ามใจทำให้ศัตรูแสยะยิ้มมุมปากอย่างมีชัย


              สำหรับการต่อสู้แล้วความประมาทคือสิ่งที่เป็นอันตรายถึงชีวิต


              ทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตา


              ในยามที่พวกเขาผ่อนฝีเท้าลงยูกิมิพลันชิงลงมือก่อน


              “พวกนายต่างหากที่เสร็จฉันน่ะคลื่นหอกน้ำแข็ง!”


              ยูกิมิย่อเข่าลงหนึ่งข้างทั่วทั้งตัวเกิดไอเย็นผุดลอยขึ้น แล้วประกบสองฝ่ามือลงบนพื้นเกิดอาณาเขตแท่งน้ำแข็งแหลมคมพุ่งขึ้นจากพื้นเป็นระลอกคลื่น แผ่ออกไปด้านหน้าของผู้ร่ายกินระยะเป็นทรงกรวย


              เมื่อไม่มีเวลาให้สามารถร่ายมนตร์ระดับสูงออกมาได้เธอก็ขอเพียงแค่เสี้ยววินาทีในช่วงเวลาที่สร้างขึ้นมา เพราะระหว่างที่เธอถอยหนีก็ได้แอบสลักวาดอาคมลงไว้บนพื้นตลอดเส้นทาง โดยไม่ต้องเสียเวลายืนร่ายนิ่ง ๆ


            สูตรคาถาที่ดำเนินไว้นั้นไม่ได้เน้นความหนักหน่วงแต่เป็นสูตรพิธีความคุมแรงเฉื่อยและเพิ่มอัตราเร่งเพื่อเน้นที่ความเร็วในการสร้างแท่งน้ำแข็ง


              “อ๊ากกก!!”


              ศัตรูทั้งสองถูกคมหอกอัดกระแทกจนตัวปลิวลอยออกไปถึงจะใช้กำลังภายในปกป้องร่างกายไว้ได้ทันท่วงทีทว่าก็ไม่อาจดูดซับแรงกระแทกจากหอกน้ำแข็งอันนับไม่ถ้วนได้ทั้งหมด


              ยูกิมิยังไม่ทันได้สูดลมเข้าปอดอย่างคลายใจร่างของเธอก็ถูกคลื่นลมปราณสีม่วงเข้มสายหนึ่งซัดเข้าจนร่างกลิ้งกระดอนไถไปกับพื้น