ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    เมืองซือ 3


          “ข้าตั้งใจจะพักที่เมืองซือสักสองสามวัน เมืองซือขึ้นชื่อเรื่องตลาดวัตถุดิบหลายอย่าง อาวุธของที่นี่ก็นับว่ามีชื่อไม่แพ้เมืองหลวงว่าจะหาซื้อเตรียมเอาไว้ก่อนสักหน่อย พวกเจ้าก็หาเตรียมเอาไว้ด้วยก็ดี เมืองหลวงคนคงจะเยอะราคาก็คงแพงกว่าที่นี่มากโขอยู่ อ่อ ข้าว่าจะเปลี่ยนจากรถม้าเป็นเดินทางด้วยม้าแทนจะได้เดินทางได้เร็วขึ้น ทางสำนักสวรรค์กำหนดวันสมัครออกมาแล้วอีกไม่ถึงสิบวันก็ถึงวันสุดท้ายของการสมัคร”

          “หา! เร็วเพียงนั้น แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร?” ซิ่นทงถามอย่างตกใจ

          “ข้าเห็นมันติดไว้ที่หน้าประตูเมืองเมื่อกี้” ซูเจินตอบ

          ซิ่นทงขมวดคิ้วเป็นกังวล ที่นางพูดมาเมื่อกี้ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น ไหนจะค่าที่พักระหว่างที่อยู่ที่เมืองนี้ ไหนจะค่ากินดื่ม ไหนจะค่าม้าที่ต้องใช้เดินทาง ยังไม่ต้องพูดถึงอาวุธที่ต้องซื้อหา แค่นี้ก็เป็นจำนวนเงินไม่น้อยแล้ว แล้วเขาจะเอามาจากที่ใด?

          ลำพังตัวเขาใช้ดาบเก่าของตนก็คงพอได้ แต่น้องชายของเขาเล่า น้องชายเขาเป็นสายพลังเวทพละกำลังกายก็น้อยกว่าสายยุทธ์อยู่แล้ว อย่างไรก็ต้องมีอาวุธเวทสักชิ้นไว้ป้องกันตนเอง อีกทั้งเขาได้ยินว่าการสอบของสำนักสวรรค์โหดร้ายมากแต่ละครั้งจะมีคนตายมากกว่าครึ่งหนึ่ง เขาไม่สามารถปกป้องน้องชายได้ตลอดเวลา ดังนั้นนอกจากอาวุธแล้วยังต้องหาซื้อยาเอาไว้รักษาชีวิตเขาด้วย

          ยิ่งคิดซิ่นทงก็ยิ่งหมดหนทาง เงินที่เขามีอยู่ก็น้อยนิดเพียงพอแค่ค่าสมัครสอบเท่านั้น

          “ม้าสองตัวที่พวกข้าใช้เทียมมาก็เป็นม้ากำลังดี พวกเจ้าเอาไปใช้ก็ได้นะ ส่วนพวกข้าจะหาซื้อเอาใหม่หรือไม่ก็ตั้งใจว่าจะวิ่งเอา ถือเป็นการฝึกฝนวิชาไปในตัวแต่พวกเจ้าสองคนคงตามพวกข้าไม่ไหว”

          “จะ...จะดีหรือ?” ซิ่นทงถามอย่างเกรงใจ

          “ดีสิ”

          “งั้น...ขอบคุณ” ซิ่นทงไม่ปฏิเสธน้ำใจที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้ ที่นางพูดเป็นความจริง พวกนางคงมีวิชาการเคลื่อนที่ชั้นสูง เวลาวิ่งทะยานพวกนางก็วิ่งด้วยความเร็วมากและไม่แสดงอาการเหนื่อยหอบหลังจากวิ่งนานๆ

          แต่เขาไม่ใช่ เขาวิ่งด้วยพลังยุทธ์เป็นส่วนใหญ่ วิชาทะยานก็เป็นของที่มาจากตำราขั้นต่ำสุดที่สามารถอ่านได้โดยไม่เสียเงินจากหอตำราในเมือง ไม่ได้ช่วยอันใดมากนัก ดังนั้นจึงเหนื่อยมากเวลาวิ่งนานๆ และไม่ใช่ความเร็วที่มากนัก

          ซูเจินก็พอจะเดาปัญหาของอีกฝ่ายได้ แน่นอนว่านางจะออกค่าใช้จ่ายพวกนี้ทั้งหมดเลยก็ยังได้ แต่นางไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว และนางก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นด้วย แต่นางก็ไม่ได้ใจร้ายถึงเพียงนั้น อีกฝ่ายก็ดูท่าทางเป็นคนดี ตลอดการเดินทางล้วนอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว

          แม้จะหมดปัญหาเรื่องม้า แต่เรื่องอื่นก็ยังคงอยู่

          “...ไปกันเถอะ”

          “ไป...ไปไหน?” ซิ่นทงที่มัวแต่เหม่อลอยไม่ทันได้ยินว่าซูเจินกล่าวอะไร

          “ข้าบอกว่าเราไปหาโรงเตี้ยมกันก่อน เจ้ากับน้องก็อยู่กับพวกข้าสักคนก็ได้ พวกเราแบ่งห้องกันแล้วก็ยังพอมีที่ว่าง อาจจะเบียดกันหน่อยเจ้าทนได้หรือไม่เล่า?”

          “ข้ากับน้องอย่างไรก็ได้ พวกข้านอนที่พื้นก็ได้ไม่มีปัญหา ว่าแต่...” ซิ่นทงไม่มีปัญหาในเรื่องนั้น แต่คนที่เขาจะไปอยู่ด้วยจะเต็มใจหรือไม่นี่สิ

          “งั้นเจ้าก็มานอนห้องเดียวกันกับข้า” เป็นเฮยหลงอาสาตัวเอง คนอื่นๆแบ่งห้องกันเสร็จแล้ว เหลือเขาที่ยังไม่มีคนอยู่ด้วย

          “ใช่ๆ พวกเจ้าก็มานอนกับพวกข้าสองคน น้องเจ้าตัวผอมแห้งนอนเบียดกันก็พอได้อยู่” เหวินอี้กอดคอเฮยหลงขณะพูด

          “...เจ้าก็จะอยู่ด้วย?” เฮยหลงแปลกใจ ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่มีคนชวนเขาแล้วหรอกหรือ?

          “ข้าก็ด้วยน่ะสิ ไม่ได้หรืออย่างไร?” เหวินอี้ไม่เหมือนเด็กคนอื่นที่มีทิฐิกับคนนอกอยู่ลึกๆ มีเรื่องกันคราก่อนก็รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนผิด กล่าวกับเขาว่าสหายก็คิดเช่นนั้นจริงๆ

          “...เปล่า”

          “งั้นก็ตามนี้” เหวินอี้สรุป เฮยหลงนับจำนวนห้องแล้วจัดการจองกับโรงเตี้ยมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง มีห้องพักครบจำนวนพอดี หลังแยกย้ายเอาของขึ้นไปเก็บที่ห้องไม่นานก็มีคนมาเคาะประตู

          “เก็บของเสร็จหรือยัง?” เป็นซูเจิน เฮยหลงหลบทางให้นางเข้าไปสำรวจห้อง ด้านหลังมีเพียงสองสาวใช้ติดตาม ไร้เงาของท่านจือเหลียง

          “เสร็จแล้วขอรับคุณหนู ท่านมีอันใดหรือขอรับ?” เฮยหลงถาม

          “ไม่มีอันใด ข้าแค่จะชวนพวกเจ้าไปเดินซื้อของ คนอื่นๆออกไปกันหมดแล้ว ข้าก็เลยมาชวนพวกเจ้าไปด้วยกัน” ซูเจินเอ่ยชวน

          “ซิ่นทงเจ้าก็ไปด้วยกันสิ” นางเอี่ยวตัวชวนอีกคน

          ซิ่นทงอยากจะเอ่ยปฏิเสธ แต่เห็นซิ่นจงกระตุกเสื้อของตนมีท่าทางอยากไปจึงตอบรับ “...ได้”

          “งั้นไปกันเถอะ มีที่ที่สนุกด้วยนะ” ว่าแล้วซูเจินก็เดินลิ่วนำออกไป ตามด้วยสองสาวใช้ ชายหนุ่มทั้งสี่คนจึงเดินตามหลังออกไป

          

          “นี่มัน...”

          “ลานประลอง”

          ที่ที่สนุกที่ซูเจินพูดถึงก็คือลานประลองสัตว์อสูร ที่นี่เป็นแหล่งที่ผู้คนนำสัตว์ในพันธะหรืออสูรที่ตนมีมาประลองเดิมพัน ผู้ที่ชนะจะได้ทั้งเงินรางวัลและเงินเดิมพันของอีกฝ่าย หรือจะเป็นผู้ชมแล้วลงเดิมพันฝ่ายที่ตนคิดว่าจะชนะก็ได้ บางครั้งทางผู้จัดการประลองก็จะนำอสูรมาลงประลองด้วย

          “แล้วเจ้าพาพวกข้ามาทำไม หรือต้องการมาดูการประลอง?” ซิ่นทงมองที่ประตูตาปริบๆ

          “นั่นก็ใช่ เจ้าไม่มีเงินไม่ใช่หรือ? นี่แหละโอกาสหาเงิน” ซูเจินผายมือนำเสนออย่างยิ่ง

          “โอกาสหาเงิน? อย่างไรกัน? ข้าไม่มีสัตว์อสูรเป็นของตัวเองหรอกนะ” ซิ่นทงถามกลับอย่างตกใจ

          ซูเจินชี้นิ้วชี้ขึ้นส่ายไปมา “จุ๊ๆ เจ้านี่ไม่รู้อะไรเสียแล้ว ขอแค่มีเงินก็สร้างโอกาสได้ ไม่มีสัตว์อสูรมาประลองก็ใช้วิธีเดิมพันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ลงประลองก็พอแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร?”

          นี่ไม่ใช่บอกให้เขาลงพนันขันต่อหรอกหรือ? เขาไม่มีเงินมากพอที่จะเอาไปเสี่ยงโชคเช่นนั้นนะ หากแพ้พนันเขาไม่หมดตัวหรืออย่างไร ในใจของซิ่นทงอยากจะปฏิเสธนักแต่ก็ไม่มีวิธีหาเงินมากๆในเวลาอันสั้นอื่นอีกแล้ว

          ซูเจินมองซิ่นทงแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ นางไม่อยากให้เงินทั้งหมดกับเขา แต่นางสามารถช่วยเขาหาเงินได้นี่น่า นางมีของดีอยู่กับตัวเลยนะ ฮิๆ

          “จือเหลียง! ทางนี้ๆ” ซูเจินโบกมือให้จือเหลียงที่กำลังมองหาพวกนางอยู่แถวๆประตูเช่นกัน จือเหลียงที่แยกตัวไปทำธุระเรื่องม้ากับของใช้เล็กน้อยก็กลับมาสมทบกับนายหญิงของตน

          นั่นปะไร ของดีของนางมาแล้ว...

    คล้ายกับเรื่องตำนานยอดหญิงซูเจิน ที่คุณอ่าน