ตอนที่59 ฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง
ณลานกว้างหน้าอาศรม......
“เกือบไปแล้วไหมล่ะไอ้จ๋อ! ถ้าพวกเรามาช้าอีกสักประเดี๋ยวละก็พวกเราได้เป็นอาหารของไอ้สัตว์ร้ายตัวนั้นแน่ๆและจากที่ข้าสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของมันมันน่าจะอยู่ระดับนักรบชั้นพันขั้นสูงเลยไม่เช่นนั้นเสียงคำรามของมันคงไม่ดังเช่นนั้นแน่!”
“ข้าเห็นด้วยเหมือนกัน โชคดีจริงๆ ที่เอ็งมีไหวพริบดีและรู้ตัวก่อนแต่ไอ้หมูป่าบ้านี่ตัวหนักเป็นบ้าเลยถ้าข้าไม่มีพลังระดับนักรบชั้นหัวหมู่ขั้นต้นละก็......ข้าคงหมดแรงและเหนื่อยตายก่อนพอดี!”
“เอ็งนี่ก็พูดเกินจริงตลอดเลยนะไอ้จ๋อ! มา! มาช่วยข้าเลาะหนังของมันออกเร็วแล้วก็ทำอย่างระวังๆด้วยล่ะ เพราะทุกส่วนของมันล้วนแต่มีค่าทั้งนั้น!”
ข้ารู้แล้วน่า!
หลังจากที่ทั้งสองกลับมาถึงอาศรมแล้วพวกเขาก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งใจก่อนที่ทั้งคู่จะช่วยกันเลาะหนังหมูและแล่เนื้อของหมูป่าตัวนี้ออกเป็นส่วนๆ........
เที่ยงวัน.......
เมื่อทั้งสองแล่เนื้อหมูป่าออกจนหมดและหั่นแบ่งเป็นส่วนๆจนเสร็จแล้ว กล้วยก็ให้ไอ้จ๋อนำเนื้อที่หั่นเป็นชิ้นๆ ไปต่างแดดเอาไว้ส่วนเครื่องในของหมูป่านั้น ตัวเขาเป็นคนเอาไปจัดการเพราะเครื่องในเน่าเสียง่ายกว่าพวกเนื้อ ดังนั้น กล้วยจึงต้องใช้วิธีพิเศษในการเก็บ.......
ซึ่งวิธีที่เขาใช้นั้นก็คือการเอาใบตองจากต้องกล้วยหอมทองที่เป็นต้นไม้วิเศษระดับต้นมาห่อเครื่องในเหล่านี้เอาไว้จากนั้นก็ยัดใส่ไหใบใหญ่ที่ลงคาถาอาคมความเย็น เพื่อรักษาอุณหภูมิภายในไหเอาไว้จะได้ช่วยชะลอการเน่าเสียของเครื่องในเหล่านี้อีกอย่างก็เพื่อที่จะหมัดพวกมันให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วนำไปขายให้กับคนที่ชอบกินเครื่องในหมัก.......
และเมื่อทั้งสองทำทุกอย่างเสร็จแล้วพวกเขาก็ทำอาหารกินกันซึ่งแน่นอนว่าเมนูของพวกเขาจะต้องเป็นเนื้อหมูป่าย่างอยู่แล้ว........
เอิ๊ก!!!
อ้า!!
“เนื้อย่างอร่อยที่สุด! ไม่มีอะไรอร่อยเท่ากับเนื้อย่างแล้วจริงไหมกล้วย?”
“นั่นสิ! แต่น่าเสียดายที่พวกเรามิมีเครื่องปรุงที่ดีกว่านี้ถ้าเกิดว่ามีผงเกลือเสียหน่อยละก็เนื้อหมูป่าย่างนี้คงจะอร่อยยิ่งกว่านี้เป็นแน่แท้!”
ทั้งสองยังติดใจเนื้อย่างไม่หายแม้ว่าพวกเขาจะกินจนอิ่มและไม่สามารถที่จะกินต่อไปได้แล้วแต่พวกเขาก็ยังคงน้ำลายไหลไม่หยุด.....
“เนื้อของพวกสัตว์ที่มีพลังชาญนี้อร่อยจริงๆ เลยถ้าข้าได้กินเนื้อแบบนี้ทุกวันคงจะดีไม่น้อยเลย!”
“กินทุกวันงั้นรึ? ย่อมได้อยู่แล้วไอ้จ๋อถ้าเอ็งออกไปล่ามาเพิ่มได้นะ แต่สำหรับข้า ถ้าเนื้อหมูป่าเขาเดียวตัวนี้หมดลงข้าคงไม่ออกไปล่าแล้วละ”
อ้าว!
“ทำไมละกล้วย?”
“ก็เพราะว่าเอ็งก็เป็นสัตว์ที่มีพลังชาญเหมือนกันเยี่ยงไรละดังนั้นแล้ว........”
เจี๊ยก!!
“ไอ้บ้า! นี่เอ็งจะกินข้าเยี่ยงนั้นรึไอ้กล้วย? ข้าเป็นสหายของเอ็งนะ?!”
ไอ้จ๋อถึงกับขนลุกและตัวสะดุ้งเลยเมื่อมันได้ยินคำพูดของกล้วย แม้ว่าคำพูดมันดูเหมือนจะไม่มีอะไรมากสำหรับคนอื่นๆที่มาได้ยิน แต่สำหรับไอ้จ๋อแล้ว เรื่องแบบนี้มันรับไม่ได้.......
ฮ่าฮ่า ฮ่า!
“ข้าก็แค่ล้อเอ็งเล่นเท่านั้น ทำเป็นบ่นไปได้!”กล้วยหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ที่เขาได้แกล้งไอ้จ๋อจนหน้าเสียเช่นนี้ก่อนที่เขาจะพูดปลอบใจมันออกมา......
“เอ็งจักไม่ให้ข้าบ่นได้เยี่ยงไร ก็เอ็งบอกจะจับข้ากินเลยนะแล้วแบบนี้........”
หมับ!
“เลิกคิดเยอะได้แล้วไอ้จ๋อ! ข้าไม่กินเอ็งหรอกน่า ถ้าข้าจะกินเอ็งข้าคงกินเอ็งไปตั้งนานแล้ว คงมิปล่อยให้เอ็งรอดมาถึงทุกวันนี้หรอกนะ เอาละ!ข้าขอตัวไปนอนพักก่อน ไว้ช่วงตะวันบ่ายพวกเราค่อยมาฝึกต่อสู้กันต่อ!”
กล้วยไม่คิดว่าไอ้จ๋อจะคิดมากเช่นนี้และก็ดูเหมือนว่ามันจะคิดจริงด้วย ดังนั้นแล้วกล้วยจึงต้องหยุดพูดถึงเรื่องนี้และพูดปลอบให้ไอ้จ๋อสบายใจก่อนจะขอตัวกลับเข้าอาศรมเพื่อไปพักผ่อน.....
อ้า!
“เอ็งไม่กินข้าแน่นะ? ไม่กินจริงๆ นะ?”
“หรือเอ็งอยากให้ข้ากินเอ็งห๊ะไอ้จ๋อ?!”
ไม่!!
เจี๊ยก!!!
เฮ้อ.............
อีกสองเดือนผ่านไป....
ย๊ะ!ย๊ะ!!
ปัง!ปัง!
“ป้องกันให้ดีหน่อยไอ้จ๋อ! ทำอย่างกะคนไม่ได้กินข้าวแหนะเอ็ง!”
“เอ็งจะมาโทษข้าก็ไม่ได้นะโว้ย เอ็งเป็นถึงนักรบระดับนายพันขั้นต้นแต่ข้าเป็นเพียงนักรบระดับหัวหมู่ขั้นต้นเท่านั้น แล้วข้าจักเอาพละกำลังไหนไปสู้เอ็งได้วะ!”
เอาน่า!
“ข้าคิดว่าอีกไม่นานเอ็งก็คงจักสามารถทะลวงผ่านระดับไปเป็นนักรบชั้นหัวหมู่ขั้นกลางแล้ว ทนๆอีกหน่อยจักเป็นกระไรวะ?!”
ย๊ะ!ย๊ะ!
หลังจากวันที่ออกล่านี่ก็ผ่านไปสองเดือนแล้วที่ทั้งสองไม่ได้ออกไปจากเขตอาศรมแห่งนี้เลยเพราะเนื้อหมูป่าเขาเดียวที่พวกเขาล่ามานั้นมันเพียงพอที่จะให้พวกเขากินได้ถึงสามเดือนเลย ดังนั้น ในเวลาสองเดือนที่ผ่านมานี้ทั้งคู่จึงได้เอาเวลาวางๆ มาซ้อมต่อสู้กัน และยิ่งพวกเขาซ้อมต่อสู้กันมากเท่าไหร่ความชำนาญและความแข็งแกร่งของพวกเขาก็มากขึ้นเท่านั้น.....
ขาดก็เพียงแค่ประสบการณ์จริงในการต่อสู้เท่านั้นซึ่งถ้าพวกเขาได้เข้าร่วมการต่อสู้สักครั้งสองครั้งละก็พวกเขาจะเป็นคู่หูที่แข็งแกร่งอย่างมากสำหรับนักรบระดับเท่านี้......
ปัง!ตุบ!
แฮะ!แฮะ! แฮะ!
“ดูเหมือนเอ็งจักไม่ไหวแล้วนะไอ้จ๋อ งั้นก็พักกันเสียก่อนเถอะ”
เยี่ยม!
“ในที่สุดก็ได้พักเสียที ถ้าเอ็งยังให้ข้าเป็นคู่ซ้อมมือเอ็งต่อไปละก็เห็นทีวันรุ่งพรุ่งนี้ข้าคงจักต้องออกไปหาที่อยู่ใหม่เสียแล้ว มิเช่นนั้นข้าได้หมดแรงตายก่อนที่จะแก่ตายแน่ๆ!”
“เอ็งนี่ชอบพูดเกินจริงตลอดเลยนะ แต่ถ้าเอ็งจะไป ข้าก็ไม่ห้ามดอกเพียงแต่เอ็งต้องไปตัวเปล่าเหมือนกับตอนที่เอ็งมาห้ามนำอาหารและน้ำจากที่นี่ไปแม้แต่นิดเดียว!”
อะ.....เอ็ง!!
ไอ้จ๋อไม่คิดวากล้วยจะพูดกับมันเช่นนี้มันคิดว่ากล้วยจะต้องรีบเข้ามาอ้อนวอนมันเพื่อไม่ให้มันจากไปเมื่อได้รู้ว่ามันจะไป แต่ความเป็นจริงแล้ว กล้วยกลับไม่รั้งมันไว้แถมยังปล่อยให้มันไปและห้ามนำสิ่งของใดๆ ติดตัวไปด้วยแบบนี้มันโหดร้ายและทำร้ายจิตใจมันอย่างมาก......
“ข้ามิได้หยอกเอ็งเล่นนะไอ้จ๋อ ข้าพูดความจริง ถ้าเอ็งคิดว่าข้าจักใจดีกับคนที่ทอดทิ้งข้าเอ็งก็คิดผิดเสียแล้วละนะ ไม่ว่าใครก็ตามที่หักหลังข้าหรือเลือกที่จะหันหลังให้กับข้า ข้าก็จักไม่มีวันทำดีกับพวกมันเช่นกัน ดังนั้นแล้วเอ็งจงจำไว้ให้ดีด้วย!”
แน่นอนว่าครั้งนี้กล้วยไม่ได้พูดเล่นเขาพูดมันออกมาจากใจจริงๆ ของเขา ซึ่งเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกและนึกคิดเช่นนี้ก็เพราะว่าเขาได้รับอิทธิพลความรุนแรงมาจากวิญญาณของยักษ์วิรุฬกัณฐ์ที่มันพยายามจะยึดครองร่างกายและจิตใจของกล้วย.......
แต่การที่เขาได้รับอิทธิพลด้านนี้มานั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร เพราะมันได้ทำให้กล้วยเข้าใจต่อและจิตใจของผู้คนได้มากขึ้นและเมื่อเขาต้องพบเจอกับผู้คนหรือสังคมเขาจะไม่มีทางถูกหลอกและถูกเป่าหูให้หลงกลง่ายๆ อย่างแน่นอน......
เอ็ง!
“นี่เอ็งเปลี่ยนไปมากเลยนะกล้วยดูอย่างกับว่าเอ็งไม่ใช่กล้วยเด็กน้อยเมื่อห้าเดือนก่อนเลยแต่มันเหมือนกับว่าเอ็งได้ผ่านโลกมานานนับสิบๆ ปีเสียอย่างนั้นแหละ?!”
ถึงไอ้จ๋อจะไม่ได้ผ่านโลกมามากนักและอายุของมันก็ไม่ต่างจากกล้วยเท่าไหร่ แต่มันที่ใช่ชีวิตเอาตัวรอดในป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วยอันตรายมาตลอดนั้นตัวมันได้สร้างภูมิคุ้มกันและมีจิตใจที่แข็งแกร่งอย่างมาก เพราะถ้ามันอ่อนแอมันก็จะกลายเป็นเหยื่อของคนที่แข็งแกร่ง ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่มันพบเจอมันจะไม่มีทางไว้ใจและเชื่อใจแน่ ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวของมัน.....
แต่กล้วยนั้นต่างออกไปที่มันเชื่อใจและไว้ใจกล้วย ก็เพราะว่ากล้วยได้ช่วยเหลือมันและดูแลมันอย่างดีราวกับครอบครัว เช่นนั้นแล้วมันจึงเข้าใจและรู้ว่ากล้วยต้องการจะสื่อถึงอะไร.......
“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าข้าเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใดแต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ข้ามั่นใจว่าตัวข้านั้นไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนั่นก็คือความหล่อเหลาและจิตใจที่ดีของข้าเยี่ยงใดละ!”
อ้วกกกกกก!!
“เอ็งนี่มันหลงตัวเองเป็นบ้าเลยนะกล้วย! ถ้าพูดถึงความหล่อแล้วเป็นข้าต่างหากละที่หล่อและเท่ห์ที่สุดในสามโลก สาวๆ ใดเมื่อได้เห็นหน้าข้าพวกนางก็ต้องหลงรักข้าจนโงหัวไม่ขึ้นอย่างแน่นอน ไม่เชื่อเอ็งลองดูดอกไม้นั่นสิพวกมันเบ่งบานและยิ้มให้กับข้าไม่หุบเลย!”
โป๊ก!
โอ้ย!!
“ว่าแต่ข้า เอ็งก็ไม่ต่างไปจากข้าแหละวะไอ้จ๋อ ดี!ในเมื่อเอ็งมั่นใจว่าเอ็งหล่อนัก งั้นวันรุ่งพรุ่งนี้พวกเราไปหมู่บ้าน “ป่าโมก”กัน จักได้รู้ไปเลยว่าใครกันแน่ที่หล่อกว่ากัน?!”
เข้าหมู่บ้านรึ?!
“เอ็งคิดดีแล้วอย่างนั้นรึที่ไปเข้าหมู่บ้าน? ไม่ใช่ว่า.........”
“เอ็งมิต้องห่วง ข้ามิเป็นใดดอกอีกอย่าง......ข้าเองก็ไม่ได้พบปะผู้คนมาเสียนานได้พูดคุยกับมนุษย์บ้างก็คงจักดีมิใช่น้อย แล้วก็ ข้าจะได้ใช้โอกาสนี้เอาเครื่องในหมูป่าเขาเดียวหมักออกไปขายและแลกเปลี่ยนข้าวของกลับมาไว้ใช้ด้วยและที่สำคัญเลยข้าอยากรู้ว่าสถานการณ์สงครามกับไอ้พวกยักษ์ในตอนนี้เป็นเยี่ยงใดบ้าง!”
อ้า!
“ก็จริงของเอ็งนะกล้วย มนุษย์ไม่เหมือนสัตว์ที่จะอยู่คนเดียวได้ตลอดหรือแม้แต่สัตว์บางพวกเองก็ไม่อาจที่จะอยู่ตัวคนเดียวได้ตลอดไปเช่นกัน”
หือ?
“นี่เอ็งพูดดีๆ แบบนั้นเป็นด้วยเยี่ยงนั่นรึไอ้จ๋อ นี่ข้าหูฝาดไปหรือไม่?”
ไอ้บ้า!
“นี่เอ็งกำลังชมหรือหลอกด่าข้าอยู่กันแน่วะ?”
“ก็ทั้งสองอย่างนั้นแหละ!”
เอ็ง!
ฮ่าฮ่า ฮ่า!!
หลังจากที่กล้วยและไอ้จ๋อพักเสร็จพวกเขาก็เริ่มที่จะฝึกซ้อมต่อสู้กันต่อ ซึ่งหลายวันที่ผ่านมาก่อนหน้านี้นั้นกล้วยและไอ้จ๋อได้ช่วยกันฝึกซ้อมวิชาการต่อสู้ด้วยอาวุธชนิดต่างๆ อย่างต่อเนื่องจนวันนี้ทั้งคู่ก็เริ่มที่จะใช้อาวุธเพียงชนิดเดียวที่ตัวเองถนัดในการซ้อมแล้ว......
ซึ่งอาวุธที่ไอ้จ๋อเลือกใช้นั้นคือหอกสามส่วนเพราะหอกสามส่วนนี้สามารถปรับขนาดความยาวของตัวหอกได้สามระดับทำให้ไอ้จ๋อสามารถต่อสู้กับศัตรูที่อยู่ในระยะประชิดระดับกลางและไกลกว่าตัวเองหนึ่งหรือสองเมตรได้อย่างสบายๆแถมหอกสามส่วนนี้ยังใช้เป็นเครื่องป้องกันได้ด้วย......
ส่วนอาวุธที่กล้วยเลือกใช้นั้นคือดาบคู่ที่กล้วยเลือกดาบคู่เพราะกล้วยคิดว่าดาบคู่นั้นมีพลังในการโจมตีที่สูงและสามารถปรับการใช้งานได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะใช้ในการโจมตีและป้องกันในทิศทางใดทางหนึ่งเป็นหลักหรือจะทั้งโจมตีและป้องกันไปพร้อมกันเลยก็ยังได้และที่สำคัญเลยที่ทำให้กล้วยเลือกใช้ดาบคู่ก็คือ ตัวเขาอยากเป็นวีรบุรุษอย่าง“พระยาพิชิตชัยดาบคู่”ที่ใช่ดาบคู่ที่เป็นอาวุธคู่กายทำลายกองทัพยักษ์นับหมื่นด้วยตัวคนเดียวนั่นเอง......
ยามเย็น......
“กล้วย! เอ็งแน่ใจนะว่าเอ็งจะเข้าหมู่บ้านจริงๆ?”
“ก็แน่สิ เอ็งถามข้าเช่นนั้นมีกระไรรึ? หรือว่าเอ็งไม่อยากไป?”
“มันมิใช่เรื่องนั้นดอกที่ข้าถามเอ็งก็เพราะว่า.......ข้ากลัวว่าเอ็งจะสติแตกตอนเข้าหมู่บ้านเพราะไอ้วิญญาณยักษ์ที่อยู่ร่างของเอ็งน่ะสิถ้าเกิดว่ามันเป็นแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ ละก็.......พวกชาวบ้านได้พากันแตกตื่นและเกิดเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ!”
“เอ็งไม่ต้องกังวลเรื่องของข้าดอก!เอ็งควรกังวลเรื่องของเอ็งมากกว่านะไอ้จ๋อ เพราะนอกจากเผ่าพันธุ์วานรแล้วพวกลิงทั่วๆ ไปไม่อาจที่จะพูดได้ แต่ลิงอย่างเอ็งกลับพูดได้มิใช่ว่ามันจะเป็นปัญหามากกว่าของข้าดอกรึ?”
ฮึ่ม!
“ข้าพูดได้แล้วเยี่ยงใด? ลิงหน้าตาดีอย่างข้าผู้คนไม่หวาดกลัวดอก มีแต่จะเข้าหาข้าเสียมากกว่ารู้ไว้ด้วย!”
ไอ้หลงตัวเอง!
ชิ!
“ถ้าเอ็งมั่นใจขนาดนั้นเช่นนั้นพรุ่งนี้ก็อย่าให้เกิดปัญหาก็แล้วกันไอ้จ๋อ!”
ข้ารู้แล้วน่า!
กล้วยไม่ได้กลัวเรื่องของเขาเลยเพราะในเวลานี้เจ้าวิญญาณของยักษ์วิรุฬกัณฐ์ไม่อาจที่จะทำอันตรายอะไรเขาได้อีกแล้วแต่เป็นตัวมันเองมากกว่าที่ถูกเขากระทำและทรมานมัน ดังนั้นกล้วยจึงเป็นกังวลเรื่องของไอ้จ๋อแทนเพราะการที่ลิงสามารถพูดได้ก่อนที่จะกลายเป็นวานรนั้น มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมากและนั่นอาจจะทำให้ผู้คนคิดว่าไอ้จ๋อเป็นพวกสัตว์อสูรได้......