หลังจากวันอันสงบสุขผ่านไป เหวินเจาเหยียนเรียกประชุมลูกน้องคนสนิทในห้องทำงานใหญ่ของจวน เขานั่งอยู่หลังโต๊ะด้วยท่าทีสงบนิ่ง แต่สายตาคมกริบของเขาทำให้ทุกคนในห้องรับรู้ถึงบรรยากาศที่จริงจัง
“รายงานสถานการณ์ล่าสุด” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ลูกน้องคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า โค้งคำนับก่อนจะเริ่มรายงาน “นายท่าน การค้าขายของเราที่หยางโจวยังดำเนินไปได้ดี แต่ดูเหมือนว่ากลุ่มของหมิงซานที่เรากำจัดไปยังมีเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในเมืองหลวง พวกเขาเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง”
เหวินเจาเหยียนฟังด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน ก่อนจะถามต่อ “ข้ามีเวลาเท่าไหร่ก่อนที่พวกมันจะลงมือ?”
“พวกเราเชื่อว่าพวกมันยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันเพื่อเตรียมการ แต่ไม่ควรประมาทขอรับ”
เขาพยักหน้าเล็กน้อย “จับตาดูทุกความเคลื่อนไหว อย่าให้พวกมันมีโอกาสโจมตีเราก่อน”
ลูกน้องอีกคนรีบรายงานเพิ่มเติม “ยังมีอีกเรื่องขอรับ มีข่าวลือแพร่กระจายเกี่ยวกับคุณหนูในจวนเรา บางคนเริ่มสงสัยเรื่องพฤติกรรมของนางที่เปลี่ยนไป”
ดวงตาของเหวินเจาเหยียนเยือกเย็นขึ้นทันที “ข่าวลือนั้นมาจากไหน?”
“ส่วนใหญ่มาจากพ่อค้าและคนงานในเครือข่ายของเราขอรับ พวกเขาบอกว่านางดูไม่เหมือนเดิมตั้งแต่กลับมาจากหยางโจว”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “กำจัดข่าวลือทุกอย่าง หากใครยังพูดเรื่องนี้อีก ให้จัดการขั้นเด็ดขาด”
ลูกน้องทุกคนโค้งคำนับพร้อมกัน “รับทราบขอรับ”
ขณะที่เหวินเจาเหยียนจัดการเรื่องต่างๆ ในห้องทำงาน หยางลี่เจินก็เดินเล่นอยู่ในสวนของจวน ดอกไม้ที่บานสะพรั่งทำให้บรรยากาศดูสดชื่น เธอหยุดเดินและสูดอากาศบริสุทธิ์ รู้สึกผ่อนคลายหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายที่ผ่านมา แต่ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงซุบซิบจากบ่าวไพร่ที่เดินผ่าน
“คุณหนูดูเปลี่ยนไปจริงๆ นางไม่เหมือนเดิมเลยตั้งแต่กลับมา…”
“ข้าว่าเหมือนมีวิญญาณอื่นมาแทนร่างของนางอย่างไรไม่รู้…” หยางลี่เจินชะงัก ใจเธอเต้นแรง ไม่ใช่เพราะความตกใจ แต่เพราะคำพูดนั้นเหมือนจะตรงกับความจริงของเธอ
“วิญญาณอื่น… แทนร่างเดิม?” เธอพึมพำกับตัวเอง หยางลี่เจินที่ยืนหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ใจเต้นแรงเมื่อได้ยินคำพูดของบ่าวไพร่
“ใช่ นางซูเหมยหลินนั่นนะ ว่ากันว่าตายเพราะนายท่านเป็นคนลงมือ”
“เพราะอะไรล่ะ?” อีกคนถามด้วยความอยากรู้
“ก็เพราะนางวางยาพิษนายท่านในคืนแต่งงานน่ะสิ ไม่คิดเหรอว่านายท่านจะโกรธจนถึงขั้นลงมือเอง”
“แต่แปลกนะ ตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมาจากงานศพ นางกลับดูไม่เหมือนคนเดิมเลย อ่อนโยนขึ้น พูดจาก็ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องเก่าๆ ด้วยซ้ำ”
“ข้าก็ว่าแบบนั้น! หรือว่านางจะโดนวิญญาณอื่นเข้าสิงร่าง?”
หยางลี่เจินตัวแข็งทื่อ ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงจนเธอแทบไม่ได้ยินคำพูดอื่นๆ ของบ่าวไพร่ เธอรีบถอยออกมาจากตรงนั้น เดินกลับไปที่ห้องของตัวเองด้วยอาการสั่นเทา เมื่อมาถึงห้อง หยางลี่เจินปิดประตูทันที เธอพิงประตูไว้ หัวใจยังคงเต้นแรง คำพูดของบ่าวไพร่ดังสะท้อนในหัว
“เหวินเจาเหยียนฆ่าเจ้าของร่างนี้เหรอ…” เธอพึมพำ น้ำตาเริ่มไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เธอเดินไปนั่งบนเตียง มือทั้งสองกุมขมับ ร่างกายสั่นไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว
“ถ้าเขาฆ่าซูเหมยหลินได้… แล้วฉันล่ะ? เขาจะฆ่าฉันด้วยไหม…”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นนอกห้อง ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออก เธอสะดุ้ง เงยหน้าขึ้นมองและพบว่าเหวินเจาเหยียนเดินเข้ามา สายตาคมของเขาจับจ้องมาที่เธอ
“เจ้าร้องไห้ทำไม?” เขาถาม น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลัง
หยางลี่เจินรีบเช็ดน้ำตาและลุกขึ้นยืนอย่างลนลาน “ไม่มีอะไรค่ะ…” เขาเดินเข้ามาใกล้ สีหน้าเย็นชา “เจ้าได้ยินอะไรมา?”
เธอชะงัก ใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก “ฉัน… ฉันไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นค่ะ”
“โกหก” เขาพูดเสียงเย็น ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยและจับผิด
หยางลี่เจินตัวสั่น เธอก้มหน้าลงหลบสายตาเขา ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฉันได้ยินพวกบ่าวพูดเรื่อง… เรื่องที่คุณฆ่าซูเหมยหลิน…”
คำพูดนั้นทำให้เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
เธอเงยหน้ามองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว “คุณ… คุณรู้ใช่ไหมคะ ว่าฉันไม่ใช่ซูเหมยหลินตัวจริง?”
เหวินเจาเหยียนจ้องเธอนิ่ง สายตาของเขาลึกล้ำและอ่านไม่ออก “ใช่ ข้ารู้”
“ตั้งแต่วันที่เจ้า ‘ฟื้น’ ขึ้นมา” เขาพูดพร้อมเดินเข้ามาใกล้ “เจ้าดูไม่เหมือนเดิม ไม่พูดเหมือนเดิม แม้แต่ความรู้สึกในสายตาของเจ้าก็เปลี่ยนไป ข้าไม่โง่พอที่จะไม่สังเกต”
หยางลี่เจินตัวสั่น น้ำตาเอ่อคลอ “ถ้าอย่างนั้น… ทำไมคุณถึงยอมให้ฉันอยู่ต่อ? ทำไมคุณไม่ฆ่าฉันเหมือนที่คุณทำกับซูเหมยหลิน?” เหวินเจาเหยียนหยุดตรงหน้าเธอ ดวงตาของเขานิ่งเรียบ แต่กลับแฝงไปด้วยบางสิ่งที่เธออ่านไม่ออก
“เพราะเจ้า… ไม่เหมือนนาง” เขาพูดเสียงต่ำ “เจ้าทำให้ข้ารู้สึกแตกต่าง”
หยางลี่เจินจ้องเขา ดวงตาเต็มไปด้วยคำถาม แต่เขากลับไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่ยืนมองเธอด้วยสายตาที่ลึกจนเธอไม่อาจคาดเดาได้เลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่