ตอนที่ 5 การตัดสินใจของอ้าย
หลังจากปฏิเสธการสู่ขอในครั้งที่2 อ้ายก็ต้องปวดหัวกับของบรรณาการที่ถูกส่งมาจากแม่ทัพหวนฉีนั่นคือหยกชั้นดีกับผ้าไหมชั้นเลิศ หากเป็ผู้หญิงธรรมดาคงจะดีใจกับของเหล่านี้แต่นี่มันใช้ไม่ได้กับเ้าหล่อนที่ไม่ค่อยจะสนใจเื่ความสวยงามหรือสิ่งของราคาแพงใดๆ
“เบียร์ว่าพี่เอสแต่งไปให้มันจบๆ เถอะ” ผู้เป็น้องตบบ่าพี่สาว
“เธอมาแต่งแทนมั้ยล่ะ”
“ได้นะ แต่แม่ทัพหวนฉีเค้าสนใจพี่นี่”ทำลอยหน้าลอยตาล้อเลียนพี่สาวอย่างสนุกสนานคนมองรู้สึกหมั่นไส้จนอยากจะเขกกบาลงามๆ สักทีสองที
เอสหนักใจไม่คิดว่าหวนฉีจะไม่ยอมแพ้ขนาดนี้ทำอย่างไรเขาถึงจะเลิกยุ่งกับเธอกันนะน้องสาวที่รับรู้ว่าอีกฝ่ายคงเข้าตาจนแล้วแน่นอนยื่นมือมาแตะไหล่ร่างสูงกว่าเบาๆ
“เบียร์มีแผน”
“แผน…บ้าอะไรของเธอ!”อ้ายแผดเสียงลั่นทำเอาซุนเซียนและบรรดาทหารที่ยืนอยู่รอบๆ สะดุ้งไปตามๆ กันแววตาของเด็กสาววาวโรจน์พร้อมจะขย้ำหากคำแก้ตัวนั้นไม่ระรื่นหู
“ก็แหม แม่ทัพหวนฉีทำมาขนาดนี้แล้วนะ หากพี่ปฏิเสธไปอีกข้าว่าคงมีาขนาดย่อมแน่ๆ”
“เออ มีแน่นอน” อ้ายมองน้องสาวราวกับจะกินเืกินเนื้อเพราะแผนที่เ้าหล่อนว่าคือให้เธอตอบรับไมตรีจิตของแม่ทัพหวนฉีซึ่งเธอจะยอมแต่งงานกับเขาก็ต่อเมื่อปลงแล้วซึ่งชีวิตแน่นอนว่าคนอ่อนวัยกว่าพูดได้เพราะไม่เคยได้อ่าน Romance dawn น่ะสิ นี่เ้าหล่อนกำลังส่งพี่สาวของตนเข้าปากแร้งกาชัดๆ
“ข้ามีเหตุผล 3 ข้อที่ว่าทำไมท่านควรจะแต่งงานกับแม่ทัพหวนฉีค่ะ”
“ลองว่ามา”อ้ายพยายามสะกดอารมณ์ตนเองเพื่อฟังเหตุผลที่ไม่ว่าอย่างไรในตอนท้ายเธอก็คงจะอาละวาดแน่นอน
“ข้อแรก ลือกันว่าแม่ทัพหวนฉีเป็ชายหนุ่มรูปร่างกำยำและหน้าตาดีค่ะ”ถึงตรงนี้เส้นเืปุดน้อยๆ ปรากฏตรงขมับซ้ายของอ้ายซิน
“ก็แหม ใครๆ ก็อยากมีคู่ครองที่ดูดีกันทั้งนั้นแหละค่ะ”
“ข้อ 2 ล่ะ” อ้ายถามรอดไรฟัน
“ทุกวันนี้มีคำขอแต่งงานเข้ามามากมาย หากท่านเลือกแต่งกับใครสักคนจะได้จบๆไป และยิ่งเป็แม่ทัพหวนฉีด้วย…ซึ่งเขาไม่ได้ฝักใฝ่ขั้วอำนาจใดแถมยังไม่มีใครอยากจะยุ่ง…ท่านพี่อย่าลืมสิคะว่าแม่ทัพถิงเซียวและท่านพ่อของข้าไม่อาจอยู่กับท่านไปได้ตลอดเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ท่านควรหาหลักประกันที่มั่นคงให้กับตัวเองโดยเฉพาะเื่ชาติกำเนิดของท่าน…”
“ฮุ่ยหลิง!” ถิงเซียวตะคอกเสียงเหี้ยม อ้ายคิดว่าเขาโกรธที่ฮุ่ยหลิงกำลังพูดเื่ที่เธอเป็เพียงลูกบุญธรรมของหวังซินแต่มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเชียวหรือคนอ่อนวัยสุดนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะปรับสีหน้าเป็ปกติและพูดขึ้นอีกครั้ง
“ข้อสุดท้าย แต่งได้ก็หย่าได้ค่ะ”ข้อนี้เรียกความสนใจของอ้ายได้เป็อย่างดีทว่าเธออาจจะซี้ม่องเท่งก่อนจะทำแบบนั้นก็ได้ “ความประทับใจก็เป็สิ่งสำคัญหากเป็สิ่งที่น่าสนใจแม่ทัพหวังฉีก็พยายามที่จะคว้ามันมาแต่หากเขาคิดว่าสิ่งนั้นน่าเบื่อ เขาก็คงจะไม่แยแสมัน”
“เ้ากำลังพูดถึงหวนฉีที่สามารถควักลูกตาและตัดแขนขาคนได้อย่างไม่สะทกสะท้านนะฮุ่ยหลิง”ซุนเซียนแย้งผู้เป็ลูก อ้ายเห็นด้วยกับเขาเป็ที่สุด
“แต่ท่านพี่ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา ท่านเป็ถึงบุตรีของอดีตแม่ทัพหวังซินเขาคงไม่ทำอะไรอุกอาจหรอก และอีกอย่างนะคะ” ว่าถึงครงนี้ ฮุ่ยหลิงเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างหลังของอ้ายซินเธอแย้มรอยยิ้มเ้าเล่ห์จนเกือบจะน่าขนลุก “ท่านพี่คงไม่งอมืองอเท้าปล่อยให้อึกฝ่ายทำร้ายได้หรอกค่ะหรือว่าไม่จริงละคะ”
“นั่นสินะ เผลอๆ เขาเห็นหน้าข้าก็อาจจะหมดความสนใจรีบส่งตัวกลับก็ได้ใครจะไปรู้” อ้ายพูดอย่างมั่นใจ เธอภูมิใจในความธรรมดาสามัญของตนเองทว่านั่นคือสิ่งที่เธอคิดเพียงฝ่ายเดียว…
อ้ายไม่ใช่คนสวยแต่เป็หญิงสาวที่มีเสน่ห์น่าค้นหาเธอมีดวงหน้าเรียวได้รูปและดวงตาสีดำขลับราวอัญมณีกับริมฝีปากอวบอิ่มสีระเรื่อแม้จะไม่ได้มีผิวขาวผ่องตามพิมพ์นิยมแต่ผิวสีน้ำผึ้งอ่อนนวลเนียนทำให้เธอดูแตกต่างจากคนอื่นส่วนสูงของเธอมากกว่าผู้หญิงในสมัยนั้นเล็กน้อย (165 เซน)แต่มีรูปร่างที่สมส่วนเข้ากันกับความสูงนั้น…หากเ้าหล่อนได้แต่งหน้าแต่งตัวสักหน่อยล่ะก็…นั่นคือสิ่งที่หลายคนคิดแต่ไม่สามารถแสดงออกมาถ้าพูดต่อหน้าแม่ทัพหวังซินล่ะก็ คนพูดคงได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงเป็แน่
“ขอเวลาข้าสัก 3 วันละกัน ข้าอยากจะทบทวนอะไรหน่อย”
อ้ายใช้ความคิดหนักเหตุผลข้างๆ คูๆ ที่ฮุ่ยหลิงเสนอมา 2 ใน 3 ข้อค่อนข้างน่าสนใจเพียงแต่ปัญหาเดียวที่เธอคิดไม่ตกก็คือ หากเธอแต่งงานไปอยู่กับหวนฉีเธอยังจะสามารถทำบางสิ่งที่เคยทำเหมือนตอนอยู่ในทัพของถิงเซียวได้หรือไม่
“เ้าไม่จำเป็ต้องใส่ใจในสิ่งที่ฮุ่ยหลิงพูดก็ได้นะ”ถิงเซียวพูดขึ้นในขณะที่มาหยุดยืนข้างๆ ผู้เป็น้อง “ตราบที่ข้ายังมีลมหายใจอยู่จะไม่มีใครทำอะไรเ้าได้”ชายวัยกลางคนยื่นมือไปลูบหัวปลอบประโลมอีกฝ่ายความอบอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ทำเอาเกือบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
โลกนี้ไม่ใช่Romancedawn ไม่ใช่นิยายที่เธอเคยอ่านร้อยเปอร์เซ็นต์มันเป็เพียงแค่เค้าโครงบางส่วนเท่านั้น เธอไม่อาจรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้หากมันไม่เกี่ยวกับจิ้งและเซินนี่คือเนื้อเื่ของเธอ คือเส้นทางของชีวิตที่ต้องก้าวเดินต่อไปเธอต้องตัดสินใจด้วยตัวเองมันคงจะดีหากเธอไม่เคยอ่านนิยายเื่นี้มาก่อนแบบเบียร์อะไรคงจะง่ายขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว
“ข้าตัดสินใจแล้วค่ะ ท่านพี่”
…ข่าวเื่การแต่งงานระหว่างบุตรีของแม่ทัพหวังซินและแม่ทัพหวนฉีแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่มทว่าทางฝ่ายถิงเซียว้าให้จัดงานเป็การภายในและเรียบง่ายที่สุดเกิดการลือกันไปต่างๆ นาๆ ว่าหลี่อ้ายซินนั้นอายในรูปลักษณ์อัปลักษณ์ของตนจนไม่กล้าเปิดเผยแก่ผู้คนการจัดงานจึงทำในที่ดินของแม่ทัพหวนฉีมีเพียงคนของเขากับคนจากฝั่งของแม่ทัพถิงเซียวจำนวนหนึ่งเข้าร่วมงานไม่จำเป็จะต้องแต่งชุดเต็มยศอันน่าอึดอัดตามคำขอของฝ่ายเ้าสาวซึ่งหวนฉีก็ไม่คิดจะถามหาเหตุผลใดๆเพราะเขาเองก็สวมชุดคลุมสีเทาเข้มทำจากหนังสัตว์ชั้นดีซึ่งคอเสื้อประดับด้วยขนนกสีดำเงางามเนื่องจากเป็การแต่งงานของแม่ทัพคนสำคัญแห่งซูเสนาบดีฝ่ายซ้ายหวงเทียนจินจึงได้รับมอบหมายจากอ๋องจิ้งเป็ตัวแทนรับน้ำชาในพิธีการพร้อมด้วยเหล่าขุนนางาุโซึ่งมีสัมพันธ์อันดีกับหวังซินมาอย่างยาวนาน
หวนฉีได้รับแจ้งว่าเกี้ยวของเ้าสาวมาถึงก่อนเวลาและขบวนของเธอกำลังรออยู่ที่ประตูใหญ่หน้าทางเข้าที่ดินของเขาเขาค่อนข้างประหลาดใจเมื่อเห็นว่ามีเพียงคนแบกเกี้ยว 4 คนและคนที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้าของพวกเขาไร้วี่แววของแม่ทัพถิงเซียวและแขกฝ่ายเ้าสาว
“พวกข้าได้รับคำสั่งให้พาเ้าสาวมาส่งที่นี่ก่อนท่านแม่ทัพถิงเซียวและคนอื่นๆ กำลังเดินทางตามมาครับ”ชายที่ยืนอยู่หน้าสุดบอกพลางโค้งให้กับหวนฉี
แววตาของแม่ทัพหนุ่มจับจ้องไปยังเกี้ยวใหญ่สีดำที่ไร้ซึ่งการตกแต่งใดๆเขาสาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วเปิดม่านประตู ทว่าภายในกลับว่างเปล่า!มีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งวางไว้พร้อมกับมีดด้ามเล็กๆและก้านธูปที่ถูกจุดเรียบร้อยเขาหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่านด้วยใบหน้าที่ไม่อาจคาดเดาได้
คำท้าจากอ้ายซินถึงแม่ทัพหวนฉี
ท่านมีเวลาจนกว่าก้านธูปนี้จะหมดหากท่านตามหาข้าซึ่งซ่อนตัวในแผ่นดินของท่านไม่พบท่านจะต้องทำตามคำเรียกร้องของข้าดังนี้
ข้อแรกห้ามแตะต้องตัวข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อสองห้ามบังคับในสิ่งที่ข้าไม่ชอบ
ข้อสามห้ามกระทำการใดที่ทำให้ข้ารู้สึกว่าถูกหยามเกียรติเป็อันขาด
หากข้าแพ้ในการท้าครั้งนี้ข้าจะเชื่อฟังคำสั่งท่านทุกอย่าง หวังว่าท่านจะกล้าพอที่จะรับคำท้าของข้าและลงนามด้วยสัญญาเืบนจดหมายฉบับนี้
“หึ กล้ามากนะที่มาท้าข้าคนนี้ข้าไม่จำเป็ที่จะต้องเล่นไปตามบทของเ้าแม้แต่น้อย” หวนฉีทำท่าจะฉีกจดหมายทว่ารอยยิ้มเ้าเล่ห์ทาบทับบนริมฝีปากหนา เขาหยิบมีดขึ้นปาดนิ้วชี้และประทับตราเืลงไป“หวังว่าเ้าจะไม่ทำให้ข้าเบื่อซะก่อนนะ”
“หัวหน้า ในจดหมายนั่นเขียนไว้ว่าอย่างไรหรือ” กุนซือวัยกลางคนเอ่ยถามเขารู้สึกขนพองสยองเกล้ากับรอยยิ้มของผู้เป็นายเสียเหลือเกิน
“ก็แค่การละเล่นของเด็กที่ยังไม่รู้จักโต”
“ข้าได้ยินมาว่าบุตรของแม่ทัพหวังซินอ่อนแอขี้โรคและสุขภาพไม่ค่อยดี”คนสูงวัยกว่ายกพัดขึ้นมาสะพัดเบาๆ อย่างใช้ความคิด
“ได้กลิ่นนักต้มตุ๋นโชยผึ่งเลยทีเดียว”