หลังจากที่บัณฑิตหลี่ได้พ่ายแพ้แก่ตรรกะของตนเองจนต้องยืนนิ่งอ้ำอึ้งเป็นรูปสลักหินไปแล้วนั้น...เซี่ยหยางก็มิได้กล่าววาจาใดๆ เพื่อซ้ำเติมเขาอีก...
ความเงียบ...คือการดูแคลนที่เจ็บปวดที่สุด...
เขาเพียงแค่ก้าวผ่านร่างที่แข็งทื่อของบัณฑิตหลี่ไป...แล้วขึ้นมายืนอยู่เบื้องหน้าศิลาบรรพกาลอันยิ่งใหญ่...บัดนี้...เขามิใช่ผู้ถูกทดสอบอีกต่อไปแล้ว แต่คือผู้ควบคุมเวทีแห่งนี้โดยสมบูรณ์!
“อู๋อิ่ง อาหู่ อากัง!” น้ำเสียงของเขาดังขึ้นอย่างเฉียบขาด ปลุกให้ทุกคนตื่นจากภวังค์ “ไปหาเชือกป่านที่เหนียวและยาวที่สุดเท่าที่จะหาได้มาหลายๆ เส้น! และไปตัดกิ่งสนที่แข็งแรงที่สุดมาทำเป็นคานและเสาค้ำยัน!”
แม้จะไม่เข้าใจในเจตนาของผู้เป็นนาย...แต่ผู้ติดตามทั้งสามก็รีบโค้งคำนับรับคำสั่งแล้วแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ในทันที ซูเหวินจื่อรีบเข้าไปช่วยอีกแรงหนึ่ง
ต่อหน้าต่อตาสายตาทุกคู่ที่จับจ้องอย่างงุนงง...ละครฉากใหม่ที่ไม่มีผู้ใดเคยคาดคิดมาก่อนก็ได้เริ่มต้นขึ้น!
ภายใต้การบัญชาการอันคล่องแคล่วและแม่นยำของเซี่ยหยาง... “เครื่องกลประหลาด” ก็ค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นทีละขั้นตอน...เชือกป่านเส้นมหึมาถูกโยนพาดขึ้นไปบนกิ่งไม้ที่แข็งแรงที่สุดของต้นเฟิงใหญ่ที่แผ่ร่มเงาอยู่เหนือศิลาบรรพกาล...ปลายเชือกด้านหนึ่งถูกผูกไว้กับคานไม้ที่ทำขึ้นอย่างเร่งด่วน...ก่อนที่เชือกจะถูกวนกลับไปกลับมาผ่านคานไม้อีกหลายทบ...ก่อเกิดเป็นระบบ “รอกหลายชั้น” ที่ซับซ้อน...เป็นภาพที่บัณฑิตผู้ศึกษาแต่ตำราในยุคสมัยนั้นไม่เคยพบเห็น และไม่เข้าใจในหลักการของมันเลยแม้แต่น้อย!
‘หลักการของแรงและการผ่อนแรง...’ จิตวิญญาณของเสิ่นอี้ครุ่นคิดอย่างสงบ ‘เป็นเพียงความรู้ฟิสิกส์พื้นฐานในโลกของข้า...แต่สำหรับที่นี่...มันคงดูไม่ต่างจากเวทมนตร์เป็นแน่’
เมื่อระบบรอกถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว...เซี่ยหยางก็เดินเข้าไป...จับปลายเชือกเส้นสุดท้ายที่ทิ้งตัวลงมาไว้...เพียงลำพัง!
“ทุกท่าน...ได้โปรดถอยห่างออกมา...ข้าเกรงว่าศิลาอาจจะทับเท้าเอาได้” เขากล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เหล่าศิษย์ต่างพากันถอยกรูออกมาด้วยความไม่เชื่อสายตา...บุรุษร่างระหงงดงามเพียงคนเดียวผู้นี้...คิดจะเคลื่อนย้ายศิลาบรรพกาลที่แม้แต่ชายฉกรรจ์สิบคนยังมิอาจทำให้ขยับเขยื้อนได้...ด้วยเชือกเพียงเส้นเดียวน่ะหรือ! นี่มันบ้าไปแล้ว!
สิ้นคำเตือนนั้น...เขาก็ค่อยๆ ออกแรงดึงเชือกเส้นนั้นอย่างช้าๆ และมั่นคง...
เอี๊ยด...อ๊าด...
เสียงเชือกป่านที่ถูกขึงจนตึงเสียดสีกับเปลือกไม้ดังขึ้น...ตามมาด้วยเสียงครืดคราดของผืนดินที่ถูกกดทับ!
ครืด...ครืด...
และแล้ว...ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด!
ศิลาบรรพกาลที่เคยตั้งสงบนิ่งอยู่ที่เดิมมานานนับร้อยปี...บัดนี้...กลับค่อยๆ ขยับ...และลอยตัวสูงขึ้นจากพื้นดินอย่างช้าๆ! สูงขึ้น...สูงขึ้น...จนลอยเด่นอยู่กลางอากาศ...ด้วยแรงดึงของคนเพียงคนเดียว!
ทั้งสำนัก...เงียบกริบ!
เสียงลมพัด...เสียงใบไม้ไหว...เสียงนกร้อง...พลันเงียบหายไปในทันที! ทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึงจนกลายเป็นหิน! อ้าปากค้าง...ดวงตาเบิกโพลง...จ้องมองภาพอันน่าอัศจรรย์ตรงหน้าราวกับถูกภูตผีปีศาจสะกดวิญญาณ!
ซูเหวินจื่อถึงกับต้องยกมือขึ้นขยี้ตาตนเอง! ส่วนบัณฑิตหลี่นั้น...ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนไร้สีเลือด...เข่าทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดลงไปนั่งกับพื้นอย่างหมดสิ้นซึ่งความภาคภูมิใจใดๆ ทั้งปวง...
เซี่ยหยางไม่สนใจปฏิกิริยาของใครทั้งสิ้น เขาสั่งให้คนนำแพไม้ไผ่ที่แข็งแรงที่สุดเข้ามารองรับศิลาที่ลอยอยู่นั้น...แล้วจึงเริ่มกระบวนการ “ชั่งน้ำหนัก” ต่อไป...
เขาได้แก้ไขปริศนาทั้งสองข้อ...ทั้งปริศนาที่ถูกเอ่ยออกมา...และปริศนาที่ซ่อนอยู่...ได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
ในเงามืด...ปรมาจารย์หลิน และท่านเคนชินต่างก็มองหน้ากันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและชื่นชมอย่างหาที่สุดมิได้!
“ปัญญา...นี่แหละคือปัญญาที่แท้จริง...” ปรมาจารย์หลินพึมพำออกมาอย่างลืมตัว “ไม่ใช่ปัญญาที่มาจากการท่องจำตำรา...แต่เป็นปัญญาที่มาจากการเข้าใจใน ‘หลักการ’ แห่งฟ้าดิน!”
ท่านเคนชินพยักหน้าเห็นด้วยช้าๆ “ปลาหลีฮื้อตัวนี้...ได้กลายร่างเป็นมังกร...ต่อหน้าต่อตาพวกเราแล้วจริงๆ”
บัดนี้...ในสายตาของปรมาจารย์ทั้งสอง...เซี่ยหยางไม่ได้เป็นเพียง “ผู้มาเยือน” หรือ “ผู้ถูกทดสอบ” อีกต่อไปแล้ว...
แต่เขาคือ...เพชรแท้...ที่พวกท่านเฝ้ารอคอยมาตลอดทั้งชีวิต.!
…..
หลังจากที่ปาฏิหาริย์แห่งการเคลื่อนย้ายศิลาบรรพกาลได้จบลง...บรรยากาศ ณ หน้าประตูสำนักศึกษาก็ตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าประหลาด...
เหล่าศิษย์ในสำนักต่างยืนนิ่งราวกับถูกสาปเป็นหิน จ้องมองคุณชายใหญ่สกุลเซี่ยด้วยสายตาที่ผสมปนเปกันไประหว่างความยำเกรง, ความไม่เชื่อ, และความชื่นชมอย่างถึงที่สุด
แกรก...แกรก...
เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งอย่างเชื่องช้า พลันดึงดูดทุกสายตาให้หันไปมองยังต้นเสียงที่มาจากชายป่าไผ่ข้างทางเดิน
ร่างของบุรุษสูงวัยสองคนค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืด...
ผู้หนึ่ง...คือชายชราผมขาวโพลนในอาภรณ์บัณฑิตสีเทาเรียบง่าย แต่กลับแผ่รัศมีแห่งความสงบเยือกเย็นและภูมิปัญญาอันล้ำลึกออกมาจนทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นต้องก้มศีรษะให้โดยไม่รู้ตัว...
ส่วนอีกผู้หนึ่ง...คือบุรุษสูงวัยท่าทางสง่างามในอาภรณ์ที่ไม่คุ้นตา...เสื้อคลุมตัวนอกที่ดูโปร่งสบายและมีแขนเสื้อที่กว้างเป็นพิเศษ...ที่ชาวฮั่นเรียกว่า ชุดคาริกินุ เครื่องแต่งกายแบบฉบับของบัณฑิตชั้นสูงจากแดนอาทิตย์อุทัย..!
เซี่ยหยางถึงกับต้องเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตะลึง! ‘ชาวอาทิตย์อุทัย?’ จิตวิญญาณของเสิ่นอี้ครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ‘ไม่น่าเชื่อ...ว่าจะได้มาพบเจอคนจากแผ่นดินนั้นในยุคโบราณเช่นนี้!’
ทว่า...ผู้ที่ตื่นตะลึงยิ่งกว่าใครเพื่อน...กลับเป็นบัณฑิตหลี่!
ทันทีที่เขาเห็นร่างของปรมาจารย์หลินผู้เป็นอาจารย์ของตนปรากฏตัวขึ้น...เขาก็ประหนึ่งมองเห็นแสงสว่างสุดท้ายที่ปลายอุโมงค์! นี่คือโอกาสที่เขาจะพลิกกระดานกลับมาเป็นฝ่ายชนะ!
เขารีบลุกขึ้นจากพื้นดินอย่างกระวีกระวาด ปัดเศษดินออกจากอาภรณ์ของตน แล้ววิ่งเข้าไปหาปรมาจารย์ทั้งสองทันที!
“ท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ศิษย์ด้วย!” เขาทรุดกายลงคุกเข่าเบื้องหน้าปรมาจารย์หลินทันที พลางชี้ไปยังเซี่ยหยางแล้วเริ่มกล่าวความเท็จอย่างแนบเนียนที่สุด!
“เรียนท่านอาจารย์ทั้งสอง...คุณชายเซี่ยท่านนี้...ช่างหยิ่งผยองและไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงยิ่งนัก! เขาขึ้นเขามาในวันนี้...ก็เพื่อจะท้าประลองปัญญากับท่านอาจารย์โดยตรง! เขาเพียงแค่สามารถไขปริศนาที่ท่านอาจารย์ตั้งทิ้งไว้ได้...ซึ่งอาจจะเป็นเพราะรู้คำตอบมาก่อน...ก็ยกตนขึ้นเทียบเสมอท่านอาจารย์!”
เขาแสร้งทำน้ำเสียงเจ็บแค้นใจ “ศิษย์ในฐานะผู้ดูแลความเรียบร้อยของสำนัก เห็นแล้วรู้สึกเจ็บใจแทนท่านอาจารย์ยิ่งนัก จึงได้ออกโจทย์ปริศนา ‘การชั่งศิลาบรรพกาล’ ขึ้นมาเพื่อทดสอบเขา...แต่ไม่คิดเลยว่า...เขาจะตีฝีปาก ใช้อุบายชั่วร้ายตลบหลังผู้เป็นศิษย์ ทำให้ศิษย์ต้องอับอายขายหน้าต่อเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย!”
เขากล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงที่น่าสงสารที่สุด “หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป...เกรงว่าชื่อเสียงของสำนักศึกษาเราที่สั่งสมมานับร้อยปี...จะต้องเสียหายย่อยยับเป็นแน่แท้...ขอท่านอาจารย์โปรดลงโทษเขาด้วยเถิดขอรับ!”
คำโป้ปดมดเท็จที่ถูกร้อยเรียงขึ้นอย่างแนบเนียนนั้น ทำให้เหล่าศิษย์ที่ยังคงงุนงงอยู่ เริ่มคล้อยตามและมองไปยังเซี่ยหยางด้วยสายตาที่เคลือบแคลงอีกครั้ง
แต่ปรมาจารย์หลินกลับไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองใดๆ...ท่านเพียงแค่ผงกศีรษะรับช้าๆ...ก่อนจะทอดสายตาอันลุ่มลึกที่ยากจะหยั่งถึงนั้น...มองไปยังเซี่ยหยางอย่างพินิจพิเคราะห์
แล้วท่านก็เอ่ยขึ้น...ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนน่าประหลาดใจ...
“ในเมื่อ...คุณชายมีความสามารถถึงเพียงนี้...เหตุใดจึงยังต้องมายืนอยู่ที่นี่อีกเล่า?”
“เชิญคุณชาย...ขึ้นเขาไปกับเราผู้ชราทั้งสอง...เพื่อสนทนากันสักหน่อย...จะเป็นอย่างไร?”
คำเชิญนั้น...ทำให้ทุกคนในที่นั้นถึงกับต้องเงียบกริบ!
มันเป็นคำเชิญที่สุภาพ...แต่กลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น...ในหูของบัณฑิตหลี่และเหล่าศิษย์ มันคือ “หมายเรียก” เข้าห้องไต่สวนดีๆ นี่เอง!
และแม้แต่เสิ่นอี้เอง...ก็ยังรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล!
‘นี่มันกับดักอะไรอีก?’ นางครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ‘พวกเขาสองคนยืนดูอยู่ตลอด...ย่อมต้องเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด...แต่กลับไม่พูดอะไร...แถมยังทำทีเป็นเชื่อคำพูดโป้ปดของเจ้าบัณฑิตหลี่นี่อีก...พวกเขาต้องการจะทำอะไรกันแน่?’
ทว่า...ในสถานการณ์เช่นนี้...การปฏิเสธย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
เซี่ยหยางประสานมือคารวะอย่างงดงาม “เป็นเกียรติของผู้น้อยอย่างยิ่ง...ที่ได้รับคำเชิญจากท่านปรมาจารย์ทั้งสอง”
เขาหันไปผงกศีรษะให้ต้าซู และผู้ติดตามของตนเป็นสัญญาณ...ก่อนจะเดินตามหลังปรมาจารย์หลินและผู้อาวุโสจากแดนอาทิตย์อุทัยขึ้นไปตามเส้นทางบนภูเขาอย่างสงบนิ่ง...
ในใจของเขานั้น...กำลังเตรียมพร้อมรับมือกับ “บททดสอบ” ที่แท้จริง...ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ ยอดเขาแห่งนี้...