ตอนที่ 4 พลังของดอกแสงจันทร์
"ถึงเวลาที่ข้าต้องทำภารกิจสำนักที่รับมาแล้ว..."
หลินเฟยนึกถึงภารกิจเก็บสมุนไพรของสำนักที่รับมาเมื่อครึ่งเดือนก่อนนั่นเองทำให้เขาออกจากสำนักได้นานขนาดนี้ โดยปกติระยะเวลาทำภารกิจจะแบ่งตามความยากง่ายเป็ดาวภารกิจที่เค้ารับมาคือภารกิจสองดาวถือว่าอยู่ในระดับปานกลางจากทั้งหมดห้าดาว
'ภารกิจ รวบรวมขนลิงอสูร '
*สถานทีู่เาตงฮัว รวบรวมขนลิงอสูร สิบผืน
*ระดับพลังอสูร อสูรฝึกตนขั้น สาม
*ข้อควรระวัง โจมตีเป็กลุ่ม มีความว่องไวสูง
*ระยะเวลา หนึ่งเดือน
*รางวัล ผลึกอสูร ยี่สิบก้อน ยาเม็ดรักษาระดับหนึ่ง ห้าเม็ด
เดิมทีหลินเฟยไม่กล้าที่จะไปจัดการพวกมันคนเดียวอยู่แล้วเขาคิดว่าจะให้บิดาของเขาไปด้วยแต่ด้วยระดับพลังของเขาตอนนี้นับว่าไม่ยากเท่าไหร่ออกจะง่ายด้วยซ้ำ เพียงแต่ติดที่เื่ความไวของมันที่ดูถูกไม่ได้หลินเฟยจึงตั้งใจฝึกเคล็ดวิชาตัวเบา 'เคล็ดัเหิน' ด้วยความมุ่งมั่น
"เคล็ดวิชาตัวเบานี้แม้จะเข้าใจยากไปเสียหน่อยแต่ข้าก็พยามเรียนรู้ได้ส่วนหนึ่งแม้จะยังไม่สำเร็จถึงขั้นแรกก็สามารถเพิ่มความเร็วของข้าได้มากถึงเพียงนี้แล้ว..."
หลินเฟยอดที่จะประหลาดใจไม่ได้เคล็ดวิชาทั้งสามที่ได้รับมาจากอาจารย์ล้วนเป็สุดยอดวิชาที่หาได้ยากเย็นนัก แต่หลินเฟยกลับได้มาพร้อมกันหลายวิชาในครั้งเดียวไม่แปลกใจที่พลังตบะและความก้าวหน้าของวิชายุทธจะเห็นได้ชัดเจนนัก
"อีกสามวันข้าต้องเข้าถึงระดับแรกของเคล็ดัเหินให้ได้!..."
ทางด้านของหลิวกวงเย่ว์ได้นำดอกแสงจันทร์ไปที่โรงประมูลของเมืองทิวารุ่งเมืองทิวารุ่งคือเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้กับสำนักโลหิตัที่สุดและยังเป็เมืองที่เจริญรุ่งเรืองทางด้านการค้าขายอย่างมาก อีกทั้งจ้าวเมืองยังมีตบะแก่กล้าถึงขั้นหลอมรวมปราณกำเนิดทองแม้จะอยู่ในสามขั้นแรกของขั้นต่ำแต่ก็ยังแข็งแกร่งมากแล้ว
เป็สิ่งที่รู้กันดีว่าการฝึกฝนลมปราณจะเป็ไปได้เชื่องช้าและยากมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ระดับฝึกตนที่สูงขึ้น หากไม่มีทรัพยากรที่ช่วยในการฝึกฝนย่อมเป็เื่ยากอย่างมากในการทะลวงไปแต่ละขั้นโดยการอาศัยแค่การนั่งสมาธิบำเพ็ญตบะ
หลังจากที่นำดอกแสงจันทร์เข้าร่วมประมูลก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นอย่างมากด้วยสรรพคุณที่มากล้นของมันและความหายากที่ต้องใช้เวลาเป็เงื่อนไข ทำให้เกิดความสนใจจากผู้คนทั้งโรงประมูล และในที่สุดการประมูลก็จบลงโดยที่หลินกวงเย่ว์ได้กำไรมากกว่าที่คาดไว้เกือบเท่าตัว
จากที่คิดคงได้เพียงเกือบห้าร้อยทองแต่ด้วยดอกแสงจันทร์ไม่ปรากฎมาเป็เวบานานราคาของมันจึงเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว หลินกวงเย่ว์กลับตระกูลหลินด้วยความดีใจวันนี้เขาได้รับเงินมากมายถึงแปดร้อยกว่าเหรียญทอง (1เหรียญทอง=100เหรียญเงิน)
สองวันหลังจากนั้น
"บัดซบ! มันต้องมีใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือตระกูลหลินแน่นอน ไม่อย่างนั้นเพียงแค่สมุนไพรที่เหลือไม่กี่แปลงของมันจะสามารถขายแลกเป็ผลึกอสูรสำหรับสองเดือนได้อย่างไร!" เจียนเหินหรือผู้าุโที่ห้าคำรามลั่น
"ท่านผู้าุโโปรดใจเย็น ข้า'อี้ฝู้' ผู้นี้จะสืบหาความจริงมาให้ท่านให้ได้!" บุรุษชุดดำรัดรูปแววตาโเี้เอ่ยขึ้น
"ดี! รีบไป!" ผู้าุโห้าเจียนเหินขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มันคิดว่าหมากกระดานนี้ของมันชนะแล้ว ตระกูลหลินต้องออกไปจากพื้นที่สำนัก ไหนเลยจะคาดคิดว่าเพียงอาทิตย์เดียว หลินกวงเย่ว์ก็มาส่งผลึกอสูรให้กับทางสำนักแล้ว
ูเาตงฮัว
หลินเฟยเร่งเดินทางด้วยเคล็ดวิชาัเหินด้วยการทำความเข้าใจตลอดสองวันในที่สุดหลินเฟยก็สำเร็จขั้นแรกของวิชาทำให้การเกินทางของเขาลดลงไปหนึ่งวันเต็มๆ เมื่อมาถึงหลินเฟยไม่รอช้ารีบเร่งเดินทางเข้าสู่ป่าูเาตงฮัวทันที
สองชั่วยามต่อมาหลินเฟยก็เข้าสู่เขตป่าลึกตลอดทางมีสัตว์น้อยใหญ่มากมายเขาเเลือกที่จะหลีกเลี่ยงพวกมันทั้งหมด เป้าหมายของเขาคือลิงอสูรเท่านั้น หลินเฟยไม่อยากเสียเวลาโดยใช่เหตุระหว่างนั้นเองที่สำนึกรู้ของเขาพัฒนาไปอีกขั้น
"วิชาลมปราณหวนท้า์นั้นลึกล้ำนักสามารถทำให้ข้ามีจิตัักล้าแข็งขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวอีกทั้งลมปราณยังสามารถแผ่ออกไปรอบตัวได้ไกลถึงครึ่งลี้(1ลี้=500เมตร)...นี่ข้ายังเพียงบรรลุขั้นแรกเท่านั้นจะมีสักกี่คนในขอบเขตข้าที่สามารถทำได้แบบนี้..."
หลินเฟยยิ้มกว้างแผ่คลื่นลมปราณตรวจสอบทิศทางรอบๆตลอดเวลา คลื่นพลังที่ััถูกสิ่งมีชีวิตจะส่งข้อมูลกลับตรงเข้าสู่สมองของหลินเฟยโดยตรงทำให้ปลอดภัยมากหากอยู่ในพื้นที่ไม่คุ้นเคยเวลาไม่นานเขาก็เจอกับเป้าหมายลิงอสูรฝูงนึงสี่ถึงห้าตัวกำลังกัดกินผลไม้ลมปราณอย่างมีความสุข
"หากข้ามีวิชาโจมตีระยะไกลคงสบายกว่านี้มากนัก " หลินเฟยส่ายหัวก่อนจะใช้วิชาตัวเบาพุ่งไปต่อยลิงอสูรตัวหนึ่ง
'ปัง!'
เสียงหัวของมันะเิออกจากการโจมตีด้วยร่างกายเพียวๆของหลินเฟยด้วยกล้ามเนื้อและสายเืัทำให้ร่างกายเขาแข็งแกร่งดังหินผา ยิ่งระดับพลังของลิงฝูงนี้อยู่ที่ขั้นอสูรฝึกตนระดับสามเท่านั้นระดับที่ต่างกันมากเกินไปทำให้ตอนนี้เหมือนการสังหารหมู่เท่านั้น
"ฟู่!"
หลินเฟยพ่นลมหายใจออกมาไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นระดับต่างกันมากเกินไปอีกทั้งหลินเฟยยังไม่ได้ใช้แม้พลังลมปราณมีเพียงวิชาตัวเบาเท่านั้นที่ใช้ไล่ตามพวกมันเป็บางครั้งเท่านั้นหลินเฟยแล่หนังพวกมันออกมาทุกตัวเก็บเข้าไปในถุงสมบัติ
"เหลืออีกห้าตัวก็จะเสร็จแล้ว.."
หลินเฟยหลังจากที่จัดการพวกมันก็ได้นำเนื้อบางส่วนเสียบไม้ย่างเพื่อทำอาหารไม่นานหลังจากทานอาหารเรียยร้อยหลินเฟยจึงมุ่งหน้าหาลิงอสูรต่อไป ผ่านไปอีกหนึ่งขั่วยามหลินเฟยก็พบกับฝูงลิงอีกฝูงพวกมันมีทั้งหมดเจ็ดตัวเขาไม่รอช้าพุ่งเข้าใส่มันอย่างรวดเร็ว
'ปัง!'
หลินเฟยลงมืออย่างรวดเร็วแม้มีหลายครั้งที่พวกมันใช้พวกมากเข้ารุมแต่เมื่อโจมตีโดนหลินเฟยกับไม่สามารถเรียกเืออกมาจากร่างเขาได้ พวกมันบางตัวรีบหนีโดยสัญชาตญานแต่มีหรือที่หลินเฟยจะปล่อยให้มันรอด
'กี๊!' 'ตุบ!'
ลิงตัวสุดท้ายร่วงหล่นลงหน้าอกปรากฎรอยทะลุมองเห็นอีกด้านลิงตัวสุดท้ายดูจะโชคร้ายที่สุดเมื่อมันเห็นเพื่อนมันตายหมดมันจึงคิดที่จะหนีแต่หลินเฟยก็ปล่อยหมัดทะลวงเมฆากระบวนท่าแรกเมฆาปลิดปลิวออกไป ทำให้มันตายตกโดยทันทีหลังจากนั้นเขาจึงไล่แล่เนื้อหนังของมันเก็บไว้
"เสร็จสักที!" หลินเฟยระบายยิ้มกว้าง แต่ขณะนั้นเอง
'กว๊ากก!'
เสียงคำรามแหลมเล็กดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายสัตว์อสูรขั้นปราณกำเนิดแม้จะอยู่ที่ระดับต่ำแค่ก็สามารถส่งแรงกดดันคุกคามหลินเฟยได้
"เ้าคงเป็หัวหน้าของพวกมันสินะ.."
หลินเฟยมองลิงอสูรเบื้องหน้าขนาดของมันต่างกับลิงอสูรปกติถึงสามเท่าดวงตาสีแดงของมันนจ้องมองหลินเฟยราวกับจะกินเืกินเนื้อ
'กี๊!!!'
มันคำรามอีกครั้งเสียงแหลมๆของมันดังก้องสัตว์อสูรระดับต่ำรอบๆพากันวิ่งหนีกันอย่างอุตลุตหลินเฟยไม่กล้าประมาทตอนนี้เขายังไม่ทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณกำเนิด เขาไม่มั่นใจว่าร่างกายเขาจะทนรับกรงเล็บสีแดงใหญ่ของมันได้หรือไม่
จ้าวลิงอสูระโเข้าใส่หลินเฟยด้วยความรวดเร็วความเร็วของมันน้อยกว่าวิชาตัวเบาของหลินเฟยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลินเฟยจึงไม่กล้าลดการป้องกันลง
'ตึง!' กี๊!
กรงเล็บของมันฟาดลงมาด้วยความรวดเร็วหลินเฟยใช้มือซ้ายเกร็งพลังลมปราณหวนท้า์เข้ารับการโจมตี ก่อนจะต่อยออกไปด้วยหมัดเมฆาปลิดปลิว
เหมือนว่าจ้าวลิงอสูรจะฉลาดกว่าที่คาดมันหมุนร่างใหญ่ๆของมันหลบไปด้านข้างด้วยท่วงท่าที่แปลกประหลาดจากการฝืนหลบของมันแม้หลบการโจมตีตรงๆไปได้ แต่คลื่นพลังของหมัดเมฆาปลิดปลิวที่เหมือนกับสว่านหมุนวนอย่างรวดเร็วอีกทั้งยังแหลมคมได้ตัดแขนข้างซ้ายของมันออกไป
'ตุบ!'
หลินเฟยไม่สนใจแขนที่ขาดของมันเขาพุ่งเข้าใกล้มันควบรวมพลังลมปราณเพลิงจากแก่นผลึกธาตุไฟในร่างกายะโขึ้นสูงฉับพลันขาข้างขวาของเขาก็ปรากฎเปลวเพลิงร้อนแรงห่อหุ้มดูน่ากลัวก่อนจะเตะเข้าที่หัวของจ้าวอสูรปีศาจด้วยความรวดเร็ว!
'ตู้ม!'
'โพล๊ะ!'
เสียงเหมือนลูกมะพร้าวแตก จ้าวอสูรล้มลงร่างใหญ่กว่าสองเมตร บัดนี้ไร้ซึ่งศรีษะ!
"ข้าทำได้!"
หลินเฟยดีใจอย่างมากเขามีความรู้สึกว่าแก่นผลึกเพลิงในร่างของเขาสามารถหลอมรวมกับลมปราณปล่อยออกมาเป็พลังโจมตีได้และที่สำคัญพลังที่ปล่อยออกไปยังเป็เพียงพลังที่ไม่ถึงครึ่ง
แต่พลังทำลายกลับน่ากลัวอย่างมากแล้วด้วยความที่เขาแค่ทดลองจึงไม่กล้าที่จะใส่พลังลงไปมาเท่าไหร่เพียงแค่สามส่วนเท่านั้น แต่ผลลัพธ์กับเกินความคาดหมายนัก
"ข้าจะตั้งชื่อนี้ว่าท่า'ลูกเตะเพลิงพิฆาต' แล้วกัน"
หลินเฟยยิ้มหลังจากแล่เนื้อหนังเก็บผลึกอสูรระดับต่ำไปแต่มีความแตกต่างอยู่บ้างคือสัตว์อสูรที่ก้าวสู่ขั้นปราณกำเนิดจะมีผลึกอสูรระดับต่ำขึ้นไปแล้วแต่ความแข็งแกร่งหลินเฟยเร่งเดินทางกลับทันทีสองวันต่อมาเขาก็กลับมาถึงตระกูลหลิน
หลังจากพูดคุยกับบิดาหลินเฟยจึงได้ปิดด่านฝึกตนเขาคิดจะทะลวงขั้นก่อนที่จะกลับเข้าไปในสำนักด้วยความที่ออกมาทำภารกิจได้่เวลาหนึ่งแล้วก็สมควรที่จะถึงเวลากลับไป
การกลับไปครั้งนี้หลินเฟยตั้งใจจะเริ่มกอบกู้ชื่อเสียงของตระกูลสักทีแต่ด้วยความแข็งแกร่งตอนนี้ยังมีปัญหาอยู่บ้างแต่เขาไม่คิดที่จะรีบร้อนจนเกินไป สองปีแห่งความยากลำบากจากอัจฉริยะสู่ขยะทำให้เขาเติบโตขึ้นมาก
"หากข้าบำเพ็ญตบะด้วยวิธีการปกติคงสามารถฝ่าทะลุขั้นได้ภายในครึ่งเดือนนั่นนับว่าเร็วกว่าคนอื่นนับสิบเท่า แต่หากข้าใช้ดอกแสงจันทร์มันจะรวดเร็วมากขึ้นเพียงใด.."
หลินเฟยครุ่นคิดเขารู้ว่าดอกแสงจันทร์หากนำมาฝึกตนย่อมรวดเร็วมากแต่เขาก็รู้อีกเช่นกันว่าหากนำมันไปปรุงเป็ยาเม็ดประสิทธิภาพมันต้องมากขึ้นหลายเท่าตัวแต่เสียดายแม้เขาจะมีความรู้เื่สมุนไพรจากตำราที่เขาอ่าน แต่ไม่สามารถปรุงมันขึ้นมาเองได้การปรุงยาเป็หน้าที่ของอาจารย์โอสถเท่านั้น
ซึ่งกว่าจะได้เป็อาจารย์โอสถต้องผ่านหลายขั้นตอนเกินไปทว่าแค่หากหลินเฟยสนใจด้วยความฉลาดและใฝ่รู้ของเขาก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากมาย
"ข้าไม่มีเวลาขนาดนั้น...อีกไม่นานแล้วด้วย" หลินเฟยส่านหัวพึมพำเบาก่อนจะหยิบดอกแสงจันทร์ออกมาเขานั่งบ่มเพาะพลังตบะไปเรื่อยๆเพื่อรอให้ราตรีมาเยือน
หลายชั่วยามผ่านไปดวงจันทร์บนฟ้าวันนี้ราวกับรู้ถึงบางสิ่งแสงจันทร์พาดผ่านไปทั่วทุกพื้นที่ค่ำคืนนี้ไม่ได้มืดมิดนักหากมองจากมุมสูงห้องฝึกตนที่หลินเฟยใช้ไม่มีหลังคา
แสงจันทร์จึงทำให้มองเห็งร่างของชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าเขามีดอกไม้วางอยู่หนึ่งดอกมันได้ส่งกลิ่นอายลึกล้ำแปลกประหลาดออกมา
"ตอนนี้ข้าอยู่ที่ขั้นแปดขั้นสูงของผู้ฝึกตน อีกเพียงเสี้ยวเดียวข้าก็จะเข้าสู่ขั้นเก้าเมื่อพลังของขั้นเก้าถูกเติมจนเต็มข้าก็สามารถฝ่าทะลุขั้นไปได้โดยไร้ปัญหาใดๆ มาดูกันว่าดอกแสงจันทร์จะสมกับคำร่ำลือหรือไม่.." หลินเฟยยิ้มกว้างเขารู้สึกคาดหวังกับมันไม่น้อย
'หวืดด!'
หลินเฟยหลับตาโคจรพลังลมปราณหวนท้า์ดึงพลังฟ้าดินรอบกายราวกับน้ำวนที่รุนแรงฉับพลันดอกแสงจันทร์ก็ลอยขึ้นด้วยพลังลมปราณของหลินเฟย
มันส่องแสงระยิบระยับปล่อยกลิ่นอายเย็นเยียบใบของดอกแสงจันทร์ขยับไหวไปมาท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องราวกับพวกมันกำลังเต้นระบำพลังปราณฟ้าดินมหาศาลไหลทะลักออกมาจากดอกแสงจันทร์ราวกับเขื่อนแตก
หลินเฟยไม่รอช้าดูดกลืนพลังทั้งหมดเข้าสู่แหล่งกำเนิดพลังในจุดตันเถียนแม้เศษเสี้ยวพลังก็มิปล่อยให้เล็ดลอดเพียงระยะเวลาไม่ถึงยี่สิบลมหายใจก็เกิดแสงสว่างวาบที่ตัวหลินเฟยพร้อมกับในหัวของเขาเกิดเสียงะเิกึกก้อง
'เพียงแค่ข้าเริ่มดูดซับพลังไม่ถึงยี่สิบลมหายใจ พลังของข้าก็เลื่อนระดับแล้ว ถึงแม้มันจะเหลืออีกเพียงนิดก็เถอะก็ถือว่าไวมากอยู่ดี'
หลินเฟยคิดอย่างพึงพอใจเขาทำตัวไม่ต่างจากฟองน้ำกลางมหาสมุทรดูดซับพลังเข้าไปอย่างบ้าคลั่งไม่ปล่อยให้พลังลมปราณที่ดอกแสงจันทร์ปลดปล่อยออกมาต้องสูญเปล่าแม้สักนิด
สามชั่วยามต่อมา
'ฟุบ!' 'บึ้ม!'
เสียงดอกแสงจันทร์ล่วงลงพื้นสลายหายกลายเป็เถ้าถุลีพร้อมกับเสียงะเิดังขึ้นในหัวของหลินเฟยอีกครั้ง
'วิ้งงง!'
แสงสว่างวาบห่อหุ้มร่างกายหลินเฟยอยู่ชั่วครู่ก็จางหายลอยคราบสีดำกระจายออกตามรูขุมขนร่างกายเหมือนได้รับการชำละล้างอีกครั้งจึงขับสิ่งปฏิกูลออกมา
พละกำลังของหลินเฟยเพิ่มขึ้นกว่าเดิมสองเท่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทะลวงผ่านแต่ขั้นของผู้ฝึกตนได้แต่หากทำได้จะได้รับพลังมากมายกว่าเดิมอย่างแน่นอนนั่นก็คือทุกสิ่งที่ทุกคนรู้ดี
"ข้าทะลวงขั้นแล้ว..."
.
.
.
คอมเม้นติชมได้จ๊ะ