ณ ภายในเมืองทางดินแดนตอนใต้ ผู้คนมากมายพึ่งจะออกมาจากที่ซ่อนตัวหลังจากคนของพรรคมารโดนเล่นงานไปหมดสิ้น แต่แล้วทุกคนต่างก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบกับกลุ่มเมฆสีดำทะมึนที่ส่งเสียงหึง ๆ กำลังบินตรงมาจากทางทิศตะวันออก
"นั้นมันคือสิ่งใดกัน? เมฆกระนั้นรึ? " ลู่เกาอี้ที่กำลังช่วยเหลือคนเจ็บอยู่ได้หรี่ตามองด้วยความสงสัย เหล่าชาวยุทธ์คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน ก่อนที่ เหลยฟงจะเบิกตากว้างและส่งเสียงตะโกนออกมาดังลั่น
"พวกมันไม่ใช่เมฆ แต่เป็นฝูงผึ้ง! แถมมิใช่ผึ้งปรกติเสียด้วย ให้ทุกคนหาที่หลบเร็ว!" เมื่อชาวบ้าน และชาวยุทธ์ได้ยินสิ่งที่เหลยฟงร้องบอก ต่างก็พากันตกใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะรีบตั้งสติ เพื่อที่จะเข้าไปหลบในบ้าน ในร้านค้า แต่ทว่า…ทุกอย่าง ก็สายไปเสียแล้ว พวกผึ้งกลบินมาหยุดอยู่เหนือเมือง จากนั้นร่างของพวกมันก็ค่อย ๆ บวมพองราวกับลูกโป่งสีแดง ก่อนที่จะเกิดเสียงตูมตามสั้นยาวดังขึ้น แล้วตามมาด้วยละอองสีเขียวคละคลุ้งไปในอากาศกระจายไปทั่วเมือง
"นะ…นี่มัน.. พิษนี่!! แย่แล้ว!!" ลู่เกาอี้ถลึงตาด้วยความตกตะลึงก่อนที่มันจะทรุดเข่าลงกับพื้นทั่วร่างมีความเจ็บปวดแล่นไปทั่ว หายใจไม่ออก สติสัมปชัญญะค่อย ๆ เลือนหายไปทีล่ะน้อย และหาใช่มันผู้เดียวไม่ที่มีอาการเช่นนั้น เหล่ายอดฝีมือคนอื่น ๆ ร่วมถึงชาวบ้านก็มีสภาพไม่ต่างกัน พิษแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และไร้ทางแก้ใด ๆ นี่พวกเขาทุกคนกำลังถูกสังหารยกเมืองเช่นนั้นรึ?
มันคงจะเป็นเช่นนั้นไปแล้ว ถ้าหากว่าตอนนี้ในเมืองยามนี้ ไม่ได้มีจอมยุทธ์หนุ่มกับกระบี่วิเศษสุดอัศจรรย์ของเขาอยู่ ฉินฟงนั่นเอง
ฉินฟงเร่งตามพวกผึ้งกลระเบิดพิษของ โกวอี้เมิ้นมาติด ๆ แต่ก็ช้าไปเพียงเสี้ยววินาที พวกมันมาถึงและระเบิดตัวเองจนพิษฟุ้งกระจายไปเมืองทั่วเสียก่อนแล้ว แต่นั่นก็หาได้เป็นงานยากสำหรับฉินฟงไม่ มันพุ่งทะยานขึ้นไปอยู่บนหลังคาตึกก่อนจะยกกระบี่ศิลาฟ้าดินขึ้นมาเหนือหัว จากนั้นก็รวบรวมสมาธิ เพียงแค่อึดใจเดียวละอองพิษสีเขียวจากทั้งเมืองก็ถูกกระบี่ดูดเข้ามากักเก็บเป็นหลายสิบสาย ๆ ในที่นี้รวมไปถึงพิษในร่างที่ทุกคนได้รับเข้าไปด้วย
ทุกอย่างเกิดขึ้นราวกับปาฏิหาริย์ ความเจ็บปวด ความทรมานภายในร่างของทุกคนล้วนมลายหายไปราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นเสียด้วยซ้ำ ฉินฟงใช้เวลาทำเช่นนั้นอยู่ไม่พิษในเมืองก็หายไปจนหมด
"โอ้ ช่างวิเศษยิ่งนัก นี่ข้ารอดตายแล้วเช่นนั้นรึ…" ลู่เกาอี้ที่นอนดิ้นรนทุรนทุรายอยู่ก่อนหน้าบนพื้นกลับลุกขึ้นมานั่ง และมองสำรวจร่างของมันอย่างตกตะลึง จากนั้นคนอื่น ๆ ก็ทยอยลุกขึ้น และไม่นานนักก็ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องดังสนั่นไปทั่วเมือง เสียงแห่งความปลาบปลื้มที่ตัวเองยังไม่ตาย เสียงแห่งความยินดีที่ขับไล่พวกพรรคมารไปได้สำเร็จ จากนั้นก็มีด้วยเสียงสรรเสริญวีรบุรุษของพวกเขา ฉินฟงนั้นเอง…
ฉินฟงค่อย ๆ ลอยตัวลงมาหาลู่เกาอี้อย่างแช่มช้า อาวุโสเฒ่าเองก็กำลังจะค้อมตัว และกล่าวขอบคุณฉินฟง ที่ช่วยชีวิตเอาไว้ แต่ฉินฟงก็มือขึ้นมาห้ามเสียก่อน
"ช้าก่อนผู้อาวุโส มิต้องขอบคุณอันใดข้าหรอก ที่ข้าทำก็เพราะเป็นหน้าที่ ที่ต้องทำอยู่แล้ว และอีกอย่างข้ายังไม่ลืมสิ่งที่ท่านทำก่อนหน้านี้หรอกนะ" คำกล่าวของฉินฟงทำเอาลู่เกาอี้ประหลาดใจเล็กน้อย
"ข้าทำอันใดรึ? โปรดชี้แนะ"
"ก่อนหน้านี้ท่านดูดายเหล่าชาวบ้านตาดำ ๆ เพราะมัวแต่ห่วงเรื่องการต่อสู้กับพวกคนของพรรคมาร ท่านกลัวว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้ และบาดเจ็บ จนไม่สามารถไปร่วมกับข้าใช่หรือไม่?"
คำกล่าวของฉินฟงทำเอาลู่เกาอี้ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ถูกอย่างที่ฉินฟงคิดทุกอย่าง ลู่เกาอี้ห่วงเหล่าจอมยุทธ์หนุ่มสาวมากไปจริง ๆ จนลืมนึกถึงคนในเมือง และปล่อยให้เสี้ยวเอ้อร์ที่คิดว่าเป็นศิษย์ของฉินฟงไปช่วยเพียงลำพัง มันยิ่งคิดก็ยิ่งผิดนัก จนไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมาขอโทษฉินฟงด้วยซ้ำ
ฉินฟงได้แต่ถอนหายใจยาว ๆ พร้อมส่ายศีรษะ " เอาเถอะ ๆ ถือว่ามันผ่านไปแล้ว ต่อไป ข้าอยากให้ท่านคำนึงถึงชีวิตผู้บริสุทธิ์ก่อนเป็นอันดับแรก ตอนนี้ท่านจงพาคนเจ็บมารักษาตัวเสียก่อน ส่วนเรื่องพรรคมารข้าจะจัดการเอง" คำกล่าวของฉินฟงทำเอาลู่เกาอี้ และคนอื่น ๆ พากันตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
"จัดการกระนั้นรึ? อย่าบอกนะว่าท่านคิดจะไปเพียงลำพัง" ลู่เก่าอี้กล่าวถามออกมาด้วยความร้อนรน ฉินฟงแสดงสีหน้าเคร่งขรึมก่อนจะพยักหน้า และกล่าวตอบ "ท่านเข้าใจถูกแล้วข้าจะไปเพียงลำพัง"
"จะเป็นไปได้เยี่ยงไร ไม่ใช่ว่าข้า มิเห็นวรยุทธ์กับฝีมือของท่าน...แต่ตัวคนเดียวบุกไปในพรรคมารเช่นนี้ มิต่างอันใดกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟเลย"
วาจาของลู่เกาอี้ตรงไปตรงมา แม้จะเป็นการเปรียบเปรยที่คล้ายดูถูกฉินฟง อยู่สักหน่อย
ฉินฟงส่งยิ้มบาง ๆ ให้และไม่ได้โกรธเคืองอันใดในคำพูดนั้น
"แมลงเม่ากระนั้นรึ? หึหึ ท่านผิดแล้วข้าหาใช่แมลงเม่า แต่เป็นมังกรต่างหาก เป็นมังกรที่จะบดขยี้พวกมันให้หายไปจากแผ่นดิน ท่านผู้อาวุโสอย่าได้กังวลไปเลย ถึงข้าจะพาพวกเขาไปด้วยในยามนี้ก็มีแต่จะไปรนหาที่ตายเสียเปล่า ๆ ส่วนใหญ่ก็บาดเจ็บสาหัสกันทั้งนั้น จงรักษาตัว และรอฟังข่าวจากอยู่ที่นี้เถิด"
ฉินฟงแย้มยิ้มอย่างสดใสออกมา ทำให้ลู่เกาอี้ ซึ่งมันก็มิอาจเอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ ออกมาได้อีกเพราะส่วนใหญ่ก็บาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้จริง ๆ และหากจะรักษาตัวก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ถึงจะหายดี ยามนั้นพวกพรรคมารอาจจะส่งคนมาอีกก็เป็นได้ หากฉินฟง ผู้นี้สามารถทำลายพรรคมารได้ด้วยตัวคนเดียวก็คงเป็นการดีกว่า
ลู่เกาอี้ครุ่นคิดในใจก่อนจะพ่นลมหายใจยาว ๆ ออกมา "ในเมื่อท่านฉินตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว ข้าเองก็คงมิอาจเปลี่ยนความคิดได้ ขอให้ท่านทำงานใหญ่สำเร็จ และทำลายพวกพรรคมารให้สูญสิ้นไปจากแผ่นดินนี้"
ลู่เก้าอี้ประสานมือก่อนจะค้อมตัวอวยพรฉินฟง ซึ่งฉินฟงในฐานะที่อายุอ่อนกว่าก็ทำเช่นเดียวกัน
"เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน"
ฉินฟงกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มก่อนจะหันหลังและพุ่งทะยานขึ้นฟ้าไปด้วยสุดยอดวิชาตัวเบาจากนั้นก็หายลับไป ลู่เกาอี้ได้แต่ทอดสายตามองเพียงอย่างเดียว ก่อนที่เหลยฟงจะเดินเข้าหาเขาและกล่าวถามขึ้น
"ผู้อาวุโสลู่ท่านคิดว่า ฉินฟงผู้นี้จะสามารถโค่นพรรคมารลงได้ด้วยตัวคนเดียวจริง ๆ หรือ? " คำถามของเหลยฟงทำเอาลู้เกาอี้นิ่งเงียบไปเล็กน้อย ก่อนที่มันจะหันมาส่งยิ้มบาง ๆ และกล่าวตอบ
"ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันหลานชาย เรื่องนั้นคงต้องรอฟังข่าวอย่างเดียวเท่านั้นแหละ ใครจะไปรู้บางที่ปาฏิหาริย์อาจจะบังเกิดขึ้นกับเขาก็เป็นได้ เหมือนอย่างที่เขาช่วยพวกเราให้รอดตายยังไงเล่า" ลู่เกาอี้กล่าวพร้อมกับกวาดตามองไปยังทุกคนในโรงเตี๊ยมด้วยรอยยิ้ม เหลฟงเองก็ไม่รู้จะกล่าวถามสิ่งใดอีกในเมื่อลู่เกาอี้เชื่อเช่นนั้นมันก็ควรจะเชื่อเช่นกัน…
จบบทที่ 34