มหาศาสตรากู้แผ่นดิน

    ตอนที่ 56 หนึ่งปีผ่านไป

    ตอนที่56 หนึ่งปีผ่านไป

     

    หลังจากที่กล้วยกับพระฤๅษีคงกล่าวลากันเสร็จแล้วพระฤๅษีคงก็แปลงกายเป็นนักและบินจากไปในทันทีซึ่งเหลือทิ้งไว้แค่กล้วยคนเดียวที่อยู่ภายในพื้นที่อาศรมแห่งนี้......

     

    ตุบ!

     

    “นี่เราจะต้องอยู่คนเดียวจริงๆ เยี่ยงนั้นหรือ?”

     

    “ไอ้หนู! เอ็งจะเศร้าไปไย เยี่ยงไรเอ็งก็ยังมีข้าอยู่เป็นเพื่อนเอ็งทั้งคนถ้าเอ็งปล่อยข้าไป ข้ารับรองได้เลยว่าเอ็งจะมิมีทางอยู่คนเดียวแบบเหงาๆ แน่”

     

    ยักษ์วิรุฬกัณฐ์!?

     

    “ข้าสามารถอยู่คนเดียวได้ดอกหนา มิจำเป็นต้องให้ยักษ์ชั่วเยี่ยงเอ็งมาอยู่เป็นเพื่อนข้าดอกแต่ถ้าเอ็งยอมสยบให้กับข้า ข้าอาจจะใจดีปล่อยเอ็งออกไปเดินเล่นบ้างก็ได้นะ!”

     

    ครั้งนี้กล้วยไม่ได้หวาดกลัวเหมือนกับครั้งก่อนๆอีกแล้ว เขาสามารถปรับตัวและพูดโต้ตอบยักษ์วิรุฬกัณฐ์ได้โดยไม่ติดขัดใดๆแถมยังพูดปั่นประสาทยักษ์วิรุฬกัณฐ์อีกด้วย.....

     

    ไอ้เด็กเปรต!

     

    “ข้าเป็นถึงราชายักษ์ผู้ยิ่งใหญ่นะโว้ย!หาใช่หมูหมากาไก่ที่จะเอาไปปล่อยเดินเล่นเยี่ยงนั้น คอยดูเถอะเมื่อไหร่ที่ข้าสามารถหลุดออกไปได้ เอ็งจะเป็นคนแรกเลยที่ข้าจะเล่นสนุกด้วย!”ยักษ์วิรุฬกัณฐ์ถึงกับหัวร้อนเลยเมื่อถูกกล้วยพูดดูถูกแบบนั้นแต่มันก็ไม่อาจที่จะทำอะไรกับกล้วยได้นอกจากพูดข่มขู่ให้กล้วยกลัว.....

     

    หึ!

     

    “คิดว่าข้ากล้วยยักษ์อย่างเอ็งรึ? ต่อให้เอ็งเคยเป็นราชายักษ์แล้วเยี่ยงใด?แต่ตอนนี้เอ็งเป็นแค่วิญญาณยักษ์เขลาๆตนหนึ่งที่ทำอะไรไม่ได้เท่านั้นดังนั้นแล้ว จงอยู่เฉยๆ และยอมรับข้าเป็นนี้เป็นนายของเอ็งเสียเถอะ ไม่เยี่ยงนั้นข้านี่แหละที่จักเป็นทำลายดวงวิญญาณของเอ็งเอง!”

     

    กล้วยไม่ได้หวาดกลัวต่อคำขู่ของยักษ์วิรุฬกัณฐ์เลยสักนิดเพราะสำหรับเขาแล้วยักษ์วิรุฬกัณฐ์นั้นเป็นเพียงแค่วิญญาณดวงหนึ่งที่ถูกมัดเอาไว้โดยโซ่เหล็กที่แน่นหนาและไม่มีวันที่จะหลุดออกมาทำร้ายอะไรเขาได้แล้วเหตุใดเขาจะต้องกลัวมันด้วย.....

     

    อะ.....เอ็ง.......!

     

    ยักษ์วิรุฬกัณฐ์ไม่สามารถที่จะพูดอะไรออกมาได้อีกเลยเมื่อมันได้ยินกล้วยพูดแบบนั้นเพราะทุกอย่างที่กล้วยพูดออกมานั้นล้วนแต่เป็นเรื่องจริงทั้งนั้นตัวมันในตอนนี้รอแค่วันดับสูญไปเท่านั้นถ้าเกิดว่าไม่ใช่เพราะกล้วยมาที่นี่เพื่อฝึกวิชาควบคุมมันละก็ มันก็คงไม่มีโอกาสอะไรอีกแล้ว......

     

    “ข้าจักคอยดูเอ็ง ไอ้หนู!ข้าก็อยากจักรู้นักว่าเอ็งจักมีความสามารถมากแค่ไหน หากเอ็งอยากจะมาเป็นนายของข้าเอ็งจักต้องพยายามหน่อย เพราะถึงข้าจักเป็นวิญญาณ ข้าก็มิใช่จะควบคุมได้ง่ายๆดอกหนา และถ้าเอ็งพลาดเมื่อไหร่......ฮึ่ม! ร่างกายของเอ็งจะเป็นของข้าในทันที!”

     

    ยักษ์วิรุฬกัณฐ์พยายามที่จะสะกดข่มอารมณ์ของตัวเองลงก่อนที่จะพูดให้กลัวฟังว่าตัวมันนั้นไม่ใช่ว่าจะควบคุมกันได้ง่ายๆแม้ว่ามันจะตายไปแล้ว แต่มันก็ยังมีจิตสำนึกและความคิดเป็นของตัวเองอยู่ถ้าจิตใจและญาณสมาธิของจอมขมังเวทย์คนนั้นไม่แข็งแกร่งพอมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะควบคุมวิญญาณของมันและทำให้มันเป็นวิญญาณอัญเชิญได้......

     

    “เอ็งอยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะนะ เพราะมิว่าเยี่ยงใดข้าคนนี้ก็จะสยบเอ็งและทำให้เอ็งมาเป็นวิญญาณอัญเชิญของข้าให้จงได้!”

     

    ถ้าเป็นเด็กคนอื่นๆพวกเขาคงไม่กล้าคิดและกล้าที่จะทำอะไรต่อแน่ถ้าถูกกดกันโดยยักษ์วิรุฬกัณฐ์ตนนี้แต่สำหรับกล้วยแล้ว เขาไม่มีทางยอมแพ้กับเรื่องแค่นี้แน่นอนและเขาก็จะกำราบเจ้ายักษ์วิรุฬกัณฐ์ตอนนี้ให้มาเป็นวิญญาณอัญเชิญของเขาให้ได้ด้วย.....

     

    ฮึ่ม!

     

    แล้วข้าจักคอยดู!

     

    วืดดดดดดดดดดด!!

     

    หลังจากที่ยักษ์วิรุฬกัณฐ์เห็นว่ากล้วยไม่คล้อยตามและไม่ยอมมันก็ไม่มีอะไรที่จะพูดกับกล้วยอีกนอกจากกลับไปอยู่เงียบเช่นเดิมเพื่อรอเวลาที่เหมาะสมส่วนกล้วย เมื่อเห็นว่ายักษ์วิรุฬกัณฐ์เงียบปากไปแล้ว เขาก็เลือกที่จะสำรวจรอบๆพื้นที่อาศัยแห่งนี้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขามาเขาจึงไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง.....

     

    แต่นอนว่าพื้นที่ที่เขาสามารถสำรวจได้มีอย่างจำกัดเพราะพระฤๅษีคงได้มอบแผนที่ไว้ให้กับเขาเพื่อบอกถึงที่ตั้งของอาศรมและก็พื้นที่รอบๆหลายสิบกิโลเมตรว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งภายในแผนที่อันนี้มันได้บอกว่าเขตที่ตั้งของอาศรมนี้มีขนาดพื้นที่แค่หนึ่งกิโลเมตรเท่านั้นที่เขาสามารถเดินไปไหนมาไหนก็ได้ตามแต่ใจส่วนพื้นที่ที่เหลือนั้นยังถูกห้ามเอาไว้จนกว่าเขาจะเป็นนักรบระดับพันก่อนเท่านั้นถึงจะสามารถออกไปสำรวจได้......

     

    ดังนั้นแล้วกล้วยจึงเลือกที่จะไปสำรวจพื้นที่ที่เขาสามารถไปได้ก่อนเผื่อว่าเขาจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการฝึกฝนเขาจะได้ไม่ติดปัญหาในการเลือกพื้นที่ฝึก.......

     

    ........................

     

    หนึ่งปีผ่านไป.......

     

    นี่ก็ผ่านไปหนึ่งปีแล้วตั้งแต่ที่กล้วยมาอยู่ที่อาศรมของพระฤๅษีคงซึ่งในช่วงเวลาห้าเดือนที่ผ่านมานี้กล้วยสามารถสำเร็จวิชาศาสตร์การใช้อาวุธทุกชนิดในตำราที่พระฤๅษีคงทิ้งเอาไว้ให้ทั้งหมดแล้วซึ่งนั้นทำให้พละกำลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก เพราะพื้นฐานในการใช้อาวุธนั้นจำเป็นต้องฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงเพื่อให้สามารถถืออาวุธได้อย่างมั่นคง.....

     

    ซึ่งในเวลานี้กล้วยมีอายุได้สิบสี่จะสิบห้าปีแล้วดังนั้น รูปร่างและร่างกายของเขาจึงดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากโดยเฉพาะกล้ามเนื้อส่วนท้องและส่วนอื่นๆ ที่ขึ้นเป็นรูปอย่างเห็นเด่นชัดที่ทำให้กล้วยดูมีเสน่ห์ที่สาวๆคนไหนได้มาเห็นก็ต้องหลงใหลในตัวเขาอย่างแน่นอน......

     

    นอกจากพัฒนาการเรื่องร่างกายและวิชาการใช้อาวุธทุกชนิดแล้ววิชาหมัดมวยและวิชามนต์หลายๆ อย่างกล้วยก็ฝึกจนสำเร็จแล้วเช่นกัน และในเวลานี้ระดับพลังของกล้วยก็มาถึงจุดสุดท้ายของระดับหัวหมู่ขั้นสูงแล้ว อีกเพียงนิดเดียวเขาก็จะทะลวงเป็นนักรบระดับพันขั้นต้นได้แล้ว......

     

    ณป่านอกเขตอาศรม.......

     

     

    ฮ่าฮ่า ฮ่า!

    ตามมาเลยไอ้ลายลูกพ่อ!!

     

    ตึงตึง ตึง!!

     

    โฮกกกกกกกกกก!!

     

    รอกันด้วยสิกล้วย!!

     

    เจี๊ยก!!

     

    “ถ้าข้ารอเอ็ง ข้าก็ถูกเสือตัวนั้นจับกินน่ะสิ ไม่เอาหรอก!”

     

    เว้ย!!

     

    ปัง!ปัง! ปัง!

     

    “ไอ้จ๋อ! เร็วเข้าสิ! อีกไม่ไกลก็จะถึงอาศรมแล้ว”

     

    “ข้าก็รีบอยู่นี่ไง เอ็งไม่เห็นเหรอว่าไอ้แมวยักษ์นี่มันไล่ตามก้นข้ามาติดๆเลย! ทำไมเอ็งจะต้องไปก่อกวนไอ้แมวยักษ์ตัวนี้ด้วยนะ กล้วย!”

     

    “ก็มันสนุกดีนี่ อีกอย่าง ข้าจะได้ฝึกฝนทักษะการเคลื่อนไหวด้วย”

     

    ฮึ่ม!

     

    “ถ้าเอ็งอยากฝึกทำไมไม่มาฝึกคนเดียวละ ทำไมต้องพาข้ามาด้วยเนี่ย?!”

     

    โฮกกกกกกก!

     

    อะจ๊าก!!

     

    “เลิกบ่นแล้วก็รีบๆ ตามข้ามาได้แล้ว!”

     

    รู้แล้วโว้ย!!

     

    พึ่บ!พึ่บ!

     

    ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้กล้วยเริ่มที่จะรู้สึกเบื่อกับการที่ต้องอยู่ภายในเขตพื้นที่อาศรมและก็เอาแค่ฝึกเดิมๆซ้ำๆ แล้ว ดังนั้นเขาจึงลองออกไปนอกเขตใกล้ๆ กับอาศรมดูจนกระทั่งเขาไปพบกับลิงตัวหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บหนักและกำลังจะถูกหมาป่าสามตัวเข้ารุมกินโต๊ะดังนั้นเขาจึงได้เข้าไปช่วยมันและพามันกลับมารักษาในเขตอาศรม.....

     

    จนมันเริ่มจะฟื้นตัวดีขึ้นบ้างแล้วมันจึงได้กล่าวขอบคุณกล้วยและนั่นจึงทำให้กล้วยรู้ว่าลิงตัวนี้พูดได้และทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากจนเขาต้องตั้งคำถามมากมายกับลิงตัวนี้ และนั่นจึงทำให้เขาได้รู้ว่า นอกจากลิงตัวนี้แล้วยังมีสัตว์อีกหลายตัวที่สามารถพูดได้ที่อาศัยอยู่ภายในป่าลึกลับแห่งนี้เพราะที่ป่าแห่งนี้มีพลังงานบางอย่างที่ช่วยทำให้สัตว์ธรรมดาทั่วไปนั้นสามารถพัฒนาระดับสติปัญญาให้เทียบเท่ากับเด็กมนุษย์และสามารถพูดได้เช่นมนุษย์........

     

    ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสัตว์ที่สามารถพูดได้นั้นจะเป็นสัตว์สายพันธุ์ชั้นสูงที่มีสติปัญญาแต่ดั้งเดิม และที่เห็นบ่อยๆเลยก็คือเผ่าพันธุ์นาคาที่เป็นจ้าวแห่งท้องน้ำเผ่าพันธุ์ครุฑที่เป็นจ้าวแห่งท้องฟ้าและเหล่าปักษาทั้งมวลเผ่าพันธุ์วานรที่เป็นจ้าวแห่งป่าและพวกลิง และก็ยังมีอีกมากมายเลย.....

     

    ซึ่งเจ้าลิงจ๋อตัวนี้ที่กล้วยได้ช่วยไว้นั้นก็ถือว่าหนึ่งในเผ่าพันธุ์วานรเช่นกันถึงจะยังไม่พัฒนาเป็นวานรแต่ก็มีสติปัญญาเฉกเช่นวานรเลยแต่ในอนาคตมันก็ไม่แน่ที่เจ้าจ๋อตัวนี้อาจจะกลายเป็นวานรเต็มตัวและแข็งแกร่งดั่งเช่นบรรพบุรุษของมันก็เป็นได้.......

     

    และหลังจากที่มันหายดีแล้วมันก็ได้พากล้วยออกไปยังนอกเขตพื้นที่อาศรมเพื่อเที่ยวชมป่าลึกลับแห่งนี้แน่นอนว่า ทุกๆ สถานที่ที่มันพาไปนั้นล้วนแต่เป็นที่ที่ปลอดภัยทั้งนั้นจนกระทั่งกล้วยได้เห็นถ้ำของเสือตัวหนึ่งและตัวเขาก็กำลังฝึกฝนวิชาการเคลื่อนที่วิชาหนึ่งอยู่ เขาจึงได้ใช้เสือตัวนี้เป็นเครื่องช่วยเร่งการพัฒนาให้สำเร็จวิชาการเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นอย่างที่เห็นในตอนนี้......

     

    เร็วเข้าเจ้าจ๋อ!!

     

    ย้า!!

     

    ตุบ!!

     

    รอดแล้วโว้ย!!

     

    โฮกกกกกกกกกกก!!

     

    หลังจากที่วิ่งหนีเสือกันมาหลายร้อยเมตรในที่สุดกล้วยและเจ้าจ๋อก็มาถึงเขตอาศรมของพระฤๅษีคงได้อย่างปลอดภัยซึ่งหลังจากที่ทั้งสองเข้ามาข้างในแล้วเสือตัวนั้นก็ได้หยุดเท้าของมันไม่กล้าที่จะตามเข้ามามันทำได้เพียงแค่ส่งเสียงร้องคำรามอย่างเจ็บใจและเจ็บแค้นต่อกล้วยและเจ้าลิงจ๋อที่อยู่กับกล้วยเพราะทั้งสองไปกวนมันหลายต่อหลายรอบแล้ว.......

     

    “กล้วย! ทีหลังเจ้าอย่าทำอย่างนี้ได้ไหม หัวใจข้าละจะวายตายเอา!”ลิงจ๋อรีบหันไปพูดต่อว่ากล้วยในทันที หลังจากที่มันรอดพ้นจากอันตรายแล้วและนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยที่มันต่อว่ากล้วย.....

     

    “เอ็งจักบ่นไปทำไมวะไอ้จ๋อ!ไม่ใช่เพราะข้าหรอกหรือที่ช่วยให้เอ็งสามารถกลายเป็นนักรบระดับหัวหมู่ขั้นต้นได้น่ะ?ถ้าไม่ใช่เพราะข้าไปยั่วยุให้เจ้าลายละก็เอ็งคิดเหรอว่าเอ็งจะสามารถทำได้?”

     

    กล้วยหันไปตอบกลับลิงจ๋อในทันทีด้วยท่าทางที่เหนือกว่าเพราะการที่เขาใช้เสื

    อตัวนี้เพื่อมาช่วยฝึกการเคลื่อนไหวให้กับตัวเขานั้นมันได้ช่วยให้เจ้าลิงจ๋อตัวนี้สามารถพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นนักรบระดับหัวหมู่ขั้นต้นอย่างในตอนนี้ดังนั้น กล้วยจึงใช้ข้ออ้างนี้มาพูดโต้กลับ.....

     

    เจ้านี่มัน......

     

    ลิงจ๋อไม่กล้าที่จะพูดอะไรต่อเลยเพราะมันก็ถูกอย่างที่กล้วยว่าหากไม่ใช่เพราะกล้วยพามันไปเป็นตัวล่อเสือเพื่อให้มาวิ่งไล่พวกตนละก็มันก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันถึงจะเป็นนักรบระดับหัวหมู่ได้แต่ถึงการทำแบบนี้จะช่วยให้มันเลื่อนระดับพลังได้ก็จริงแต่เจ้าลิงจ๋อก็คิดว่ามันเสี่ยงอันตรายเกินไป ถ้าเกิดว่ามันและกล้วยพลาดขึ้นมาทั้งคู่คงถูกเสือตัวนั้นกินอย่างแน่นอน.....

     

    “เอาน่าไอ้จ๋อ! เพื่อเป็นการขอโทษวันนี้ข้าจักให้เอ็งกินกล้วยหอมทองสามลูกเลยเป็นไง!”

     

    อ้า!

     

    กล้วยหอมทองสามลูกเลยอย่างนั้นเหรอ?!

     

    ในตอนแรกไอ้ลิงจ๋อก็รู้สึกโกรธและไม่พอใจกล้วยอย่างมากและมันก็ไม่คิดที่จะหายโกรธง่ายๆ ด้วยทว่าเมื่อมันได้ยินกล้วยบอกว่าจะให้มันกินกล้วยหอมทองที่แสนอร่อยและมีพลังงานชาญอัดแน่นอยู่ภายในนั้นถึงสามลูกด้วยแล้วความโกรธและไม่พอใจที่มีอยู่ก็พลันหายไปเสียหมดเลย.....

     

    “แหม๋! เอ็งนี้เห็นแก่กินจริงๆ เลยนะ ไม่โกรธข้าแล้วหรืออย่างไร?” กล้วยเห็นท่าทางของไอ้ลิงจ๋อแล้วเขาก็อดที่จะหัวเราะภายในใจไม่ได้เพราะทุกครั้งที่ไอ้จ๋อมันโกรธการขอโทษด้วยกล้วยหอมทองของเขามักจะได้ผลอยู่เสมอ......

     

    ใครว่า!

     

    “ข้าเห็นแกกินตรงไหนกัน ข้าก็แค่สงสารเจ้าก็เท่านั้นแหละสงสารกลัวว่าเจ้าจะมีเพื่อนคุยด้วยถ้าข้าโกรธเจ้าขึ้นมาจริงๆ ดังนั้นข้าเลยหายโกรธเจ้าไง.......ซู้ด!!” แม้ว่าปากไอ้จ๋อจะบอกว่าไม่ได้เห็นแต่กินทว่าท่าทางที่มันแสดงออกมาในตอนที่พูดนั้นมันตรงกันข้ามเลยแถมในตอนที่มันพูดจบมันยังแอบยกมือขึ้นมาปาดน้ำลายที่ไหลออกมาด้วย......

     

    ฮึ่ม!

     

    กล้วยได้แต่ส่ายหัวไปมาอย่างไม่มีคำพูดเพราะไอ้จ๋อนี่ปากไม่ตรงกับใจเลยสักนิดแถมมันยังแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนเลยด้วยว่าคำที่มันพูดออกมานั้นล้วนแต่ไม่จริงทั้งสิ้น......

     

    “ถ้าอย่างนั้นเอ็งรอข้าสักประเดี๋ยวละกันข้าจักเข้าสวนไปเอากล้วยหอมทองมาให้!”

     

    จัดไปเลยสหาย!!

     

    “ถ้าเจ้าจะให้ข้าสี่ลูกเลยก็ได้นะ ข้าไม่ว่าเจ้าหรอก กล้วย!”

     

    แน่ะ!

     

    “ได้คืบจะเอาศอกนะเอ็งนี่! เดี๋ยวข้าก็ไม่ให้สักลูกเลยดีไหม?”

     

    อ้า!

     

    “ลูกพี่กล้วย....ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้ว อย่าถือสาข้าเลยนะ!”

     

    เฮ้อ........

    คล้ายกับเรื่องมหาศาสตรากู้แผ่นดิน ที่คุณอ่าน