จารึกที่ 295 : แดนประหารสวรรค์ : น้ำตาของความว่างเปล่า
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมเหมืองศิลาปราณโลหิตที่บัดนี้กลายเป็นเพียงถ้ำใต้ดินอันว่างเปล่า ปราศจากเสียงค้อนกระทบหิน ปราศจากเสียงเฆี่ยนตีของแส้อักขระ และปราศจากกลิ่นอายความมั่งคั่งที่เคยคละคลุ้ง ทุกหยาดหยดของทรัพยากรถูกสูบหายไปอยู่ในความครอบครองของจอมขูดรีดจนหมดสิ้น
กลุ่มสหายซ่อนตัวอยู่ตามซอกหลืบของหินผาที่มืดมิด พวกเขาผนึกกลิ่นอายและลมหายใจจนกลมกลืนไปกับความว่างเปล่าเบื้องหลัง ค่ายกลพรางตาระดับสูงถูกกางทับซ้อนกันนับ 10 ชั้นโดยฝีมือของฉินมู่หลางและเย่ปิงอวิ๋น
อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาที่เคยเป็นจุดวางผลึกแกนอักขระเทพ นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาหลับพริ้ม ทว่าสัมผัสแห่งความว่างเปล่าในจุดตันเถียนกลับแผ่ขยายออกไปเบื้องบน ทะลุทะลวงชั้นหินนับร้อยลี้ขึ้นไปสู่ฟากฟ้าของทวีปหุบเขาต้องห้าม ชายหนุ่มกำลังรอคอย... รอคอย 'เหยื่อ' ตัวอ้วนท้วนที่วิหารเทพจะส่งมาให้ชำระแค้น
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังรอคอยอย่างระแวดระวัง...
"ครืนนนนนนนน..."
เสียงคำรามที่มิได้เกิดจากสัตว์อสูรและมิได้เกิดจากฟ้าร้อง ทว่ามันคือเสียงของ 'กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน' ที่กำลังถูกบดขยี้!
มิติอากาศภายในเหมืองศิลาปราณพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงประหนึ่งวันสิ้นโลก หินงอกหินย้อยบนเพดานถ้ำแตกร้าวและร่วงหล่นลงมาเป็นห่าฝนศิลา! แรงกดดันมหาศาลที่ก้าวล่วงสภาวะของวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลางที่พวกเขาเคยเผชิญหน้า พุ่งทะลักลงมาจากปากปล่องเหมืองเบื้องบน!
แรงกดดันนี้หนักอึ้งและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าขุนเขาบรรพกาล มันคืออำนาจที่อวดอ้างความเป็นเจ้าของวัฏจักร! เพียงแค่มวลอากาศกระเพื่อมไหว ร่างของเฟิงอี้หรานและเย่ปิงอวิ๋นก็ถึงกับทรุดลงคุกเข่า เลือดสีสดไหลซึมออกจากมุมปาก!
"แกร๊ก... แกร๊ก..." กระบี่นิรันดร์ในมือของฉินมู่หลางสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ยอดกระบี่เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก "พลังระดับนี้... มันไม่ใช่แค่ผู้ฝึกตนธรรมดา... มันคือสภาวะที่เหยียบย่างอยู่บนจุดสูงสุดของวัฏจักร!"
"วิญญาณแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์!" หลินชิงเสวี่ยกัดฟันแน่น สตรีน้ำแข็งรีดเค้นปราณเหมันต์ขึ้นต้านทาน ทว่าไอเย็นของนางกลับถูกแผดเผาจนกลายเป็นไอในพริบตา!
เหนืออากาศธาตุกลางโถงถ้ำ แสงสว่างสีทองที่เจิดจ้าและแสบตายิ่งกว่าดวงตะวัน พลันแหวกมิติออกมา! แสงนั้นหลอมละลายความมืดมิดและกลิ่นคาวเลือดจนหมดสิ้น ก่อตัวเป็นเส้นทางสีทองที่ทอดยาวลงมาจากฟากฟ้า!
จากใจกลางของแสงสว่าง ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเดินลงมาอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวของมัน ทำให้กฎเกณฑ์แห่งแรงดึงดูดของทวีปต้องห้ามต้องสยบยอม บุรุษผู้นี้สวมชุดเกราะสีทองคำขาวที่สลักลวดลายดวงตาโลหิต ใบหน้าของมันถูกปกปิดด้วยหน้ากากไร้หน้า มีเพียงสัญลักษณ์ 'อนันตกาล' ที่ส่องแสงอยู่กึ่งกลางหน้าผาก
มันคือ 'มหาเทพคุมกฎ' ขุนพลระดับสูงสุดของวิหารเทพอนันตกาล ผู้เป็นดั่งมือขวาที่ได้รับมอบหมายให้มากวาดล้างผู้ฝืนลิขิต!
"ทำลายเหมืองศิลาปราณ... สังหารผู้บัญชาการ... และกลืนกินแกนอักขระเทพ..."
น้ำเสียงของมหาเทพคุมกฎไม่ได้ดังกังวาน ทว่ามันกลับสะท้อนก้องเข้าไปในแก่นวิญญาณของทุกคนโดยตรง มันคือเสียงที่ไร้อารมณ์ ไร้ความโกรธเกรี้ยว ทว่าเปี่ยมไปด้วยการ 'พิพากษา' ที่ไม่อาจขัดขืน!
"พวกมนุษย์ต่างถิ่นผู้โง่เขลา พวกเจ้าคิดว่าการซ่อนตัวอยู่ในเงามืด จะรอดพ้นจากสายตาของฟ้าดินได้งั้นหรือ? มรรคาของพวกเจ้า มันสกปรกและต่ำต้อยเกินกว่าจะทำความเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของวิหารเทพ..."
มหาเทพคุมกฎชูมือขวาขึ้นสู่อากาศธาตุ!
"แสงสว่างแห่งดวงตา... ชำระล้างความโสมม!"
พริบตาเดียว! ค่ายกลพรางตาที่ฉินมู่หลางและเย่ปิงอวิ๋นร่วมกันกางไว้ ถูกแสงสีทองเพียงริ้วเดียวทะลวงจนแตกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน! ร่างของกลุ่มสหายและอาเจีย ถูกเปิดเผยต่อสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์ในทันที!
"ไอ้ตัวนี้... ดูเหมือนจะครอบครองทรัพยากรมากกว่าพวกที่ผ่านมาหลายเท่านัก!"
อาเจียผุดลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มมิได้สะทกสะท้านต่อแรงกดดันที่บีบอัดจนกระดูกลั่น นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาสาดประกาย ภายใต้ท่าทีนั้น คนหน้าเงินเช่นเขาถึงจะพูดแบบนั้นเพื่อข่มขวัญศัตรู แต่แท้จริงแล้วในใจกำลังเดือดดาลถึงขีดสุดกับความอยุติธรรมที่กดขี่พี่น้องของต้วนเทียน เขาพร้อมที่จะปกป้องคนของตนเองด้วยทุกสิ่งที่มี
"ชุดเกราะของเจ้าทำจากแกนดาราบริสุทธิ์... แหวนมิติที่นิ้วของเจ้าก็คงบรรจุศิลาปราณไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยล้านก้อนเป็นแน่..." อาเจียแสยะยิ้ม "ข้ากำลังรออยู่พอดี ว่าเมื่อใดพวกเจ้าจะส่งตัวแทนมาจ่ายค่าชดเชยที่กดขี่แรงงานโดยไม่จ่ายค่าตอบแทน!"
มหาเทพคุมกฎภายใต้หน้ากากไร้หน้า เอียงคอเล็กน้อยราวกับกำลังมองดูมดปลวกที่พยายามต่อรองราคากับพญาอินทรี
"เจ้าคือผู้ครอบครองวิถีที่วิปริต... ผู้ฝืนลิขิตที่ทำลายค่ายกลของพวกเรา... วาจาของเจ้าช่างโอหังและปราศจากความเคารพต่อกฎเกณฑ์..."
มหาเทพคุมกฎลดมือลง ทว่าปราณวิญญาณแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์ที่อัดแน่นด้วยอำนาจของวิหารเทพ พลันระเบิดออก! มันมิใช่การระเบิดทำลายล้าง ทว่ามันคือการ 'กักขัง'!
มิติอากาศรอบตัวอาเจียพลันหยุดนิ่ง! กฎเกณฑ์ของฟ้าดินถูกบิดเบือนและกลั่นตัวกลายเป็น 'โซ่ตรวนแสงสีทอง' นับหมื่นเส้น พุ่งเข้ามารัดพันเรือนร่างของชายหนุ่มจากทุกทิศทาง! ความเร็วของมันก้าวล่วงเวลาและสถานที่!
"ศิษย์พี่อาเจีย!" เฟิงหลิงเอ๋อร์กรีดร้อง ดรุณีน้อยพยายามจะเบิกเนตรดารา ทว่าแสงสีทองกดข่มวิถีเต๋าของนางจนดวงตาพร่ามัว!
"อึก!" อาเจียกัดฟันกรอด ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนคำรามลั่น อักขระมารบนท่อนแขนเดือดพล่านพยายามจะกลืนกินแสงสีทอง ทว่าความต่างชั้นของพลังมันมหาศาลเกินไป! ระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้น ไม่อาจย่อยสลายกฎเกณฑ์ของขั้นสมบูรณ์ที่ผสานด้วยอำนาจของทวีปได้ในพริบตา!
"ดิ้นรนไปก็ไร้ประโยชน์..." มหาเทพคุมกฎเอ่ยเสียงเรียบ "มหาทัณฑ์พิพากษา! มันจะล็อควิญญาณของเจ้า บดขยี้จุดตันเถียนของเจ้า และทำลายความว่างเปล่าของเจ้าให้สิ้นซาก!"
แสงสีทองทวีความเจิดจ้า โซ่ตรวนแสงเริ่มบีบรัดจนผิวหนังของอาเจียปริแตก! เลือดสีสดไหลซึมออกมาจากบาดแผล ชายหนุ่มพยายามจะรีดเค้นปราณเซียนแท้และเจตจำนงแห่งความว่างเปล่าเพื่อ 'แลกชีวิต' ทะลวงกรงขังนี้ให้จงได้! แม้ต้องสลายฐานวิญญาณ เขาก็จะไม่ยอมก้มหัวให้กฎเกณฑ์จอมปลอม!
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ความตายกำลังคืบคลานเข้ามากัดกินวิญญาณของเขา...
"ไอ้หน้าเงิน! ใครอนุญาตให้เจ้าตายก่อนจะเลี้ยงสุราข้า!!!"
เสียงคำรามที่ดุดัน ป่าเถื่อน และเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งลูกผู้ชาย ดังก้องกัมปนาทมาจากปากทางเข้าเหมือง!
มิติอากาศที่ถูกกดทับด้วยแสงสีทอง พลันถูก 'ฉีกกระชาก' ออกด้วยพละกำลังกายเนื้อที่บริสุทธิ์ที่สุด! ร่างมหึมาของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ พุ่งทะยานแหวกม่านแสงเข้ามาประหนึ่งดาวตกสีเลือด!
ต้วนเทียน!
จอมพลังผู้มีสายเลือดเผ่าบรรพกาล ผู้ที่อาเจียสั่งให้หนีไปพร้อมกับพี่น้องของตน บัดนี้กลับหวนคืนสู่สมรภูมิมรณะ! ร่างกายของมันอาบชโลมไปด้วยเหงื่อและเลือด อักขระอสูรโบราณบนผิวหนังสีทองแดง สว่างวาบเจิดจ้าและกำลัง 'ลุกไหม้'!
"ต้วนเทียน! เจ้าบ้า! กลับมาทำไม!" อาเจียเบิกตากว้าง ชายหนุ่มตะโกนด้วยความตกใจ นี่เป็นการตัดสินใจที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตของต้วนเทียน!
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าส่งพี่น้องไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว! ทว่าเกียรติของเผ่าบรรพกาล ไม่เคยทอดทิ้งสหายร่วมสุราที่กำลังตกที่นั่งลำบาก!"
ต้วนเทียนแผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ทว่าดวงตาของมันกลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะแหลกสลาย!
"มหาเทพคุมกฎ! ไอ้สุนัขรับใช้สวรรค์จอมปลอม! วันนี้... ข้าจะให้พวกเจ้าได้เห็น ว่าความหยิ่งยโสของเผ่าบรรพกาลที่พวกเจ้าเหยียบย่ำ... มันทรงพลานุภาพเพียงใด!"
"วิถีสายเลือดบรรพกาล... เผาผลาญวิญญาณ... ตัดกฎเกณฑ์!!!"
ต้วนเทียนกระแทกหมัดทั้ง 2 ข้างเข้าหากันที่กลางอก! มันมิได้ใช้ปราณ ทว่ามันกำลัง 'เผาผลาญอายุขัยและสายเลือด' ของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ! ร่างมหึมาของมันพลันแปรสภาพกลายเป็น 'เตาหลอมโลหิต' ขนาดยักษ์ เปลวเพลิงสีแดงคล้ำที่เกิดจากการเผาผลาญพลังชีวิต ลุกโชนบดบังแสงสีทองของมหาเทพ!
จอมพลังอิสระพุ่งทะยานเข้าขวางกั้นระหว่างอาเจียและมหาเทพคุมกฎ! มันอ้าแขนทั้ง 2 ข้างออกกว้าง กอดรัด 'โซ่ตรวนแสงพิพากษา' ที่กำลังบีบรัดอาเจียเอาไว้ด้วยร่างเนื้อของมันเอง!
"อ๊ากกกกกก!"
ต้วนเทียนคำรามลั่นด้วยความทรมานสุดขีด! แสงสว่างแห่งการชำระล้างของวิหารเทพ แผดเผาผิวหนังและกล้ามเนื้อของมันจนไหม้เกรียม! อักขระอสูรบนร่างแตกสลายทีละตัวๆ ทว่ามันกลับไม่ยอมปล่อยมือ! พละกำลังที่ก้าวล่วงวิถีเต๋าจากการเผาผลาญสายเลือด กำลัง 'ดึง' โซ่ตรวนแสงให้เบี่ยงเบนมาที่ตัวมันเพียงผู้เดียว!
"สวะชั้นต่ำ! กล้าเอาเลือดสกปรกมาแปดเปื้อนทัณฑ์สวรรค์! งั้นก็จงดับสูญไปพร้อมกันเถิด!" มหาเทพคุมกฎเดือดดาล มันพลิกฝ่ามือ กดดันแสงสีทองให้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นสิบเท่า! ลำแสงสีทองขนาดยักษ์พุ่งตรงดิ่งลงมาหมายจะลบการดำรงอยู่ของต้วนเทียน!
"ต้วนเทียน! ปล่อยเดี๋ยวนี้! เจ้าจะตายนะเว้ย!"
อาเจียตวาดสุดเสียง นัยน์ตาสีเงินยวงสั่นไหวอย่างรุนแรง โซ่ตรวนแสงที่รัดเขาเริ่มคลายลงเพราะถูกต้วนเทียนรับภาระไปทั้งหมด อาเจียพยายามจะเอื้อมมือไปคว้าสหายร่างยักษ์ ทว่ากำแพงไฟสีเลือดที่เกิดจากการเผาผลาญสายเลือดของต้วนเทียน กลับผลักร่างของเขาให้กระเด็นถอยหลังไป!
"ไอ้หน้าเงิน..."
ต้วนเทียนหันหน้ากลับมามองอาเจีย ท่ามกลางแสงสว่างที่กำลังย่อยสลายร่างกายของมันจนเริ่มกลายเป็นเถ้าถ่าน... ใบหน้าที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยบาดแผล กลับประดับด้วยรอยยิ้มที่งดงามและอิสระที่สุด!
มันคือรอยยิ้มของบุรุษผู้ได้ชำระแค้นให้พี่น้อง และได้ปกป้องสหายที่จริงใจ!
"สุราของเจ้า... รสชาติดีเยี่ยม... ทว่า... ข้าคงไม่มีโอกาส... ได้ดื่มกับเจ้าอีกแล้ว..."
ต้วนเทียนยกมือขวาที่เหลือเพียงโครงกระดูกที่กำลังหลอมละลาย ล้วงเอา 'ไหสุราศิลา' ที่บิ่นร้าว ออกมาจากเอว ก่อนจะโยนมันข้ามม่านพลังแสง มาตกอยู่แทบเท้าของอาเจีย!
"กฎเกณฑ์ของวิหารเทพ... มันอาจจะยิ่งใหญ่... ทว่า... อย่าให้มัน... มาลบล้างมรรคาของเจ้าได้ล่ะ..."
ร่างของต้วนเทียนเริ่มโปร่งแสง พลังชีวิตถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น!
"ฝาก... ทวงความยุติธรรม... แทนข้าด้วย... สหาย..."
"ซูมมมมมมมมมมมมมมมม!!!"
สิ้นประโยคสุดท้าย! ลำแสงแห่งการพิพากษาก็พุ่งทะลวงกลืนกินร่างของจอมพลังอิสระอย่างสมบูรณ์แบบ! เสียงคำรามของเผ่าบรรพกาลเงียบสงัดลง ไม่มีแม้แต่หยดเลือด ไม่มีแม้แต่เศษเนื้อหลงเหลืออยู่...
ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ 'ต้วนเทียน' ผู้ทะนงตน... ถูกแสงสว่างแผดเผาจนวิญญาณแหลกสลาย กลับคืนสู่ความว่างเปล่าไปตลอดกาล!
"แกร๊ก..."
ไหสุราศิลาที่บิ่นร้าว กลิ้งไปกระทบกับปลายเท้าของอาเจีย เสียงนั้นดังก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมเหมืองใต้ดิน
กลุ่มสหายเบิกตากว้างด้วยความช็อกสุดขีด! เฟิงหลิงเอ๋อร์ทรุดตัวลงปิดหน้าร้องไห้ หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เลือดไหลซึม ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานเบือนหน้าหนี น้ำตาลูกผู้ชายไหลริน
ความสูญเสียสหายที่ร่วมเป็นร่วมตาย แม้จะรู้จักกันเพียงไม่นาน ทว่ามิตรภาพที่แลกด้วยจอกสุราและกำปั้น กลับลึกซึ้งยิ่งกว่ามหาสมุทร! กฎเกณฑ์ที่ไร้ความปรานี ได้พรากสหายของพวกเขาไปต่อหน้าต่อตา!
มหาเทพคุมกฎลดมือลง แสงสว่างสีทองเริ่มจางหายไป มันทอดสายตามองขี้เถ้านั้นด้วยความดูแคลน "มดปลวกที่รนหาที่ตาย... การสละชีวิตของมันเป็นเพียงการยืดเวลาตายของพวกเจ้าไปอีกไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น..."
ทว่า... สิ่งที่ตอบกลับขุนพลแห่งวิหารเทพ กลับมิใช่เสียงกรีดร้องโหยหวน หรือเสียงด่าทอฟูมฟาย
มันคือความเงียบ...
ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงกัมปนาทใดๆ ในเอกภพ! ความเงียบที่ทำให้กระแสลมมรณะในเหมืองถึงกับหยุดพัด!
อาเจียยืนนิ่งงันอยู่เบื้องหน้าไหสุราที่แตกบิ่น ชายหนุ่มไม่ได้หลั่งน้ำตาออกมาแม้แต่หยดเดียว ทว่าแผ่นหลังที่เคยตั้งตรง บัดนี้กลับแผ่ซ่านความโดดเดี่ยวที่ลึกล้ำประหนึ่งหลุมดำที่ไร้ขอบเขต
ชายหนุ่มค่อยๆ ก้มลง หยิบไหสุราที่หลงเหลือเพียงครึ่งใบขึ้นมาประคองไว้ในมือ 2 ข้างอย่างทะนุถนอม นิ้วหัวแม่มือของเขาลูบไล้รอยร้าวบนศิลาเบาๆ
‘พวกมัน... พรากสิ่งสำคัญไปจากข้าอีกแล้ว...’
อาเจียรำพึงในใจ ภายใต้ท่าทีของคนหน้าเงินที่มักอ้างเรื่องผลประโยชน์ บัดนี้มันถูกกลั่นออกมาจากความโศกเศร้าที่บ้าคลั่งที่สุด เขาโกรธแค้นที่ความอยุติธรรมนี้พรากสหายของเขาไป!
ชายหนุ่มค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองมหาเทพคุมกฎ
พริบตานั้น... แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์ ก็ถึงกับต้องก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยสัญชาตญาณแห่งความหวาดผวา!
นัยน์ตาสีเงินยวงของอาเจีย... หายไปแล้ว!
ดวงตาทั้ง 2 ข้างของชายหนุ่ม ถูกแทนที่ด้วย 'ความดำสนิทที่ไร้ก้นบึ้ง'! มันไม่ใช่สีดำ ทว่ามันคือ 'ความว่างเปล่า' ที่กลืนกินแสงสว่างทุกเส้นสาย ไม่มีแสงสะท้อน ไม่มีอารมณ์ ไม่มีแม้แต่รังสีสังหาร!
มันคือสภาวะที่การดับสูญกลืนกินกมลสันดานมนุษย์ไปอย่างสมบูรณ์! ความว่างเปล่ากำลังหลั่งน้ำตาที่ไร้รูปร่างอยู่ภายในจิตวิญญาณ!
"กฎเกณฑ์ของพวกเจ้า..."
น้ำเสียงของอาเจียแผ่วเบาประหนึ่งเสียงกระซิบ ทว่ามันกลับดังก้องกังวานและสั่นสะเทือนรากฐานของทวีปหุบเขาต้องห้าม!
"พวกเจ้า... อ้างว่าสรรพสิ่งดำรงอยู่เพื่อรักษาสมดุล..."
อาเจียก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ทุกก้าวของเขาทำให้พื้นศิลาใต้เท้าสลายกลายเป็นผุยผง มิติอากาศถูกบดขยี้ด้วยความไม่มี!
"แต่วิถีของพวกเจ้า... ไม่เคยชดเชยให้แก่ความสูญเสียที่พวกเจ้าก่อขึ้น! ในเมื่อพวกเจ้าบังอาจพรากวิญญาณสหายของข้าไป... ข้า... ก็จะใช้ความว่างเปล่า..."
อาเจียหยุดยืนเบื้องหน้ามหาเทพคุมกฎ ระยะห่างเพียง 10 ก้าว นัยน์ตาสีดำสนิทจ้องทะลุหน้ากากไร้หน้าของศัตรู!
"...ลบสมดุลอันน่ารังเกียจนี้ทิ้งซะ!!!"
ปรัชญาอันเด็ดขาดที่สุด! หากความอยุติธรรมไม่ยอมชดใช้ อาเจียก็จะทำลายกฎเกณฑ์ของมันทั้งหมดให้สิ้นซาก!
"เนตรสูญตา... ขั้นที่ 3..."
วงแหวนแห่งความว่างเปล่า 10 ชั้น ระเบิดออกจากร่างของบุรุษชุดดำ! มันกลืนกินแสงสีทองของมหาเทพ กลืนกินค่ายกลของวิหารเทพ และกลืนกินกฎเกณฑ์ทั้งหมดในเหมืองศิลาปราณ!
"กลืนสวรรค์จอมปลอม... สังเวยวัฏจักร!!!"
ความโศกเศร้าถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังทำลายล้างที่ไร้ความปรานีที่สุดในประวัติศาสตร์ของผู้แสวงมรรค! การล้างแค้นให้แก่สหายร่วมสุรา กำลังจะเปลี่ยนขุนพลแห่งวิหารเทพ ให้กลายเป็นเพียงเศษสวะในห้วงสุญญตา! โฉมหน้าที่แท้จริงของบุรุษผู้บ้าคลั่ง ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!