ข้ากลับมาเพื่อเป็นราชาเทพเจ้า ( The Return of God )

    ตอนที่ 33 โอสถปราณวายุคลั่ง

            “นี้คือของทั้งหมดของเจ้า” ชายที่เมามายจากสุราแม้มือ 1 ข้างนั้นจะถือขวดน้ำเต้าที่ข้างในนั้นไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ามีสุราอยู่กี่ลิตรกันแน่ แต่เค้าใช้มืออีกข้างหนึ่งที่ว่างอยู่คว้าไปที่ถุงผ้าขนาดใหญ่มหึมาที่ได้วางเตรียมไว้ด้านข้างของเค้าก่อนที่จะส่งถุงผ้านั้นลากมาวางไว้ข้างหน้าของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิง


            เมื่อจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงเห็นดังนี้นั้นเค้าก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรตัวของเค้านั้นนำแหวนมิติออกมาเก็บของทั้งหมดไปโดยไม่แม้แต่จะนับของข้างในถุงผ้าว่าครบมั้ยด้วยซ้ำ


            เมื่อรับของเสร็จจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นก็เดินจากไปโดยไม่สนใจชายเมามายคนนี้อีก เมื่อชายเมามายเห็นอย่างนี้นั้นเค้าก็ได้แต่ถอนหายใจ


            “คิดว่าวันนี้ตัวข้านั้นจะได้ทำการค้าไร้ต้นทุนอีกแล้ว” ชายที่เมามายคนนี้คิดอยู่ภายในใจ ตัวของเค้านั้นแท้จริงแล้วเป็นนักฆ่าของตลาดมืดสาขานี้ ขึ้นชื่อว่าตลาดมืดแน่นอนย่อมไม่ใช่มีแค่เพียงของข้างในเท่านั้นที่ราคาแพงแต่ความเสี่ยงที่จะสามารถได้รับสิ่งของแม้จะจ่ายเงินแล้วนั้นก็ต้องมาดูกันตอนรับของอีกครั้งหนึ่ง


            มันมีกฎที่ไม่สามารถบอกใครได้อยู่ “ตลาดมืดนั้นหาใช่ที่ที่พวกอ่อนแอจะมาซื้อของได้” วิธีการจับสังเกตก็ง่าย ๆ ดูอย่างพวกที่กระโตก กระตาก อย่างคนเมื่อวันก่อนเป็นตัวอย่าง และดูอย่างชายหนุ่มร่างกำยำเมื่อครู่แม้จะมีแหวนมิติแต่ก็ไม่กลัวการแย่งชิง บุคคลอย่างนี้นั้นหากไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลังแล้วจะกล้าทำอย่างนี้ได้เช่นไร


            จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงที่ได้เดินออกมาจากตลาดมืดก็ได้วนอยู่ในเมืองก่อนที่เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ติดตามมานั้น ตัวของเค้าก็จึงได้กลับเข้าไปพักภายในโรงเตี้ยม


            “ถ้าเจ้าโง่นั้นรู้ว่าข้าไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรเลยมันจะเป็นเช่นไรนะ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้แต่คิดแล้วก็สงสัย หากข้าไปเป็นนักแสดงแทนผู้ฝึกตนเกรงว่าข้องคงได้รางวัลดีเด่นเป็นแน่ หลังจากที่เลิกคิดเรื่องไร้สาระตัวของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นก็ได้เอาของทั้งหมดที่ได้มาจากตลาดมืดออกมาเรียงกัน


            “อันดับแรกตัวของข้านั้นต้องหลอมสร้างเตาหลอมโอสถออกมาใช้งานก่อน” ตัวของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นได้ซื้อเตาหลอมอาวุธขั้น 1 ดาวพื้นฐานมาราคารวม 30 เหรียญเงิน วัตถุดิบที่ใช้หลอมเตาหลอมโอสถอีก 10 เหรียญเงินและ อีก 10 เหรียญเงินนั้นสำหรับวัตถุดิบสมุนไพรในการหลอมโอสถ


            ตัวของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นไม่ได้คิดจะกลับไปที่สมาคมนักหลอมโอสถสาขาหฤทัยอีกครั้งอยู่แล้ว แต่ที่เสนอไปว่าขอป้ายสำหรับสิทธิ์ในการเข้าใช้เตาหลอมโอสถโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้น เหตุผลหลักๆ ก็คือตัวของเค้านั้นมีความรอบคอบมากพอ เค้ารู้ดีว่าถ้าหากเจ้าซูโยวผู้นั้นรู้ว่าตัวของเค้าจะไม่มีวันได้เจอจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงอีกต่อไป แม้จะมีความเสี่ยงในเรื่องของอาจารย์ตัวปลอมที่เค้าสร้างขึ้นมาอยู่บ้างแต่ซูโยวต้องทำการสืบเรื่องของเค้าเป็นแน่ ฉะนั้นเพื่อที่เค้าจะได้ออกมาจากสมาคมนักหลอมโอสถอย่างง่ายๆ เค้าจึงได้เหลือหนทางเผื่อความสะบายใจไว้ให้ฝ่ายตรงข้ามโดยการให้อีกฝ่ายคิดว่าสมาคมนักหลอมโอสถนั้นยังมีสิ่งสำคัญต่อตัวของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงอยู่บ้าง เดี๋ยวจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นต้องกลับไปอย่างแน่นอน


            ข้างหน้าของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงตอนนี้นั้นมีเตาขนาดเท่าคน 3 คนโอบได้วางอยู่ ดีที่ห้องพักของเค้านั้นสามารถรองรับขนาดและน้ำหนักเตาเอาไว้ได้ ไม่เช่นนั้นตัวของเค้าไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าเถ้าแก่ที่อยู่ข้างล่างนั้นจะทำเช่นไรกับเค้ากันแน่


            หลังจากที่ได้โยนวัตถุดิบสำหรับใช้ส้ร้างเตาหลอมโอสถลงไป ทีละชิ้น พร้อมเริ่มใช้ทักษะการหลอมผนึกสิบทิศ เป็น 1 ในทักษะที่จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นสร้างขึ้นมาเองเมื่อตัวของเค้านั้นได้ไปถึงขั้นนักหลอมอาวุธขั้น 5 ดาวขั้นสูง


            3 ชั่วโมงต่อมา


            ตอนนี้นั้นภายในห้องไม่ได้มีแค่เตาที่เค้าซื้อมาจากตลาดมืดอีกแล้ว ข้างๆ เตาที่เค้าซื้อมานั้นได้มีเตาหลอมโอสถระดับ 1 ดาวขั้นพื้นฐานวางอยู่ด้วย


            * นักหลอมอาวุธนั้นจะแตกต่างไปจากนักหลอมโอสถที่มีข้อกำหนดในการวัดค่าความสามารถชัดเจน หากนักหลอมโอสถนั้นวัดความบริสุทธิ์ของโอสถที่หลอมได้เป็นเกณฑ์กำหนดความสามารถ นักหลอมอาวุธก็จะใช้เกณฑ์ของความสำเร็จในการหลอมอาวุธบวกกับการเพิ่มความสามารถของอาวุธนั้นๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่นเตาหลอมโอสถนี้นั้นที่จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นสร้างออกมาเกิดจากการหลอมเพียงแค่ครั้งเดียวนั้นหมายถึงอัตราความสำเร็จ 100 เปอร์เซน นี้ยังไม่รวมความสามารถพิเศษที่เพิ่มเข้ามานั้นคือหากโอสถที่หลอมนั้นหากขั้นความบริสุทธิ์ต่ำกว่า 8 ส่วน จะสามารถเพิ่มความบริสุทธิ์ของโอสถนั้นได้ 1 ส่วน เต็มๆ รับรองว่าถ้าหากนักหลอมโอสถภายนอกได้รับรู้เรื่องนี้คงทำให้เกิดการนองเลือดที่ใหญ่โตครั้งนึงเป็นแน่


            ไม่รอช้าจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงก็ได้เริ่มหลอมกลั่นโอสถอีกครั้ง หลังจากเตรียมวัตถุดิบเสร็จพร้อมกันนั้นได้โยนวัตถุดิบลงไปบัดนี้ภายในห้องได้เกิดร่างไฟของกิเลนในตำนานขึ้นมาอีกครั้งแล้ว


            30 นาทีต่อมา


            “โอสถปราณวายุคลั่ง” ตอนนี้นั้นภายในมือของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้ปรากฎเม็ดโอสถสีขาวใสพร้อมกลิ่นอันน่าพิศวงออกมา ตามชื่อของมัน โอสถนี้จะสามารถสร้างความบ้าคลั่งใให้แก่กับลมปราณที่ดูดซัพเข้ามา โอสถนี้นั้นมันจะทำให้ลมปราณนั้นบริสุทธิมากขึ้นในชั่วขณะแต่ก็แลกมาด้วยความเจ็บปวดแสนทรมาน


            “ข้าไม่มีเวลามากพอแล้ว” แม้จะสามารถหลอมกลั่นโอสถออกมาได้สำเร็จแต่จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงไม่ได้มีความพอใจกับมันเลยสักนิดเป้าหมายของเค้าคือรีบแข็งแกร่งขึ้น อีก 20 กว่าวันถ้าหากข้านั้นสามารถบรรลุระดับการฝึกตนรวมรวมปราณขั้นที่ 4 ได้ก่อนวันทดสอบเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเพลิงสืบทอด นั้นจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับการกอบโกยทรัพยากรณ์การฝึกตนของสำนักมันออกมาให้ข้าใช้ให้หมด แค่คิดในเรื่องนี้นั้นความทะเยอทะยานยิ่งเข้ามาไม่หยุดจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงไม่รอช้าอะไรอีกแล้วตัวเค้านั่งขัดสมาธิลงเริ่มการฝึกตนต่อในทันที


            อีก 3 วันก่อนการรับศิษย์

    คล้ายกับเรื่องข้ากลับมาเพื่อเป็นราชาเทพเจ้า ( The Return of God ) ที่คุณอ่าน