“มืดแล้ว ทำไมพวกเขาถึงยังไม่กลับมาอีก…”
เฉินจิงฮัวยืนอยู่ข้างหน้าต่างสลับกับเดินกลับไปกลับมา สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจ ต้ายุ้ยโถวยืนเอาหัวพิงหน้าต่าง ถอนหายใจออกมายาวแรง “นี่มันก็เกือบ 3 ชั่วโมงแล้ว ไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรเลย หรือว่าจะเกิดอะไรกับพวกเขาครับครู?”
“อีกอย่าง ข้างนอกมันก็อันตรายซะขนาดนั้น”
ครูใหญ่สื่อนั่งถอนหายใจอยู่บนโซฟา แต่คนที่เหลือกำลังพูดคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน จ้าวหงซินที่นั่งอยู่บนเตียงพูดเหยียดหยามขึ้นว่า “ผมบอกแล้วไงว่าเซี่ยปู้เอ้อร์มันไม่ได้เื่ ออกไปเองแบบนี้ ไม่ตายก็แปลกแล้ว”
“จ้าวหงซิน ยังมีสำนึกอยู่บ้างไหม เซี่ยปู้เอ้อร์เป็คนช่วยคุณไว้นะ ทำไมถึงได้เป็คนร้ายกาจขนาดนี้”
เฉินจิงฮัวมองเขาด้วยความโกรธแค้น ดวงตาของจ้าวหงซินลุกวาวด้วยความโกรธเช่นกัน เขาชี้มือมาที่เธอว่า “แม่คนสวย ยังมีหน้ามาปากดีได้อีกเหรอ? คิดว่าจะมีใครช่วยเธออีกหรือไง ถ้าฉันลงมือกับเธอ ดูซิว่าจะมีใครกล้าออกหน้าช่วยเธอไหม!”
“คุณครูจ้าว เพื่อนร่วมงานกันทั้งนั้น ค่อยๆ พูดค่อยๆ จาดีกว่า…”
ครูใหญ่สื่อรีบเข้ามาห้าม แต่ก็ถูกจ้าวหงซินผลักกระเด็นล้มลงไปบนเตียง ซงเจี่ยเหวินหัวเราะคิกคักและพูดว่า “ถูกรุ่นน้องพูดใส่หน้าแบบนี้ คุณครูจ้าวคะ ถ้าฉันเป็คุณ ฉันจะจับเธอถอดกระโปรงและให้ทุกคนได้เห็นว่าเนื้อในของเธอมันน่ามองเหมือนกับหน้าตาหรือเปล่า”
“จริงด้วยสิ! วันนี้แหละฉันจะต้องเห็นยอดดอกบัวตูมของเธอให้ได้”
จ้าวหงซินถูกยุเข้าหน่อยก็เกิดความหื่นขึ้นทันตา เดินตรงเข้ามาหาเฉินจิงฮัว ต้ายุ้ยโถวดึงมีดหั่นขนมปังออกมายืนขวางเฉินจิงฮัวเอาไว้ พูดเหมือนคนติดอ่างว่า “ครูจะทำอะไรครับ ปู้เอ้อร์อาจจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ ระวังเขาจะฆ่าคุณเอานะ!”
“ช่างแม่งสิ เชี่ยเอ๊ย พอเซี่ยปู้เอ้อร์ไม่อยู่คนเดียว แกก็ทำตัวเป็นักเลงขึ้นมาเลยนะ…”
จ้าวหงซินยกขาเตะต้ายุ้ยโถวกระเด็นไป เฉินจิงฮัวพยายามวิ่งหนีออกมาพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้อง แต่จ้าวหงซินก็จิกผมเธอกระชากกลับมากดตัวลงบนโซฟา เขากำลังจะฉีกกระโปรงของเธอออก ทันใดนั้นมีดทำครัวเล่มหนึ่งก็จ่อเข้าที่ต้นคอของเขา จ้าวหงซินตัวแข็งทื่อไปทันที
“หลี่เสว่จู๋ เธอจะทำอะไร”
จ้าวหงซินหันมองกลับมาและพบว่าผู้ที่ยืนถือมีดอยู่ก็คือดาวโรงเรียนหลี่เสว่จู๋ น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าว แต่หลี่เสว่จู๋พูดเสียงเ็าว่า “ขอถามครูหน่อยนะคะ พฤติกรรมแบบนี้มันเป็พฤติกรรมของสัตว์เดรัจฉานไม่ใช่เหรอ ครูคิดว่าผู้หญิงอย่างพวกเรารังแกได้ง่ายมากใช่ไหมคะ!”
“ครูหวัง อบรมเด็กนักเรียนยังไง ลูกศิษย์ถึงได้ทำตัวแบบนี้…”
จ้าวหงซินหันหน้าไปมองครูพละด้วยใบหน้าแดงก่ำ หลี่เสว่จู๋ยังคงถือมีดอยู่ไม่ขยับเขยื้อน หวังเอ้อโกวเดินถือท่อนเหล็กเข้ามาชี้ใส่หน้าเขาว่า “คนชั่วช้าอย่างแกยังมีหน้ามาเสียงดังอีกเหรอ พวกเราจับมันมัด อย่าให้ทำอันตรายใครได้อีก”
“กล้าดียังไง…”
จ้าวหงซินโวยวายอย่างไม่อยากเชื่อ แต่เด็กหนุ่มนักกีฬาร่างสูงหลายคนก็พุ่งเข้ามากดร่างของเขาไว้บนพื้น จ้าวหงซินร้องออกมาด้วยความตื่นใว่า “ฉันผิดไปแล้ว ฉันขอโทษ เมื่อกี้ฉันไม่มีสติไปหน่อย!”
“สายไปแล้ว! จับขังไว้ในห้องน้ำ…”
หวังเอ้อโกวเตะจ้าวหงซินป้าบใหญ่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน ไม่กี่อึดใจต่อมา กลุ่มเด็กหนุ่มก็ลากจ้าวหงซินออกไป หวังเอ้อโกวพูดเสียงดังให้ทุกคนในห้องได้ยินว่า “ผมบอกแล้วไงว่าถึงเซี่ยปู้เอ้อร์ไม่อยู่ แต่ผมยังอยู่ทั้งคน ตราบใดที่ผมยังอยู่ที่นี่ ผมจะไม่ปล่อยให้ใครรังแกเราได้”
“ครูหวัง คุณเข้มแข็งจังเลย…”
ซงเจี่ยเหวินผู้เป็คนกระตุ้นให้เกิดสถานการณ์นี้ขึ้นั้แ่แรกเปลี่ยนสีหน้าทันที เธอถึงกับปรบมือชื่นชมคุณครูพละอย่างออกหน้าออกตา หลังจากนั้นทุกคนก็ปรบมือชื่นชมหวังเอ้อโกวและยกย่องว่าเขาเป็วีรบุรุษที่แท้จริง หวังเอ้อโกวฉีกยิ้มด้วยความภูมิใจ “เอาล่ะ มาทานอาหารค่ำกันดีกว่า ไม่แน่พรุ่งนี้เช้าอาจมีคนมาช่วยพวกเราแล้วก็ได้”
“บะหมี่ต้มเสร็จแล้ว มาทานกันได้เลยจ้า…”
อู๋เสียกับเด็กนักเรียนหญิงอีกสองคนเดินเข้ามาอย่างมีความสุข เหลือแต่เพียงเฉินจิงฮัวกับต้ายุ้ยโถวเท่านั้นที่ยังยืนอยู่ตรงหน้าต่าง แต่หวังเอ้อโกวไม่สนใจพวกเขาอีกแล้วขณะที่หันหลังเดินออกมาจากห้อง
ที่เฉลียงทางเดินด้านนอกมีไฟฉุกเฉินให้แสงสว่างอยู่แค่ 2 ดวง ภายในห้องตามจุดต่างๆ ถ้าไม่ได้จุดเทียนไขก็ต้องจุดตะเกียง หวังเอ้อโกวเดินเข้าสู่ห้องเล็กๆ ที่อยู่ลึกที่สุด เมื่อเขาเปิดหน้าจอโทรศัพท์มือถือให้แสงสว่างและโยนมันลงไปบนเตียงแล้ว เงาร่างที่บอบบางเงาหนึ่งก็รีบเดินเข้ามาปิดประตูตามหลังอย่างรวดเร็ว
“ฮ่าๆ แม่ยอดยาหยี ผมรอแทบไม่ไหวแล้ว…”
หวังเอ้อโกวสวมกอดเอวของซงเจี่ยเหวินอย่างอดใจรอแทบไม่ไหวแล้วเช่นกัน พวกเขาจูบกันอย่างหิวกระหายและร้อนแรง แต่หวังเอ้อโกวรีบพูดหลังจากนั้นไม่นานว่า “คุกเข่าสิ ทำสิ่งที่คุณถนัดให้ผมหน่อยนะ”
“ถุ้ย คนโรคจิต! ในหัวนอกจากเื่นี้แล้วมีอย่างอื่นอีกไหม ช่วยดูสถานการณ์หน่อยเถอะ ถ้าเกิดเซี่ยปู้เอ้อร์กลับมากะทันหัน ฉันจะพูดกับเขายังไง…”
ซงเจี่ยเหวินผลักคุณครูหนุ่มออกไปด้วยความโกรธ แต่หวังเอ้อโกวก็ไม่สนใจ “คุณคิดว่ามันเป็เทพเ้าหรือไง นานขนาดนี้ยังไม่กลับมา ก็คงตายไปแล้วแหละ แต่ก่อนที่จะตาย พวกมันจะต้องกำจัดซอมบี้ให้ผมก่อน ไม่งั้นแผนที่เราช่วยกันวางเอาไว้ก็เสียเปล่าหมดสิ ฮ่าๆๆ…”
“ยังมีอารมณ์หัวเราะได้อีกนะ ถ้าเขาตายแล้วมันจะเป็ผลดีกับเราได้ยังไง เราก็ยังออกไปไม่ได้อยู่ดี”
ซงเจี่ยเหวินยืนพิงกำแพงพูดด้วยความโกรธที่มากขึ้น แต่หวังเอ้อโกวก็เดินเข้ามาสวมกอดเธอพูดว่า “ไม่ต้องห่วง หลังจากที่เซี่ยปู้เอ้อร์ตายไปแล้ว เรายังมีจ้าวหงซิน เดี๋ยวตอนรุ่งเช้า คุณแอบเข้าไปปล่อยตัวเขาออกมานะ แล้วคุณก็หลอกให้เขาออกไปฆ่าซอมบี้ให้เราอีกคน”
“จ้าวหงซิน ไหนคุณว่าเขาเป็คนใช้ไม่ได้ เราจะฝากความหวังไว้ที่เขาได้ไง…”
ซงเจี่ยเหวินขมวดคิ้วแล้วส่ายศีรษะ บนสีหน้าปรากฏความวิตกกังวลชัดเจน หวังเอ้อโกวพูดเสียงเ็าว่า “ซงเจี่ยเหวิน เก็บอาการหน่อยสิ นี่คุณตกหลุมรักไอ้เด็กนั่นจริงๆ เข้าแล้วเหรอ มันมีดีอะไรนักหนาฮึ”
“เขาไม่ได้ดีเท่าคุณอยู่แล้วค่ะ แต่เขาก็ดีกับฉันไม่น้อยนะ”
ซงเจี่ยเหวินพูดอย่างรู้สึกผิด “ฉันอุตส่าห์หลอกเขาให้ลงไปฆ่าซอมบี้ให้คุณ แถมฉันยังเตรียมแผนหลอกเขาต่อไปถ้าเขากลับมาอีก อย่าเข้าใจฉันผิดสิ ยังไงฉันก็อยู่ข้างคุณอยู่แล้ว”
“ที่รักจ๋า ไม่ต้องพูดกันแล้วล่ะ ผมรู้ว่าคุณหมายถึงอะไร แต่ตอนนี้ช่วยแสดงความรักให้ผมเห็นหน่อยสิ…”
หวังเอ้อโกวเอนตัวพิงกำแพงและยิ้มออกมาอย่างเ้าเล่ห์ ซงเจี่ยเหวินมองเขาด้วยความโกรธ แต่ก็ย่อกายลงคุกเข่าตรงหน้าเขา ทันใดนั้นเองประตูห้องเปิดออก เด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูพูดอย่างโกรธแค้นว่า “ครูหวัง! ตกลงคุณมีผู้หญิงกี่คนกันแน่?”
“แหม แฟนเด็กของคุณหึงซะแล้วสิ ความจริง ฉันเป็คนที่มาก่อนเธอนะ มาทีหลังก็ต้องต่อคิวนะจ๊ะหนูจ๋า…”
จังหวะนั้น ซงเจี่ยเหวินลุกขึ้นยืนโดยปราศจากความเขินอายแม้แต่น้อย หวังเอ้อโกวพูดอย่างรำคาญว่า “เทียนจือหม่าน เธอจะให้ครูต้องพูดอีกกี่ครั้ง ถ้าอยากแต่งงานกับครูในอนาคต เธอต้องปล่อยให้ครูมีความสุขบ้างสิ”
“ทำไมไม่เข้ามาสนุกด้วยกันล่ะจ๊ะ ครูไม่ว่าหรอกนะ”
ซงเจี่ยเหวินเขย่งเท้าขึ้นจูบหวังเอ้อโกวอีกครั้งพร้อมกับเปลื้องผ้าออก เทียนจือหม่านด่าว่าหวังเอ้อโกวไร้ยางอายได้คำหนึ่งก็หันหลังวิ่งหนีไปด้วยความโกรธ แต่หวังเอ้อโกวไม่สนใจอีกแล้ว “อย่าไปสนใจเธอเลย ถ้าเธอไม่มาโรงเรียนอีก ผมก็จะทิ้งเธอแล้ว”
“ฮึ คนใจดำ กินเรียบทั้งครูและนักเรียน ฉันคงไม่ได้อยู่กับคุณไปตลอดชีวิตแน่ๆ…”
ซงเจี่ยเหวินมองเขาด้วยความไม่ชอบใจ แต่แล้วก็เงยหน้าขึ้นเปิดปากรอรับจูบ ทันใดนั้นเอง เกิดเสียงเคาะประตูดังขึ้นที่ห้องด้านนอกอย่างไม่ทันตั้งตัว สองหนุ่มสาวเงี่ยหูฟังอย่างระมัดระวัง พวกเขาได้ยินเสียงใครบางคนะโว่าให้ไปเปิดประตู
“ดีจังเลย! พวกเขากลับมาแล้ว…”
ซงเจี่ยเหวินพูดออกมาด้วยความดีใจ เธอรีบสวมใส่เสื้อผ้าขณะพูดว่า “คุณไปง้อเทียนจือหม่านดีกว่านะ อย่าให้เธอเอาเื่ของเราไปบอกเซี่ยปู้เอ้อร์ ถ้าเขารู้เื่ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับฉัน เขาจะฆ่าคุณเอาได้ คุณต้องหยุดเธอไว้ก่อน”
“แม่งเอ๊ย ทำไมชีวิตฉันลำบากขนาดนี้วะ…”
หวังเอ้อโกวยกมือปาดรอยลิปสติกบนใบหน้าออกไป เมื่อพวกเขาเดินออกมาจากห้องก็พบว่าเฉินจิงฮัวกับคนอื่นๆ ยืนอยู่ด้วยความตกตะลึง มีต้ายุ้ยโถวเป็คนเปิดประตูนิรภัย ซึ่งเด็กหนุ่มกำลังพูดออกมาด้วยความงุนงงว่า
“คุณ...คุณเป็ใคร…”
ต้ายุ้ยโถวจ้องมองชายแปลกหน้าทั้งสองคน แขกที่ไม่ได้รับเชิญทั้งสองคนไม่ได้ปิดบังใบหน้า พวกเขาผลักร่างต้ายุ้ยโถวให้ถอยไปก่อนที่จะเดินเข้ามา หลังจากปิดประตูแล้ว พวกเขาก็มองหน้าทุกคนอีกครั้ง หนึ่งในผู้มาใหม่มีรอยแผลเป็บนใบหน้าส่งเสียงคำรามว่า “มีอะไรให้พวกฉันกินบ้าง เอาออกมาให้หมด!”
“พวกแกเป็ใครกันวะ”
หวังเอ้อโกวเดินถือท่อนเหล็กตรงเข้าไปหาพร้อมด้วยเด็กหนุ่มนักกีฬาอีกหลายคน แต่ที่ไหนได้ ชายที่มีรอยแผลเป็บนใบหน้าชักปืนลูกโม่ออกมาจากข้างเอวและยิงใส่เพดานหนึ่งนัด นอกจากคุณครูและเด็กนักเรียนหญิงจะใกลัวแล้ว แม้แต่หวังเอ้อโกวก็ล้มลงนั่งกับพื้นใจนอึแทบราดกางเกง
ชายหน้าบากเล็งปืนมาที่หวังเอ้อโกว พูดเสียงเย็นเยือกว่า “กูบอกให้เอาอาหารมา ได้ยินไหม?”